วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: เขมกสูตรไม่มีเราในขันธ์ห้า


เพลง:  เขมกสูตรไม่มีเราในขันธ์ห้า

[บทที่ 1]

รูปเกิดขึ้น แล้วก็แปรเปลี่ยนไป
เวทนาเกิดขึ้น แล้วก็ดับลง
สัญญา สังขาร ไม่มั่นคง
วิญญาณก็ยังเปลี่ยนแปลงทุกวัน

เรามองเห็น... แต่ไม่ต้องยึดถือ
เรารับรู้... แต่ไม่ต้องเรียกว่าเรา
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วบางเบา
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดกาล

[ท่อนก่อนฮุก]
“เรา” อยู่ไหน ในรูปหรือเวทนา
ในสัญญา สังขาร หรือวิญญาณ
เมื่อพิจารณาอย่างรู้เท่าทัน
จึงเห็นความจริงว่าไม่มีตัวตน

[ท่อนฮุก]
ไม่มีเราในขันธ์ห้า
ไม่มีของเราให้ต้องยึดถือ
เมื่อเห็นเกิด เห็นดับอย่างสัตย์ซื่อ
ใจจึงค่อยคลายจากความผูกพัน

ไม่มีเรา... ไม่มีของเรา
ลดความยึดมั่นในใจทุกวัน
เมื่อปล่อย “เรา” และปล่อย “ของฉัน”
สันติภาพก็เริ่มต้นในหัวใจ

[บทที่ 2]
เหมือนดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
กลิ่นไม่ใช่ใบ ไม่ใช่สี
ไม่ใช่เกสรสิ่งใดสิ่งหนึ่งนี้
แต่เป็นกลิ่นของดอกไม้ทั้งดอก

เช่นเดียวกัน “เรามี” ยังละเอียด
แต่ไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งในขันธ์
เมื่อเห็นเกิดดับอยู่ทุกวัน
ความยึดมั่นก็จางหายไป

[ท่อนก่อนฮุก]
มานะลดลง ฉันทะค่อยคลาย
อนุสัยทั้งหลายค่อยจางหาย
รู้ความจริงด้วยปัญญาภายใน
ความเป็น “เรา” ก็เบาบางลง

[ท่อนฮุก]
ไม่มีเราในขันธ์ห้า
ไม่มีของเราให้ต้องยึดถือ
เมื่อเห็นเกิด เห็นดับอย่างสัตย์ซื่อ
ใจจึงค่อยคลายจากความผูกพัน

ไม่มีเรา... ไม่มีของเรา
ลดความยึดมั่นในใจทุกวัน
เมื่อปล่อย “เรา” และปล่อย “ของฉัน”
สันติภาพก็เริ่มต้นในหัวใจ

[สะพานเพลง]
ผืนผ้าที่เคยเปื้อนมลทิน
แม้ซักจนขาวสะอาดสดใส
กลิ่นละเอียดอาจยังเหลืออยู่ในใจ
ต้องค่อย ๆ จางไปตามกาล

จิตก็เหมือนผ้าที่ถูกชำระ
กิเลสหยาบละแล้ว ยังมีสิ่งละเอียด
ด้วยสติ ปัญญา และความเพียร
วันหนึ่งใจย่อมพ้นจากการยึดถือ

[ท่อนสุดท้าย]
เมื่อไม่มี “เรา” ให้ต้องปกป้อง
ไม่มี “ของเรา” ให้ต้องหวงแหน
ความแตกต่างไม่กลายเป็นดินแดน
แห่งความโกรธแค้นและสงคราม

เริ่มสันติภาพจากใจดวงนี้
เริ่มความดีด้วยการปล่อยวาง
เห็นขันธ์ห้าเกิดดับตามหนทาง
แล้วโลกจะพบแสงแห่งสันติ

[จบเพลง]
ไม่มีเรา... ไม่มีของเรา...
มีเพียงธรรมที่เกิดแล้วดับไป
เมื่อใจวาง... ความทุกข์ก็คลาย
สันติภาพเริ่มต้น... จากภายใน

“เขมกสูตร” เปิดธรรมลึก เห็นขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตน ละ “เรา-ของเรา” สู่สันติภาพจากภายใน

