วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: ฉันนสูตรสัมมาทิฏฐิทางสายกลาง



เพลง: ฉันนสูตรสัมมาทิฏฐิทางสายกลาง

[บทที่ 1]
ฉันเคยถามว่าอะไรคือตัวเรา
เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน
ยิ่งค้นหา ใจยิ่งหวั่นไหวทุกคืน
ยังไม่เห็นทางแห่งความดับทุกข์

รูปก็ไม่เที่ยง เวทนาก็เปลี่ยนไป
สัญญา สังขาร วิญญาณก็ไม่คงอยู่
แต่คำถามยังวนเวียนในใจผู้รู้
“ถ้าไม่มีตัวตน แล้วเราคืออะไร”

[ท่อนก่อนฮุก]
พระอานนท์กล่าวธรรมด้วยเมตตา
อย่าติดอยู่กับความมีหรือความไม่มี
จงมองเหตุปัจจัยอย่างถ้วนถี่
แล้วจะเห็นความจริงของชีวิต

[ท่อนฮุก]
สัมมาทิฏฐิ... ทางสายกลาง
ไม่ยึดความมี ไม่ติดความไม่มี
เห็นเหตุเกิด เห็นเหตุดับ ด้วยปัญญาดี
ทุกข์เกิดอย่างไร ก็รู้ทางดับไป

สัมมาทิฏฐิ... ทางแห่งปัญญา
ไม่หลงความเห็น ไม่ยึดอัตตา
เมื่อเห็นโลกตามความเป็นจริงด้วยเมตตา
สันติภาพจะเกิดขึ้นในหัวใจ

[บทที่ 2]
เมื่อความไม่รู้เป็นเหตุแห่งความคิด
ความคิดปรุงแต่งนำชีวิตให้หมุนไป
เหตุหนึ่งเกิด อีกเหตุจึงตามมาไกล
ทุกข์จึงเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย

หากอวิชชาดับลงในใจ
สังขารทั้งหลายก็ย่อมดับตาม
เมื่อเหตุแห่งทุกข์หมดสิ้นลงไปตามกาล
ความสงบก็ปรากฏขึ้นในใจ

[ท่อนก่อนฮุก]
อย่าถามว่าใครผิด ใครถูก
แต่จงถามว่าเหตุใดทุกข์จึงเกิด
อย่ามัวโกรธ อย่ามัวโทษใครเพลิดเพลิน
จงค้นเหตุแล้วดับเหตุแห่งความขัดแย้ง

[ท่อนฮุก]
สัมมาทิฏฐิ... ทางสายกลาง
ไม่ยึดความมี ไม่ติดความไม่มี
เห็นเหตุเกิด เห็นเหตุดับ ด้วยปัญญาดี
ทุกข์เกิดอย่างไร ก็รู้ทางดับไป

สัมมาทิฏฐิ... ทางแห่งปัญญา
ไม่หลงความเห็น ไม่ยึดอัตตา
เมื่อเห็นโลกตามความเป็นจริงด้วยเมตตา
สันติภาพจะเกิดขึ้นในหัวใจ

[สะพานเพลง]
ถ้าฉันบอกว่าฉันถูกเสมอ
เธอก็บอกว่าเธอถูกเช่นกัน
กำแพงแห่งความคิดก็สูงขึ้นทุกวัน
ความขัดแย้งจึงไม่มีวันจบ

ลองหยุด... แล้วมองให้ลึกกว่าเดิม
มองเหตุที่ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้น
ถ้าเปลี่ยนเหตุ เปลี่ยนปัจจัยที่เคยยึดมั่น
วงจรแห่งทุกข์ก็อาจดับลง

[ท่อนสุดท้าย]
สัมมาทิฏฐิเริ่มต้นที่ใจ
เห็นความจริงโดยไม่หลงติด
เห็นเหตุเกิด เห็นเหตุดับด้วยปัญญา
แล้วเดินบนทางสายกลาง

จากหนึ่งใจ... สู่หลายใจ
จากหลายใจ... สู่สังคม
เมื่อทุกคนเรียนรู้ที่จะเข้าใจกัน
โลกจะก้าวสู่สันติภาพ

