เพลง : วักกลิสูตรเห็นธรรมคือเห็นพระพุทธเจ้า
[Verse 1]
เมื่อร่างกาย เปลี่ยนแปร และโรยรา
ความเจ็บปวด มาเยือน ทุกคืนวัน
แต่ความจริง ยังอยู่ ให้เราพบมัน
ในความผันผวนของชีวิต
[Pre-Chorus]
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง
สัญญา สังขาร วิญญาณก็เปลี่ยนไป
อย่ายึดมั่น ว่านี่คือของเรา
อย่ายึดว่า “ตัวเรา” เป็นนิรันดร์
[Chorus]
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงของเราในหัวใจ
ปล่อยความยึด ปล่อยความกลัวให้จางไป
ให้เมตตานำทางสู่สันติ
เห็นธรรม คือเห็นความจริง
เห็นทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป
เมื่อไม่ยึด “ของเรา” ไม่ยึด “ตัวเรา”
โลกทั้งโลกจะพบทางแห่งสันติ
[Verse 2]
เราแตกต่าง เพราะยึดในตัวตน
จึงเกิดความสับสนและบาดหมาง
หากเปิดใจ มองกันด้วยหนทาง
แห่งปัญญาและเมตตา
[Pre-Chorus]
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ชั่วนิรันดร์
ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราเสมอไป
เมื่อเข้าใจความจริงภายในใจ
ความโกรธก็คลาย ความเกลียดก็จาง
[Chorus]
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงของเราในหัวใจ
ปล่อยความยึด ปล่อยความกลัวให้จางไป
ให้เมตตานำทางสู่สันติ
[Bridge]
จากหนึ่งใจ สู่ครอบครัว
จากครอบครัว สู่ชุมชน
จากชุมชน สู่โลกทั้งผอง
สันติเริ่มต้นที่ใจเรา
ไม่ต้องเอาชนะใคร
ไม่ต้องยึดว่าใครถูกหรือผิด
เพียงเห็นธรรมด้วยใจที่มีสติ
แล้วชีวิตจะพบอิสรภาพ
[Final Chorus]
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงที่ไม่เคยหายไป
เมื่อปล่อยวางความยึดมั่นในหัวใจ
สันติภาพจะเบ่งบานในโลก
[Outro]
เห็นธรรม... เห็นความจริง...
เห็นความจริง... แล้วปล่อยวาง
เห็นธรรม... เห็นพระพุทธเจ้า...
สันติภาพ... เริ่มต้นที่ใจ
“วักกลิสูตร” ชี้ทางสันติจากภายใน เห็นธรรมคือเห็นพระพุทธเจ้า สลายความยึดมั่นในขันธ์ 5
เมื่อร่างกาย เปลี่ยนแปร และโรยรา
ความเจ็บปวด มาเยือน ทุกคืนวัน
แต่ความจริง ยังอยู่ ให้เราพบมัน
ในความผันผวนของชีวิต
[Pre-Chorus]
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง
สัญญา สังขาร วิญญาณก็เปลี่ยนไป
อย่ายึดมั่น ว่านี่คือของเรา
อย่ายึดว่า “ตัวเรา” เป็นนิรันดร์
[Chorus]
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงของเราในหัวใจ
ปล่อยความยึด ปล่อยความกลัวให้จางไป
ให้เมตตานำทางสู่สันติ
เห็นธรรม คือเห็นความจริง
เห็นทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป
เมื่อไม่ยึด “ของเรา” ไม่ยึด “ตัวเรา”
โลกทั้งโลกจะพบทางแห่งสันติ
[Verse 2]
เราแตกต่าง เพราะยึดในตัวตน
จึงเกิดความสับสนและบาดหมาง
หากเปิดใจ มองกันด้วยหนทาง
แห่งปัญญาและเมตตา
[Pre-Chorus]
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ชั่วนิรันดร์
ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราเสมอไป
เมื่อเข้าใจความจริงภายในใจ
ความโกรธก็คลาย ความเกลียดก็จาง
[Chorus]
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงของเราในหัวใจ
ปล่อยความยึด ปล่อยความกลัวให้จางไป
ให้เมตตานำทางสู่สันติ
[Bridge]
จากหนึ่งใจ สู่ครอบครัว
จากครอบครัว สู่ชุมชน
จากชุมชน สู่โลกทั้งผอง
สันติเริ่มต้นที่ใจเรา
ไม่ต้องเอาชนะใคร
ไม่ต้องยึดว่าใครถูกหรือผิด
เพียงเห็นธรรมด้วยใจที่มีสติ
แล้วชีวิตจะพบอิสรภาพ
[Final Chorus]
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงที่ไม่เคยหายไป
เมื่อปล่อยวางความยึดมั่นในหัวใจ
สันติภาพจะเบ่งบานในโลก
[Outro]
เห็นธรรม... เห็นความจริง...