พระเขมกะแสดงธรรมเรื่องขันธ์ 5 ชี้แม้ไม่เห็นสิ่งใดเป็นตัวตน แต่ยังอาจมีความรู้สึกละเอียดว่า “เรามี” เปรียบเหมือนกลิ่นดอกไม้ที่ไม่ใช่กลีบหรือเกสร ก่อนพิจารณาความเกิดและความดับจนละมานะ ฉันทะ และอนุสัย นำจิตพ้นจากอาสวะ

หลักธรรมใน เขมกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อ 225-230 นำเสนอหลักธรรมสำคัญว่าด้วย “ไม่มีตนในขันธ์ 5” พร้อมอธิบายกระบวนการขัดเกลาจิตจากการยึดมั่นในความเป็น “เรา” และ “ของเรา” อย่างละเอียด

เขมกสูตรเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ที่ พระเขมกะอาพาธหนัก และพักอยู่ที่พทริการาม ขณะที่พระเถระหลายรูปพักอยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี เมื่อทราบว่าพระเขมกะมีอาการป่วยหนัก พระเถระจึงให้พระทาสกะไปสอบถามอาการและธรรมที่พระเขมกะกำลังพิจารณา

พระเถระทั้งหลายตั้งคำถามสำคัญว่า ใน อุปาทานขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ พระเขมกะเห็นสิ่งใดว่าเป็นตน หรือมีอยู่ในตนหรือไม่

พระเขมกะตอบอย่างชัดเจนว่า ไม่ได้เห็นสิ่งใดในขันธ์ 5 ว่าเป็นตน หรือมีอยู่ในตน แต่พระองค์ก็ไม่ได้กล่าวว่าตนเป็นพระอรหันตขีณาสพ เพราะยังมีความรู้สึกอย่างละเอียดว่า “เรามี” อยู่ในอุปาทานขันธ์ 5 แม้จะไม่ได้พิจารณาเห็นว่า “นี่เป็นเรา”

ประเด็นดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญของเขมกสูตร เพราะแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง การเข้าใจอนัตตาในระดับความคิด กับ การถอนความยึดมั่นในระดับจิตอย่างละเอียด

พระเขมกะทรงเปรียบเทียบเรื่องนี้กับ กลิ่นดอกไม้ หากถามว่ากลิ่นดอกอุบล ดอกปทุม หรือดอกบุณฑริก เป็นกลิ่นใบ กลิ่นสี หรือกลิ่นเกสรโดยเฉพาะหรือไม่ ก็ไม่ถูกต้อง เพราะกลิ่นนั้นเรียกรวมว่า “กลิ่นดอก”

ในทำนองเดียวกัน พระเขมกะไม่ได้กล่าวว่า “เรามี” อยู่ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือวิญญาณโดยตรง และไม่ได้กล่าวว่ามี “เรา” อยู่นอกเหนือจากขันธ์เหล่านั้น แต่ใช้คำว่า “เรามีในอุปาทานขันธ์ 5” เพื่อชี้ให้เห็นความรู้สึกละเอียดของความเป็นตัวตนที่ยังหลงเหลืออยู่

เขมกสูตรยังแสดงให้เห็นกระบวนการปฏิบัติที่ลึกซึ้งว่า แม้พระอริยสาวกจะละ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แล้ว แต่ยังอาจต้องถอน “มานะ ฉันทะ และอนุสัย” ที่ละเอียดเกี่ยวกับอุปาทานขันธ์ 5

แนวทางสำคัญคือการพิจารณาเห็น ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ 5 อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เห็นรูปเกิดขึ้นและดับไป เห็นเวทนาเกิดขึ้นและดับไป เห็นสัญญา สังขาร และวิญญาณเกิดขึ้นและดับไป

เมื่อเห็นความเกิดดับตามความเป็นจริง ความรู้สึกละเอียดว่า “เรามี” ก็ย่อมค่อย ๆ ถูกถอนออก จนมานะ ฉันทะ และอนุสัยที่ละเอียดถึงความเพิกถอนได้

พระเขมกะทรงเปรียบเทียบกระบวนการนี้กับ ผ้าที่ถูกซักจนสะอาด แม้ผ้าจะสะอาดและขาวแล้ว แต่ยังอาจมีกลิ่นของน้ำด่างหรือเครื่องซักฟอกหลงเหลืออยู่ เมื่อเก็บไว้ในหีบอบกลิ่น กลิ่นเหล่านั้นจึงค่อย ๆ จางหายไป