[จบเพลง]
ไม่สุดโต่ง... ไม่ยึดมั่น...
เห็นความจริงตามเหตุปัจจัย
ทางสายกลางนำหัวใจ
จากความทุกข์... สู่สันติ

“ฉันนสูตร” ชี้ทางสัมมาทิฏฐิ ไม่ติดกับดัก “มี–ไม่มี” เห็นเหตุเกิดและดับทุกข์ สู่สันติภาพด้วยทางสายกลาง

พระอานนท์แสดงธรรมแก่พระฉันนะ ชี้สัมมาทิฏฐิคือการเห็นความเกิดและความดับของโลกตามความเป็นจริง ไม่ยึดติดสุดโต่งว่า “ทุกสิ่งมีอยู่” หรือ “ทุกสิ่งไม่มีอยู่” พร้อมนำหลักปฏิจจสมุปบาทเป็นทางสายกลาง สู่การคลายอุปาทานและความทุกข์

หลักธรรมจาก ฉันนสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อ 231-234 นำเสนอหลักสำคัญเกี่ยวกับ “เหตุที่เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ” โดยเน้นการมองความจริงตามเหตุและปัจจัย ไม่ติดอยู่ในความเห็นสุดโต่ง และนำไปสู่การดับทุกข์อย่างถูกต้อง

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ พระฉันนะ เข้าไปขอคำแนะนำจากพระเถระหลายรูป ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี โดยขอให้พระเถระแสดงธรรมที่ทำให้ตนสามารถ “เห็นธรรม” ได้อย่างแจ่มแจ้ง

พระเถระจึงแสดงหลักธรรมว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณไม่เที่ยง และเป็นอนัตตา รวมทั้งสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง และธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

แม้พระฉันนะจะเข้าใจหลักดังกล่าว แต่กลับเกิดปัญหาภายในจิต เพราะยังไม่สามารถเข้าถึงธรรมที่นำไปสู่ความระงับสังขาร การสละคืนอุปธิ ความสิ้นตัณหา วิราคะ นิโรธ และนิพพานได้อย่างแท้จริง จึงเกิดความหวั่นไหวและตั้งคำถามว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรเล่าเป็นตนของเรา”

พระฉันนะจึงตัดสินใจเดินทางไปพบ พระอานนท์ ซึ่งพระศาสดาทรงยกย่อง และเชื่อว่าจะสามารถแสดงธรรมให้ตนเห็นธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง

เมื่อพระอานนท์ได้ฟังเรื่องราว ท่านมิได้ตำหนิพระฉันนะ แต่กลับกล่าวชื่นชมที่พระฉันนะมีความพร้อมจะรู้ธรรมอย่างแจ่มแจ้ง พร้อมแสดงธรรมสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงเคยตรัสแก่พระกัจจานโคตร

พระอานนท์อธิบายว่า คนส่วนใหญ่มักติดอยู่กับความเห็นสองด้าน คือ “ความมี” และ “ความไม่มี”

เมื่อเห็นเหตุเกิดของโลกตามความเป็นจริง ความเห็นว่า “ความไม่มี” ย่อมไม่ตั้งอยู่ และเมื่อเห็นความดับของโลกตามความเป็นจริง ความเห็นว่า “ความมี” ย่อมไม่ตั้งอยู่

นี่คือหลักสำคัญของ ทางสายกลาง

พระอานนท์ชี้ว่า โลกโดยมากยังพัวพันอยู่กับความยึดมั่น แต่พระอริยสาวกไม่เข้าไปยึดถือหรือสร้างความยึดมั่นว่า “อัตตาของเรา” และเมื่อเกิดทุกข์ก็รู้ว่าทุกข์เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย เมื่อทุกข์ดับก็รู้ว่าทุกข์ดับไปตามเหตุปัจจัย โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อจากผู้อื่น

พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกการเห็นเช่นนี้ว่า “สัมมาทิฏฐิ”

แก่นของสัมมาทิฏฐิในฉันนสูตรจึงไม่ใช่เพียงการเลือกเชื่อว่าชีวิต “มี” หรือ “ไม่มี” แต่คือ การเห็นความจริงของเหตุและปัจจัย