เห็นความจริง... แล้วปล่อยวาง
เห็นธรรม... เห็นพระพุทธเจ้า...
สันติภาพ... เริ่มต้นที่ใจ
“วักกลิสูตร” ชี้ทางสันติจากภายใน เห็นธรรมคือเห็นพระพุทธเจ้า สลายความยึดมั่นในขันธ์ 5
วักกลิสูตรเปิดหลักธรรมสำคัญ “เห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า” ชวนมนุษย์เรียนรู้ความไม่เที่ยงของขันธ์ 5 ลดความยึดมั่น ถือมั่น และนำปัญญามาสร้างสันติภาพทั้งภายในจิตใจและสังคม
พระพุทธศาสนามีหลักธรรมจำนวนมากที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตและการสร้างสันติภาพ โดยเฉพาะ วักกลิสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ข้อ 215-221 ซึ่งนำเสนอหลักธรรมว่าด้วย “การเห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า” อันเป็นคำสอนที่สะท้อนให้เห็นว่า แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่ที่การยึดติดในรูปกาย หากอยู่ที่การเข้าถึงธรรมและเห็นความจริงของชีวิต
ตามเนื้อหาในวักกลิสูตร พระวักกลิอาพาธอย่างหนักและมีความปรารถนาที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค แต่ไม่สามารถเดินทางไปได้ เนื่องจากร่างกายเจ็บป่วย พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปเยี่ยมถึงที่พัก และทรงให้กำลังใจด้วยพระดำรัสสำคัญว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม”
หลักธรรมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การเข้าถึงพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริงมิใช่เพียงการได้เห็นพระวรกายหรืออยู่ใกล้ชิดพระองค์ แต่คือการ เห็นและเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง
พระพุทธเจ้าทรงสอบถามพระวักกลิถึง “รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ” หรือขันธ์ 5 ว่าเที่ยงหรือไม่ พระวักกลิทูลตอบว่า ไม่เที่ยง และเมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นย่อมเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดถือว่า “นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา”
สาระสำคัญจึงอยู่ที่การ เห็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา อย่างมีปัญญา เมื่อมนุษย์เข้าใจว่าร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิดปรุงแต่ง และการรับรู้ ล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ย่อมลดความยึดมั่นถือมั่นและลดการสร้างความขัดแย้งจากความคิดว่า “นี่คือของเรา” หรือ “นี่คือตัวเรา”
ในมิติของการสร้างสันติภาพ หลักธรรมจากวักกลิสูตรจึงสามารถประยุกต์ได้อย่างกว้างขวาง เพราะความขัดแย้งจำนวนมากเกิดจากการยึดติดในตัวตน ผลประโยชน์ อำนาจ ความคิดเห็น และความเป็นเจ้าของ หากแต่ละฝ่ายสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงและไม่ยึดมั่นในอัตตา ย่อมเปิดพื้นที่ให้เกิดการรับฟัง การให้อภัย และการประนีประนอมมากขึ้น
“เห็นธรรม” จึงไม่ใช่เพียงการรู้หลักธรรมในเชิงทฤษฎี แต่เป็นการมองเห็นความจริงของชีวิตและนำความจริงนั้นมาปรับเปลี่ยนวิธีคิดและการดำเนินชีวิต
วักกลิสูตรยังสะท้อนประเด็นสำคัญเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของพระวักกลิ โดยพระพุทธเจ้าทรงรับรองว่า พระวักกลิไม่ควรหวาดกลัว และในตอนท้ายพระองค์ทรงกล่าวถึงวิญญาณของพระวักกลิว่าไม่ได้ตั้งอยู่ เพราะพระวักกลิปรินิพพานแล้ว
เมื่อพิจารณาในเชิงสันติภาพ เหตุการณ์ดังกล่าวสามารถสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า การปล่อยวางไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นปัญญาที่เกิดจากการเห็นความจริง เมื่อความยึดติดลดลง ความกลัว ความโกรธ ความโลภ และความขัดแย้งก็มีโอกาสลดลงตามไปด้วย