อุปมานี้สะท้อนว่า การปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายความว่าความยึดมั่นละเอียดจะหมดไปในทันที แต่ต้องอาศัยการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง จนความเคยชินของจิตที่ยึดว่า “เรามี” ค่อย ๆ จางหาย

จาก “เรา” สู่สันติภาพ

ในมิติของการสร้างสันติภาพ เขมกสูตรมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความขัดแย้งของมนุษย์จำนวนมากมีรากฐานจากคำว่า “เรา” “ของเรา” และ “ของพวกเรา”

เมื่อบุคคลยึดความคิดเห็นว่าเป็นของตน ยึดตำแหน่งว่าเป็นของตน ยึดทรัพย์สิน อำนาจ ศักดิ์ศรี หรืออัตลักษณ์ว่าเป็น “ของเรา” เมื่อมีใครมาท้าทาย สิ่งที่ถูกกระทบจึงไม่ใช่เพียงความคิดเห็น แต่เป็นความรู้สึกเกี่ยวกับ “ตัวตน”

จากนั้นจึงเกิดความโกรธ การปกป้อง การแบ่งฝ่าย และความขัดแย้ง

หลักธรรมของเขมกสูตรจึงชวนให้มนุษย์กลับมาพิจารณาว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “ตัวเรา” แท้จริงประกอบขึ้นจากกระบวนการทางกายและจิตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เมื่อความยึดมั่นใน “เรา” ลดลง พื้นที่สำหรับการรับฟังผู้อื่นก็เพิ่มขึ้น

เมื่อไม่ต้องปกป้องอัตตาตลอดเวลา เราสามารถยอมรับความแตกต่างได้มากขึ้น สามารถขอโทษ ให้อภัย และประนีประนอมได้ง่ายขึ้น ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของสันติภาพ

ท้ายที่สุด เขมกสูตรจบลงด้วยผลแห่งการฟังธรรม โดยภิกษุเถระประมาณ 60 รูป และพระเขมกะ จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น

เขมกสูตรจึงสื่อสารกับโลกยุคปัจจุบันว่า

“ลดความเป็นเรา ลดความเป็นของเรา เห็นความเกิดดับของชีวิต แล้วเปิดพื้นที่ให้ความเมตตาและสันติภาพเกิดขึ้น”

การสร้างสันติภาพจึงไม่ได้เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงคนอื่นเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการสำรวจ “ตัวเรา” และค่อย ๆ คลายความยึดมั่นที่ซ่อนอยู่ภายในจิต

The Khemaka Sutta: Seeing Beyond the Five Aggregates and Letting Go of “I” and “Mine”

The Khemaka Sutta presents a profound teaching on non-self, showing that even when a practitioner no longer regards the Five Aggregates as a permanent self, subtle notions of “I am” may remain. Through observing arising and passing away, conceit, desire, and latent tendencies gradually disappear, leading to liberation.

The Khemaka Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha Saṃyutta, presents a profound examination of the nature of self and attachment.

The discourse begins with Venerable Khemaka, who was seriously ill and suffering from severe physical pain. Senior monks staying at Ghositarama near Kosambi sent Venerable Dasaka to ask about his condition and his understanding of the Dhamma.

The elders asked whether Khemaka regarded anything among the Five Aggregates subject to clinging—form, feeling, perception, mental formations, and consciousness—as a self or as belonging to a self.

Khemaka replied that he did not regard anything within the Five Aggregates as a self, nor did he see anything as existing within a self.

However, he explained that he was not yet an arahant. A subtle sense of “I am” still remained in relation to the Five Aggregates, although he did not regard any particular aggregate as “this is me.”

This distinction is central to the Khemaka Sutta.

It demonstrates the difference between intellectually understanding non-self and completely removing the subtle psychological tendency toward identification.

Khemaka compared this subtle sense of “I am” to the fragrance of a flower.

One cannot accurately say that the fragrance of a lotus is simply the fragrance of its leaves, its color, or its pollen. It is simply called the fragrance of the flower.

Likewise, Khemaka did not identify “I am” specifically with form, feeling, perception, formations, or consciousness. Nor did he claim that an “I” existed outside the Five Aggregates. Rather, the expression “I am” represented a subtle residual tendency associated with the aggregates subject to clinging.

The Sutta further explains that even after an advanced practitioner has abandoned the five lower fetters, subtle conceit, desire, and underlying tendencies may still remain.

The way forward is to repeatedly contemplate the arising and passing away of the Five Aggregates.