พระพุทธองค์ทรงไม่ทรงให้ติดอยู่กับสุดโต่งทั้งสองด้าน ได้แก่

“สิ่งทั้งปวงมีอยู่”

และ

“สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่”

แต่ทรงแสดงธรรมโดยสายกลางผ่านหลัก ปฏิจจสมุปบาท ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด และเมื่อเหตุปัจจัยดับ สิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยนั้นก็ดับไป

ตั้งแต่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ และดำเนินต่อไปจนถึงความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ขณะเดียวกัน เมื่ออวิชชาดับ สังขารก็ดับ และกระบวนการแห่งทุกข์ก็ดับตามไปด้วย

สัมมาทิฏฐิกับการสร้างสันติภาพ

หลักธรรมจากฉันนสูตรสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เพราะความขัดแย้งจำนวนมากเกิดจากการมองโลกแบบสุดโต่ง

เมื่อคนเชื่อว่า “ฉันถูก เธอผิด” หรือ “ฝ่ายเราดี ฝ่ายเขาเลว” ความแตกต่างย่อมกลายเป็นกำแพง และนำไปสู่การเผชิญหน้า

แต่การมองตามหลักสัมมาทิฏฐิจะชวนให้กลับไปดูว่า เหตุแห่งปัญหาคืออะไร ปัจจัยใดทำให้ความขัดแย้งเกิดขึ้น และปัจจัยใดสามารถทำให้ความขัดแย้งดับลงได้

นี่คือการเปลี่ยนจากการ “หาคนผิด” ไปสู่การ “หาเหตุแห่งปัญหา”

จากการเอาชนะกัน ไปสู่การแก้ไขเหตุปัจจัยร่วมกัน

จากการยึดความคิดเห็น ไปสู่การเห็นความจริง

และจากการแบ่งฝ่าย ไปสู่การสร้างความเข้าใจ

ฉันนสูตรจึงสามารถสรุปเป็นหลักสำหรับการสร้างสันติภาพได้ว่า

“อย่าติดอยู่กับความสุดโต่ง แต่จงเห็นเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิด และเห็นเหตุที่ทำให้ทุกข์ดับ”

เมื่อบุคคลมีสัมมาทิฏฐิ ย่อมมีโอกาสลดอคติ ลดการยึดมั่น และเปิดใจรับฟังผู้อื่นมากขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อผู้นำ ชุมชน และสังคมสามารถมองปัญหาด้วยเหตุและปัจจัยมากกว่าการกล่าวโทษกัน สันติภาพย่อมมีรากฐานที่มั่นคงยิ่งขึ้น

ในตอนท้าย พระฉันนะกล่าวด้วยความชื่นชมว่า ผู้ที่แสดงธรรมเช่นนี้เป็นผู้อนุเคราะห์และมุ่งประโยชน์แก่เพื่อนพรหมจรรย์ พร้อมยืนยันว่าตนเองได้ฟังธรรมของพระอานนท์แล้ว “เข้าใจธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง”

บทเรียนสำคัญจากฉันนสูตรจึงอยู่ที่การ เปลี่ยนจากความเห็นไปสู่การเห็นความจริง และเปลี่ยนจากการยึดติดในคำตอบสุดโต่ง ไปสู่การเข้าใจเหตุปัจจัยอย่างเป็นระบบ

สัมมาทิฏฐิ คือการเห็นโลกตามความเป็นจริง เห็นเหตุเกิด เห็นเหตุดับ และเดินบนทางสายกลาง ซึ่งสามารถนำพาจิตใจ บุคคล และสังคมออกจากวงจรแห่งความขัดแย้งไปสู่สันติภาพได้

The Channa Sutta: Right View Beyond “Existence” and “Non-Existence,” Following the Middle Way to End Suffering

Venerable Ananda teaches Venerable Channa that Right View means seeing the arising and cessation of suffering according to reality, avoiding the extremes of “everything exists” and “nothing exists,” and understanding dependent origination as the Middle Way.

The Channa Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha Saṃyutta, presents an important teaching on Right View (Sammā-diṭṭhi) and the Middle Way.

The discourse begins with Venerable Channa, who approached senior monks at the Isipatana Deer Park near Benares and asked them to teach and guide him in a way that would enable him to directly see the Dhamma.

