เพลง : ปฐมมหารุกขสูตรถอนรากแห่งทุกข์
[Intro]
ต้นไม้ใหญ่ยืนตระหง่าน
ผ่านวันวารเนิ่นนานนัก
เพราะรากลึกคอยพิงพัก
ดูดโอชารสจากผืนดิน
ใจคนก็ไม่ต่างกัน
หากยังมั่นในโลกถวิล
ตัณหายังรินไม่รู้สิ้น
ก็ยากบินพ้นวัฏสงสาร
[Verse 1]
เมื่อใจยังพอใจอยู่
ในรูปเสียงกลิ่นรสอันหวาน
ความอยากค่อยแตกกิ่งก้าน
แผ่รากผ่านลงกลางฤทัย
ตัณหาก่อเกิดอุปาทาน
ยึดติดนานไม่ยอมปล่อยไป
อุปาทานสร้างภพใหม่
ให้เกิดตายไม่รู้จบลง
[Pre-Chorus]
ดั่งมหารุกข์ใหญ่กลางป่า
รากแผ่พาสาขามั่นคง
ยิ่งหล่อเลี้ยงยิ่งยืนยง
ดุจใจหลงในเครื่องผูกพัน
[Chorus]
ถอนรากแห่งทุกข์ให้ถึงแก่น
ถอนให้แสนลึกกว่าความฝัน
อย่าเหลือเชื้อแห่งยึดมั่น
ที่ผูกพันดวงใจเอาไว้
เมื่อรากตัณหาถูกถอน
กองทุกข์ร้อนย่อมดับหาย
ภพชาติที่เคยเวียนว่าย
ค่อยสลายไปตามเหตุปัจจัย
[Verse 2]
เมื่อใจเห็นโทษชัดเจน
ในสิ่งเคยเป็นที่หลงใหล
รู้เท่าทันความอยากภายใน
ไม่ปล่อยใจให้ตามอารมณ์
ตัณหาจึงค่อยดับลง
อุปาทานไม่อาจสะสม
ภพชาติสิ้นแรงผสม
ทุกข์ระทมจึงหมดอำนาจ
[Bridge]
ดั่งบุรุษผู้มีปัญญา
ตัดต้นกล้าแห่งกิเลสขาด
ขุดรากถอนจนหมดโอกาส
ไม่ให้พลาดงอกขึ้นอีกครั้ง
สับเป็นท่อน ผ่าเป็นชิ้น
ตากแดดลมจนหมดพลัง
เผาเป็นเถ้าแล้วปล่อยปลิวพัง
ไม่มีทางย้อนคืนกลับมา
[Chorus]
ถอนรากแห่งทุกข์ให้ถึงแก่น
ถอนให้แสนลึกกว่าความปรารถนา
อย่าเหลือแม้เงาแห่งตัณหา
ให้กลับมาครอบงำดวงใจ
เมื่อรากตัณหาถูกถอน
ดั่งตาลยอดด้วนสิ้นวิสัย
ไม่เกิดอีกในภพใด
เหลือเพียงใจอันเป็นอิสระ
[Outro]
มหารุกข์แห่งความยึดมั่น
เคยผูกพันชีวิตนักหนา
วันนี้ถูกถอนด้วยปัญญา
ไม่หวนมาสร้างทุกข์อีกเลย
เมื่อเห็นธรรมตามความจริง
ทุกสิ่งย่อมเป็นเพียงเปิดเผย
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วผ่านเลย
เหลือความสงบงามในใจ
ถอนรากแห่งทุกข์จนสิ้นไป
พบแสงใหม่แห่งทางหลุดพ้น
พ้นอุปาทาน พ้นเวียนวน
สู่หนทางแห่งนิพพานเอย
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๕. ปฐมมหารุกขสูตร
[๒๐๖] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- *บิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลายอันเป็นปัจจัย แห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย ประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ มีรากหยั่งลงและแผ่ไปข้างๆ รากทั้งหมดนั้นย่อมดูดโอชารสไปเบื้องบน เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้น มี อาหารอย่างนั้น มีเชื้ออย่างนั้น พึงเป็นอยู่ตลอดกาลนาน แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นความพอใจเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมเจริญ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย ประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหาย่อมดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย ประการอย่างนี้ ฯ [๒๐๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต้นไม้ใหญ่ตั้งอยู่อย่างนั้น ที่นั้นบุรุษเอาจอบ และภาชนะมา ตัดต้นไม้นั้นที่โคนต้นแล้ว ขุดลงไป ครั้นขุดลงไปแล้ว คุ้ยเอาราก ใหญ่เล็กแม้เท่าก้านแฝกขึ้น บุรุษนั้นพึงทอนต้นไม้นั้นเป็นท่อนเล็กท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า ครั้นผ่าแล้วเจียกให้เป็นชิ้นๆ ครั้นเจียกให้เป็นชิ้นๆ แล้ว พึงผึ่งลม ตากแดด ครั้นผึ่งลม ตากแดดแล้ว พึงเอาไฟเผา ครั้นเอาไฟเผาแล้ว พึงทำให้ เป็นเขม่า ครั้นทำให้เป็นเขม่าแล้ว พึงโปรยที่ลมแรงหรือลอยในแม่น้ำมีกระแส อันเชี่ยว ก็เมื่อเป็นอย่างนี้ ต้นไม้ใหญ่นั้น ถูกตัดเอารากขึ้นแล้ว ถูกทำให้เป็น ดังตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี ไม่เกิดอีกต่อไป แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เมื่อ ภิกษุเห็นโทษเนืองๆ ในธรรมทั้งหลาย อันเป็นปัจจัยแห่งอุปาทานอยู่ ตัณหา ย่อมดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น