One observes the arising and cessation of form, feeling, perception, formations, and consciousness.

Through this direct understanding of change, the subtle tendency to identify with “I am” gradually disappears.

Khemaka illustrates this process through the image of a cloth being washed.

A cloth may become clean and bright, yet a subtle smell from the washing materials may remain. Over time, as the cloth is properly cared for and exposed to fragrance, the remaining smell gradually disappears.

In the same way, spiritual purification can be gradual. Gross attachments may disappear first, while subtle tendencies remain. Through continued insight into impermanence and arising and passing away, even these subtle tendencies can finally fade.

From “I” to Peace

The Khemaka Sutta also offers a powerful foundation for peacebuilding.

Many human conflicts arise from the concepts of “I,” “mine,” and “ours.”

People may identify strongly with their opinions, possessions, status, political positions, social groups, or identities. When these are challenged, they may feel that their very self is being attacked.

This can lead to anger, defensiveness, division, and conflict.

The Khemaka Sutta encourages people to look deeply into what they call “self” and recognize that the Five Aggregates are changing processes rather than a permanent identity.

As attachment to “I” decreases, space for understanding others increases.

When people no longer need to defend the ego at every moment, they become more capable of listening, forgiving, accepting differences, and seeking reconciliation.

The discourse concludes with the senior monks rejoicing in Khemaka's teaching. As the Dhamma was explained, the minds of approximately sixty senior monks and Khemaka himself were liberated from the taints through non-clinging.

The message of the Khemaka Sutta can therefore be expressed as:

“Release the grip of ‘I’ and ‘mine.’ See the arising and passing away of experience. When attachment fades, compassion and peace have room to arise.”

True peace begins not only by changing others, but by examining the self that we constantly try to defend.


NO SELF IN THE FIVE AGGREGATES
A Song Inspired by the Khemaka Sutta

Verse 1
Form arises, then it fades away,
Feelings come and change from day to day.
Perception, thoughts, and consciousness,
Nothing stays forever as it was.

We can see, but we need not cling,
We can know without calling anything “me.”
Everything arises and passes by,
Nothing remains forever under the sky.

Pre-Chorus
Where is “I” in form and feeling?
In perception, thought, or knowing?
When we look with wisdom clear,
No permanent self is found here.

Chorus
No self in the Five Aggregates,
Nothing truly ours to hold.
When we see arising and passing,
The heart releases what it holds.

No self... no mine...
Let attachment fade away.
When “I” and “mine” no longer bind us,
Peace begins within each day.

Verse 2
Like the fragrance of a flower,
Neither leaf nor color alone,
Neither pollen, stem, nor outer form
Can completely claim the fragrance as its own.

So the subtle thought “I am” remains,
Not within one aggregate alone.
As we watch them rise and disappear,
The hidden sense of self grows clear.

Pre-Chorus
Conceit weakens, desire fades,
Latent tendencies lose their place.
Through wisdom, mindfulness, and insight,
The heart becomes increasingly light.

Chorus
No self in the Five Aggregates,
Nothing truly ours to hold.
When we see arising and passing,
The heart releases what it holds.

No self... no mine...
Let attachment fade away.
When “I” and “mine” no longer bind us,
Peace begins within each day.

Bridge
Like a cloth once stained with dirt,
Washed until it shines bright and pure,
Even when the deepest scent remains,
Time and care will cleanse the stains.

So the mind may first release the gross,
While subtle traces still remain.
With wisdom watching rise and fall,
Even the finest bonds will wane.

Final Chorus
No self in the Five Aggregates,
No possession lasts forever.
When we release the need to defend “me,”
We can live in peace together.

No self... no mine...
Let compassion fill the heart.
When attachment falls away,
A peaceful world can start.