The senior monks taught him that form, feeling, perception, mental formations, and consciousness are impermanent and not-self. They also explained that all conditioned formations are impermanent and all phenomena are not-self.

Although Channa intellectually understood these teachings, he still experienced inner uncertainty. His mind did not yet move toward the complete calming of formations, the relinquishment of attachment, the ending of craving, dispassion, cessation, and Nibbāna.

He therefore wondered:

“If everything is not-self, then what is truly my self?”

Seeking a deeper understanding, Channa decided to visit Venerable Ananda, whom the Buddha had highly praised for his ability to teach the Dhamma.

Ananda welcomed Channa and praised him for being ready to understand the Dhamma clearly. He then shared a teaching that the Buddha had previously given to Venerable Kaccānagotta.

The Buddha explained that people generally become trapped between two extreme views:

“Everything exists.”

and

“Nothing exists.”

When one sees the arising of the world correctly, the view of absolute non-existence is abandoned. When one sees the cessation of the world correctly, the view of absolute existence is abandoned.

This is the Middle Way.

According to the teaching, ordinary people become entangled in attachment and identification. The noble disciple, however, does not cling to these positions or establish the notion:

“This is my self.”

Instead, the noble disciple understands suffering directly: when suffering arises, it arises due to conditions; when suffering ceases, it ceases because its supporting conditions have ceased.

This direct understanding is called Right View.

The Buddha's Middle Way avoids both extremes by explaining reality through Dependent Origination.

Because ignorance is present, formations arise. Because formations arise, consciousness arises, and the process continues until the entire mass of suffering comes into being.

When ignorance ceases, formations cease, and the chain leading to suffering also comes to an end.

Right View as a Foundation for Peace

The Channa Sutta has significant implications for peacebuilding.

Many conflicts arise from extreme thinking:

“I am right; you are wrong.”

“Our side is good; their side is bad.”

Such thinking can turn differences into hostility.

Right View encourages people to ask different questions:

What causes the conflict?
What conditions sustain it?
What conditions can bring it to an end?

This shifts the focus from finding someone to blame toward understanding the causes and conditions of the problem.

It transforms competition into cooperation, attachment to opinions into investigation, and division into understanding.

The central message can therefore be expressed as:

“Do not become trapped in extremes. Understand the causes that give rise to suffering, and understand the conditions that bring suffering to an end.”

When individuals develop Right View, they can reduce prejudice and attachment and become more willing to listen to others.

When leaders and communities approach conflict through causes and conditions rather than blame and hostility, the foundations for lasting peace become stronger.

At the conclusion of the discourse, Channa expresses his appreciation for the compassionate teaching of Ananda and declares that he has come to understand the Dhamma clearly.

The Channa Sutta therefore teaches an important lesson:

Right View is not merely holding the correct opinion. It is learning to see reality as it truly is—seeing causes, seeing cessation, and walking the Middle Way.

This vision can guide individuals and societies away from cycles of division and toward genuine peace.

 RIGHT VIEW, THE MIDDLE WAY

A Song Inspired by the Channa Sutta

Verse 1
I once asked, “What is truly me?”
When all things change endlessly.
The more I searched, the more I feared,
The path to freedom was unclear.

Form is changing, feelings flow,
Perceptions rise and thoughts come and go.
Consciousness changes day by day,
But still I asked, “What am I?”

Pre-Chorus
Ananda spoke with wisdom and care,
“Do not cling to either side there.
Do not hold to existence or non-existence,
See causes and conditions with clear awareness.”

Chorus
Right View... The Middle Way,
Neither holding nor throwing away.
See what arises, see what ends,
Understand the causes and conditions.

Right View... The path of light,
Let go of ego, see things right.
When we see reality with compassion,
Peace begins within the heart.

Verse 2
When ignorance becomes the seed,
Formations arise from that very need.
From conditions, other conditions grow,
And suffering follows in its flow.

When ignorance finally fades away,
The formations cannot remain.
When the causes of suffering cease,
The heart discovers lasting peace.

Pre-Chorus
Do not ask, “Who is to blame?”
Ask instead, “What caused the pain?”
Do not feed anger, do not fight,
Understand the causes and bring them to light.