ดังนั้น วักกลิสูตรจึงสามารถนำมาเป็นหลักคิดในการสร้าง “สันติภาพจากภายในสู่ภายนอก” เริ่มต้นจากการเห็นความจริงของตนเอง ลดอัตตา เคารพความแตกต่าง และไม่ยึดติดกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เมื่อบุคคลมีใจที่สงบ ครอบครัวมีความเข้าใจ ชุมชนมีความเมตตา และสังคมมีการรับฟังกันมากขึ้น สันติภาพก็สามารถขยายจากระดับบุคคลไปสู่ระดับสังคมและระดับโลกได้
หัวใจของวักกลิสูตรจึงอาจสรุปได้ว่า “เห็นธรรม เห็นความจริง เห็นการเปลี่ยนแปลง และปล่อยวางความยึดมั่น—นั่นคือหนทางแห่งสันติภาพ”
English Translation
Vakkali Sutta: Seeing the Dhamma Is Seeing the Buddha
The Vakkali Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha Saṃyutta, presents a profound teaching on the relationship between seeing the Buddha and seeing the Dhamma. Its central message is:
“One who sees the Dhamma sees me; one who sees me sees the Dhamma.”
The story tells of Venerable Vakkali, who became seriously ill and suffered intense physical pain. He deeply wished to visit the Buddha but was too weak to travel. Out of compassion, the Buddha went to see him.
The Buddha reminded Vakkali that the physical body should not be the object of attachment. The important thing is to understand the Dhamma—the truth of existence.
The Buddha then guided Vakkali to contemplate the Five Aggregates: form, feeling, perception, formations, and consciousness. All five are impermanent. Whatever is impermanent is subject to suffering and change. Therefore, they should not be regarded as:
“This is mine, this I am, this is my self.”
This teaching points directly to the three characteristics of existence:
- Impermanence (Anicca) — everything conditioned changes.
- Suffering or unsatisfactoriness (Dukkha) — what changes cannot provide permanent security.
- Not-self (Anattā) — nothing within the Five Aggregates can rightly be possessed as a permanent self.
The deeper meaning of the Buddha's teaching is that genuine spiritual vision does not depend upon merely seeing the Buddha's physical form. To see the Dhamma is to understand reality as it truly is.
This principle also has profound implications for peacebuilding.
Many conflicts arise because people cling to identity, possessions, power, opinions, status, and the belief that “this is mine” or “this is who I am.” When people understand impermanence and let go of excessive attachment to self, there is greater space for compassion, dialogue, forgiveness, and reconciliation.
Thus, the Vakkali Sutta can be applied as a path toward inner and outer peace.
Peace begins when people learn to see reality clearly, reduce ego-centered attachment, respect differences, listen to one another, and release hatred and possessiveness.
The teaching can therefore be expressed in a simple principle:
“See the Dhamma, see reality, understand impermanence, and let go of attachment—that is the path to peace.”
The Vakkali Sutta ultimately reminds humanity that true freedom does not come from holding on more tightly, but from understanding deeply enough to let go.