Outro
No self... no mine...
Only changing things we see.
When the heart lets go of clinging,
We discover... freedom and peace.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๗. เขมกสูตร
ว่าด้วยไม่มีตนในขันธ์ ๕
[๒๒๕] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เป็นพระเถระหลายรูป อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี. ก็สมัยนั้นแล ท่านพระเขมกะอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา พักอยู่ที่พทริการาม. ครั้งนั้น เป็นเวลาเย็น ภิกษุผู้เป็นพระเถระทั้งหลาย ออกจากที่พักผ่อนแล้ว เรียกท่านพระทาสกะมากล่าว ว่า มาเถิด ท่านทาสกะ จงเข้าไปหาเขมกภิกษุถึงที่อยู่ จงบอกกะเขมกภิกษุอย่างนี้ว่า ดูกรท่าน เขมกะ พระเถระทั้งหลายได้ถามท่านอย่างนี้ว่า อาวุโส ท่านพออดทนได้หรือ ยังพอเยียวยา อัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนาทุเลาลง ไม่กำเริบขึ้น ทุกขเวทนานั้น ปรากฏว่า ทุเลา ไม่ กำเริบขึ้นหรือ? ท่านพระทาสกะรับคำภิกษุผู้เป็นเถระทั้งหลายแล้ว เข้าไปหาท่านพระเขมกะถึงที่ อยู่ ได้กล่าวกะท่านพระเขมกะว่า ดูกรท่านเขมกะ พระเถระทั้งหลายถามถึงท่านอย่างนี้ว่า อาวุโส ท่านพออดทนได้หรือ ยังพอเยียวยาอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ฯลฯ ท่านพระเขมกะตอบ ว่า ผมอดทนไม่ไหว เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ทุกขเวทนาอันกล้าของผมกำเริบขึ้น ไม่ ทุเลาลงเลย ปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่ทุเลาเลย. [๒๒๖] ครั้งนั้น ท่านพระทาสกะเข้าไปหาภิกษุผู้เป็นเถระทั้งหลายถึงที่อยู่แล้ว ได้กล่าว กะภิกษุผู้เป็นเถระว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เขมกภิกษุกล่าวอย่างนี้ว่า อาวุโส ผมทนไม่ไหว เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้ ฯลฯ ถ. มาเถิด ท่านทาสกะ ท่านจงเข้าไปหาเขมกภิกษุถึงที่อยู่ จงกล่าวกะเขมกภิกษุอย่าง นี้ว่า ท่านเขมกะ พระเถระทั้งหลายกล่าวกะท่านอย่างนี้ว่า อาวุโส อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระผู้มี พระภาคตรัสแล้ว คือ รูปูปาทานขันธ์ เวทนูปาทานขันธ์ สัญญูปาทานขันธ์ สังขารูปาทาน ขันธ์ วิญญาณูปาทานขันธ์. ท่านเขมกะพิจารณาเห็นอะไรๆ ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นี้ว่า เป็นตน หรือว่ามีในตนหรือ? ท่านพระทาสกะรับคำภิกษุผู้เป็นเถระทั้งหลายแล้ว เข้าไปหาพระเขมกะ ถึงที่อยู่แล้ว กล่าวว่า ดูกรท่านเขมกะ พระเถระทั้งหลายกล่าวกะท่านอย่างนี้ว่า อาวุโส อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คือ รูปูปาทานขันธ์ ฯลฯ วิญญาณูปาทานขันธ์. ท่านเขมกะพิจารณาเห็นอะไรๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ว่า เป็นตน หรือว่ามีในตนหรือ? ข. อาวุโส อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คือ รูปูปาทานขันธ์ ฯลฯ วิญญาณูปาทานขันธ์ ผมไม่พิจารณาเห็นอะไรๆ ในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ นี้ว่า เป็นตน หรือว่ามี ในตน. [๒๒๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระทาสกะเข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเขมกะกล่าวอย่างนี้ว่า อุปาทาน ขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คือ รูปูปาทานขันธ์ ฯลฯ วิญญาณูปาทานขันธ์. ดูกรผู้มีอายุ ผมไม่ได้เห็นสิ่งอะไรๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ว่า เป็นตน หรือว่า มีในตนเลย. ถ. มาเถิด ท่านทาสกะ ท่านจงเข้าไปหาภิกษุเขมกะถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จงกล่าวกะ ภิกษุเขมกะอย่างนี้ว่า อาวุโส พระเถระทั้งหลายกล่าวกะท่านอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส อุปาทาน ขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คือ รูปูปาทานขันธ์ ฯลฯ วิญญาณูปาทานขันธ์. ได้ทราบว่า ถ้าท่านเขมกะไม่พิจารณาเห็นอะไรๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ว่า