Chorus
Right View... The Middle Way,
Neither holding nor throwing away.
See what arises, see what ends,
Understand the causes and conditions.

Right View... The path of light,
Let go of ego, see things right.
When we see reality with compassion,
Peace begins within the heart.

Bridge
If I say, “I must be right,”
And you say, “I must win this fight,”
Walls will rise between our hearts,
And conflict keeps us far apart.

But pause... and look beneath the blame,
Find the causes beneath the pain.
Change the conditions, let suffering cease,
And open the way toward peace.

Final Chorus
Right View... The Middle Way,
See reality from day to day.
See what arises, see what ends,
Let wisdom become our guide and friend.

Right View... The path of peace,
Where anger and division cease.
From one heart to humanity,
May the Middle Way bring peace to all.

Outro
Neither extreme... neither side...
See the truth with an open mind.
The Middle Way will guide us through,
From suffering... to peace anew.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๘. ฉันนสูตร
ว่าด้วยเหตุที่เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ
[๒๓๑] สมัยหนึ่ง ภิกษุผู้เถระหลายรูป อยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนคร พาราณสี. ครั้งนั้น ท่านพระฉันนะออกจากที่เร้นในเวลาเย็น ถือลูกดาลเข้าไปสู่วิหาร ได้กล่าว กะภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงกล่าวสอนผมด้วย ขอท่านพระเถระ ทั้งหลาย จงพร่ำสอนผมด้วย ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงแสดงธรรมีกถาแก่ผมด้วย ตามที่ผม จะพึงเห็นธรรมได้. [๒๓๒] เมื่อพระฉันนะกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้กล่าวกะท่านพระฉันนะ ว่า ดูกรท่านฉันนะ รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณ ไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา เวทนาเป็นอนัตตา สัญญาเป็นอนัตตา สังขารเป็นอนัตตา วิญญาณ เป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา. ลำดับนั้น ท่านพระฉันนะเกิดความ คิดนี้ว่า แม้เราก็มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตของเรา ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่หลุดพ้น ในธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ในการสละ คืนอุปธิทั้งปวง ในความสิ้นตัณหา ในวิราคะ ในนิโรธ ในนิพพาน ความสะดุ้งกลัวและอุปาทาน ย่อมเกิดขึ้น ใจก็ถอยกลับอย่างนี้ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรเล่าเป็นตนของเรา. แต่ความคิดเห็น อย่างนี้ไม่มีแก่ผู้เห็นธรรม (สัจจธรรม ๔) ใครหนอจะแสดงธรรมแก่เรา โดยที่เราจะพึงเห็นธรรม ได้. [๒๓๓] ลำดับนั้นเอง ท่านพระฉันนะได้มีความคิดว่า ท่านพระอานนท์นี้อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ท่านพระอานนท์ผู้ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญและทรงยกย่องแล้ว ย่อมสามารถ แสดงธรรมแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญ และสามารถจะแสดงธรรมแก่เรา โดยที่เรา จะพึงเห็นธรรมได้ อนึ่ง เราก็มีความคุ้นเคยในท่านพระอานนท์อยู่มาก อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้า ไปหาท่านพระอานนท์เถิด. ลำดับนั้น ท่านพระฉันนะก็เก็บเสนาสนะแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้า ไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ได้ปราศรัยกับท่านพระอานนท์ ครั้น ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่าน พระอานนท์ว่า ท่านอานนท์ สมัยหนึ่ง ผมอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี ครั้งนั้น ผมออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น ถือลูกดาลเข้าไปสู่วิหาร ทางวิหารแล้ว ได้กล่าวกะ ภิกษุผู้เถระทั้งหลายว่า ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงกล่าวสอนผมด้วย ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงพร่ำสอนผมด้วย ขอท่านพระเถระทั้งหลาย จงแสดงธรรมีกถาแก่ผมด้วย ตามที่ผมจะพึงเห็น ธรรมได้. เมื่อผมกล่าวอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้เถระทั้งหลายได้กล่าวกะผมว่า ท่านฉันนะ รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา ดังนี้ ผมนั้นได้มีความคิดว่า แม้เราก็มีความคิดเห็นอย่างนั้นว่า รูปไม่เที่ยง ฯลฯ วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา ฯลฯ วิญญาณเป็นอนัตตา สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตของเราไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่หลุดพ้น ในธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ในการสละคืนอุปธิทั้งปวง ในความสิ้นตัณหา ในวิราคะ ในนิโรธ ในนิพพาน ความสะดุ้งกลัวและอุปาทานย่อมเกิดขึ้น ใจก็ถอยกลับอย่างนี้ว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรเล่าเป็นตนของเรา. แต่ความคิดเห็นอย่างนี้ไม่มีแก่ผู้เห็นธรรม ใครหนอ จะแสดงธรรมแก่เรา โดยที่เราจะพึงเห็นธรรมได้. อาวุโส ผมนั้นได้มีความคิดว่า ท่านพระอานนท์นี้ อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้เมืองโกสัมพี ท่านพระอานนท์ผู้ซึ่งพระศาสดาทรงสรรเสริญและยกย่อง ย่อมสามารถแสดง ธรรมแก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลายผู้เป็นวิญญ และสามารถจะแสดงธรรมแก่เราโดยที่เราจะพึงเห็น ธรรมได้ อนึ่ง เราก็มีความคุ้นเคยในท่านพระอานนท์อยู่มาก อย่ากระนั้นเลย เราควรเข้าไปหา ท่านพระอานนท์เถิด ขอท่านพระอานนท์ จงกล่าวสอนผมด้วย ขอท่านพระอานนท์ จงพร่ำสอน ผมด้วย ขอท่านพระอานนท์ จงแสดงธรรมีกถาแก่ผมด้วย ตามที่ผมจะพึงเห็นธรรมได้. [๒๓๔] ท่านพระอานนท์กล่าวว่า แม้ด้วยเหตุเท่านี้ ผมก็ดีใจด้วยท่านพระฉันนะ ทั้ง ได้รำพึงกันมาแต่แรก ท่านพระฉันนะได้กระทำข้อนั้นให้แจ่มแจ้งแล้ว ทำลายความดื้อดึงได้แล้ว ท่านพระฉันนะ ท่านจงเงี่ยโสตลงฟัง ท่านเป็นผู้สมควรจะรู้ธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง. ลำดับนั้น ความปีติและความปราโมทย์อย่างโอฬาร ก็บังเกิดมีแก่ท่านพระฉันนะ ด้วยเหตุเพียงเท่านั้นว่า เราเป็นผู้สมควรจะรู้ธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง. อา. ท่านพระฉันนะ ผมได้สดับคำนี้มาเฉพาะพระพักตร์ รับมาแล้วเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสสั่งสอนภิกษุกัจจานโคตรอยู่ว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑. ก็เมื่อบุคคลเห็นเหตุเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตาม เป็นจริงอยู่ ความไม่มีในโลกย่อมไม่มี. เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตาม ความเป็นจริงอยู่ ความมีในโลกย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายเป็นเหตุถือมั่นและ ความยึดมั่น แต่อริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ ซึ่งอุบายเป็นเหตุถือมั่น มีความ ยึดมั่นด้วยความตั้งจิตไว้เป็นอนุสัยว่า อัตตาของเรา ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับย่อมดับ อริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ ต้องเชื่อผู้อื่นเลย. ดูกรกัจจานะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ. ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดที่ ๑ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดที่ ๒ นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี. ตถาคตแสดงธรรมโดย สายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขาร เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. เพราะ อวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ฉ. ดูกรท่านอานนท์ ท่านเหล่าใด มีการกล่าวสอนอย่างนี้ ท่านเหล่านั้น เป็นผู้อนุเคราะห์ มุ่งประโยชน์ กล่าวสอนและพร่ำสอนเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ก็แลผมเองได้ฟังธรรมเทศนานี้ ของท่านอานนท์แล้ว เข้าใจธรรมได้อย่างแจ่มแจ้ง.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: ราหุลสูตรไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

เพลง:  ราหุลสูตร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา  [Verse 1] รูปที่เห็น เวทนาที่ผ่าน ความทรงจำ สังขารในใจ ทุกสิ่งเกิดขึ้น แล้วก็เปลี่ยนไป ไม่มีสิ่งใด ...