เป็นตน หรือว่ามี ในตน ถ้าเช่นนั้น ท่านเขมกะก็เป็นพระอรหันตขีณาสพ. ท่านพระทาสกะรับคำภิกษุผู้เถระ ทั้งหลายแล้ว เข้าไปหาท่านพระเขมกะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวว่า ดูกรท่านเขมกะ พระเถระ ทั้งหลายกล่าวกะท่านอย่างนี้ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คือ รูปูปาทาน ขันธ์ ฯลฯ วิญญาณูปาทานขันธ์. ได้ทราบว่า ถ้าท่านเขมกะไม่พิจารณาเห็นอะไรๆ ในอุปาทาน ขันธ์ ๕ เหล่านี้ว่า เป็นตน หรือว่ามีในตน ถ้าเช่นนั้น ท่านเขมกะก็เป็นพระอรหันตขีณาสพ. ข. ดูกรอาวุโส อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คือ รูปูปาทาน ขันธ์ ฯลฯ วิญญาณูปาทานขันธ์. ผมไม่ได้พิจารณาเห็นสิ่งอะไรๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ว่า เป็นตน หรือว่ามีในตน และผมก็ไม่ได้เป็นพระอรหันตขีณาสพ แต่ผมเข้าใจว่า เรามีในอุปาทาน ขันธ์ ๕ และผมไม่ได้พิจารณาเห็นว่า นี้เป็นเรา. [๒๒๘] ครั้นนั้นแล ท่านพระทาสกะเข้าไปหาภิกษุผู้เถระถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าว กะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุเขมกะกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโส อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว คือ รูปูปาทานขันธ์ ฯลฯ วิญญาณูปาทาน ขันธ์. ผมไม่ได้พิจารณาเห็นอะไรๆ ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ว่า เป็นตน หรือว่ามีในตน และ ผมก็ไม่ได้เป็นพระอรหันตขีณาสพ แต่ผมเข้าใจว่า เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕ และผมไม่ได้พิจารณา เห็นว่า นี้เป็นเรา. ถ. มาเถิด ท่านทาสกะ ท่านจงเข้าไปหาภิกษุเขมกะถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จงกล่าวกะภิกษุ เขมกะอย่างนี้ว่า ท่านเขมกะ พระเถระทั้งหลายถามท่านอย่างนี้ว่า ดูกรท่านเขมกะ ที่ท่านกล่าว ว่า เรามี นี้คืออย่างไร? ท่านกล่าวรูปว่า เรามี หรือกล่าวว่า เรามีนอกจากรูป ท่านกล่าว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เรามี หรือกล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ. ดูกรท่าน เขมกะ ที่ท่านกล่าวว่า เรามีนั้น คืออย่างไร? ท่านพระทาสกะรับคำภิกษุผู้เถระทั้งหลายแล้ว เข้าไปหาท่านพระเขมกะถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระเขมกะ ว่าท่านเขมกะ พระเถระ ทั้งหลายกล่าวกะท่านอย่างนี้ว่า ดูกรท่านเขมกะ ที่ท่านกล่าวว่า เรามี นั้น คืออย่างไร? ท่าน กล่าวรูปว่า เรามี หรือกล่าวว่า เรามีนอกจากรูป ท่านกล่าวเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เรามี หรือกล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ. ดูกรท่านเขมกะ คำที่ท่านกล่าวว่า เรามี นั้น คืออย่างไร? ข. พอทีเถิด ท่านทาสกะ การเดินไปเดินมาบ่อยๆ อย่างนี้ จะมีประโยชน์อะไร อาวุโส จงไปหยิบเอาไม้เท้ามาเถิด ผมจักไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายเอง. [๒๒๙] ครั้งนั้น ท่านพระเขมกะยันไม้เท้าเข้าไปหาภิกษุผู้เถระทั้งหลายถึงที่อยู่ ได้ สนทนาปราศรัยกับภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ครั้นผ่านการสนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ได้กล่าวกะท่านพระเขมกะว่า ดูกรท่าน เขมกะ ที่ท่านกล่าวว่า เรามี นั้นคืออย่างไร ฯลฯ ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ผมไม่กล่าวรูปว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากรูป ไม่ กล่าวเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากวิญญาณ แต่ผม เข้าใจว่า เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕ และผมไม่ได้พิจารณาเห็นว่า นี้เป็นเรา เปรียบเหมือนกลิ่น ดอกอุบลก็ดี กลิ่นดอกปทุมก็ดี กลิ่นดอกบุณฑริก (บัวขาว) ก็ดี ผู้ใดหนอ จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า กลิ่นใบ กลิ่นสีหรือว่ากลิ่นเกสร ผู้นั้นเมื่อกล่าวอย่างนี้ จะพึงกล่าวชอบละหรือ? ถ. ไม่เป็นอย่างนั้น อาวุโส. ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็โดยที่ถูก เมื่อจะกล่าวแก้ ควรกล่าวแก้อย่างไร? ถ. ดูกรอาวุโส โดยที่ถูก เมื่อจะกล่าวแก้ ควรกล่าวแก้ว่า กลิ่นดอก. ข. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ผมไม่กล่าวรูปว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอกจากรูป ไม่กล่าวเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า เรามี ทั้งไม่กล่าวว่า เรามีนอก จากวิญญาณ แต่ผมเข้าใจว่า เรามีในอุปาทานขันธ์ ๕ และผมไม่พิจารณาเห็นว่า นี้เป็นเรา. สังโยชน์ส่วนเบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง แต่ท่านก็ยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัย อย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามีไม่ได้. สมัยต่อมา ท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับแห่งรูปดังนี้ เวทนาดังนี้ สัญญาดังนี้ สังขารดังนี้ วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับ แห่งวิญญาณดังนี้. เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่า นี้อยู่ แม้ท่านยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้ แต่ มานะ ฉันทะ และอนุสัยนั้น ก็ถึงการเพิกถอนได้. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนผ้า เปื้อนเปรอะด้วยมลทิน เจ้าของทั้งหลายมอบผ้านั้นให้แก่ช่างซักฟอก ช่างซักฟอกขยี้ผ้านั้นในน้ำ ด่างขี้เถ้า ในน้ำด่างเกลือ หรือในโคมัยแล้ว เอาซักในน้ำใสสะอาด ผ้านั้นเป็นของสะอาดขาว ผ่องก็จริง แต่ผ้านั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างขี้เถ้า กลิ่นน้ำด่างเกลือ หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด ช่าง ซักฟอกมอบผ้านั้นให้แก่เจ้าของทั้งหลาย เจ้าของทั้งหลายเก็บผ้านั้น ใส่ไว้ในหีบอบกลิ่น แม้ผ้า นั้นยังไม่หมดกลิ่นน้ำด่างขี้เถ้า กลิ่นน้ำด่างเกลือ หรือกลิ่นโคมัยที่ละเอียด แม้กลิ่นนั้นก็หายไป ฉันใด. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พระอริยสาวกละได้แล้วก็จริง แต่ท่านก็ยัง ถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้ สมัยต่อมา ท่าน พิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป ในอุปาทานขันธ์ ๕ ว่า รูปดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง รูปดังนี้ ความดับแห่งรูปดังนี้ เวทนาดังนี้ สัญญาดังนี้ สังขารดังนี้ วิญญาณดังนี้ ความเกิด ขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้. เมื่อท่านพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความ เสื่อมไปในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้อยู่ แม้ท่านยังถอนมานะ ฉันทะ อนุสัยอย่างละเอียดใน อุปาทานขันธ์ ๕ ว่า เรามี ไม่ได้ แต่มานะ ฉันทะ และอนุสัยนั้น ก็ถึงการเพิกถอนได้ ฉันนั้น. [๒๓๐] เมื่อท่านพระเขมกะกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย ได้กล่าวกะท่านพระ เขมกะว่า ผมทั้งหลายไม่ได้ถามมุ่งหมายเบียดเบียนท่านเขมกะเลย แต่ว่า ท่านเขมกะสามารถพอ จะบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาค นั้นโดยพิสดาร ตามที่ท่านเขมกะบอกแล้ว แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แต่งตั้งแล้ว เปิดเผยแล้ว จำแนกแล้ว ทำให้ตื้นแล้ว โดยพิสดาร. ท่านพระเขมกะได้กล่าวคำนี้แล้ว. ภิกษุผู้เถระทั้งหลายชื่นชมยินดีภาษิตของท่านพระ เขมกะ. ก็เมื่อท่านพระเขมกะกล่าวคำไวยากรณภาษิตอยู่ จิตของภิกษุผู้เถระประมาณ ๖๐ รูป และ ของท่านพระเขมกะ พ้นแล้วจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: ราหุลสูตรไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

เพลง:  ราหุลสูตร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  [Verse 1] รูปที่เห็น เวทนาที่ผ่าน ความทรงจำ สังขารในใจ ทุกสิ่งเกิดขึ้น แล้วก็เปลี่ยนไป ไม่มีสิ่งใด ...