บทเพลงธรรมะ
ชื่อภาษาไทย: “เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า”
English Title: “See the Dhamma, See the Buddha”
SEE THE DHAMMA, SEE THE BUDDHA
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
Inspired by the Vakkali Sutta
Verse 1
เมื่อร่างกาย เปลี่ยนแปร และโรยรา
ความเจ็บปวด มาเยือน ทุกคืนวัน
แต่ความจริง ยังอยู่ ให้เราพบมัน
ในความผันผวนของชีวิต
When the body changes and fades away,
When pain arrives and clouds the day,
The truth remains for us to see,
Within life's changing mystery.
Pre-Chorus
รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง
สัญญา สังขาร วิญญาณก็เปลี่ยนไป
อย่ายึดมั่น ว่านี่คือของเรา
อย่ายึดว่า “ตัวเรา” เป็นนิรันดร์
Form is impermanent, feelings change,
Perception and thoughts are not the same.
Consciousness rises and fades away,
Nothing remains unchanged each day.
Chorus
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงของเราในหัวใจ
ปล่อยความยึด ปล่อยความกลัวให้จางไป
ให้เมตตานำทางสู่สันติ
See the Dhamma, see the Buddha,
See the truth within your heart.
Let attachment and fear disappear,
Let compassion guide us to peace.
เห็นธรรม คือเห็นความจริง
เห็นทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป
เมื่อไม่ยึด “ของเรา” ไม่ยึด “ตัวเรา”
โลกทั้งโลกจะพบทางแห่งสันติ
See the Dhamma, see reality,
See all things arise and cease.
When we let go of “mine” and “me,”
The world can walk the path of peace.
Verse 2
เราแตกต่าง เพราะยึดในตัวตน
จึงเกิดความสับสนและบาดหมาง
หากเปิดใจ มองกันด้วยหนทาง
แห่งปัญญาและเมตตา
We become divided by identity,
Creating conflict and hostility.
But if we open our hearts and see
With wisdom and loving-kindness,
Pre-Chorus
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ชั่วนิรันดร์
ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราเสมอไป
เมื่อเข้าใจความจริงภายในใจ
ความโกรธก็คลาย ความเกลียดก็จาง
Nothing remains forever,
Nothing can truly be ours.
When truth is understood within,
Anger fades and hatred falls.
Chorus
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงของเราในหัวใจ
ปล่อยความยึด ปล่อยความกลัวให้จางไป
ให้เมตตานำทางสู่สันติ
See the Dhamma, see the Buddha,
See the truth within your heart.
Let attachment and fear disappear,
Let compassion guide us to peace.
Bridge
จากหนึ่งใจ สู่ครอบครัว
จากครอบครัว สู่ชุมชน
จากชุมชน สู่โลกทั้งผอง
สันติเริ่มต้นที่ใจเรา
From one heart to every family,
From every family to community,
From community to the whole world,
Peace begins within me.
ไม่ต้องเอาชนะใคร
ไม่ต้องยึดว่าใครถูกหรือผิด
เพียงเห็นธรรมด้วยใจที่มีสติ
แล้วชีวิตจะพบอิสรภาพ
We do not need to conquer anyone,
Nor cling to being right or wrong.
Simply see the Dhamma with mindfulness,
And freedom will arise within.
Final Chorus
เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นความจริงที่ไม่เคยหายไป
เมื่อปล่อยวางความยึดมั่นในหัวใจ
สันติภาพจะเบ่งบานในโลก
See the Dhamma, see the Buddha,
See the truth that never lies.
When attachment fades within our hearts,
Peace will blossom across the world.
Outro
เห็นธรรม... เห็นความจริง...
เห็นความจริง... แล้วปล่อยวาง
เห็นธรรม... เห็นพระพุทธเจ้า...
สันติภาพ... เริ่มต้นที่ใจ
See the Dhamma... see reality...
See reality... and let go.
See the Dhamma... see the Buddha...
Peace begins... within the heart.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๕. วักกลิสูตร ว่าด้วยการเห็นธรรมชื่อว่าเห็นพระพุทธเจ้า [๒๑๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์. สมัยนั้นแล ท่านพระวักกลิอาพาธ มีทุกข์ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกข- *เวทนา พักอยู่ที่นิเวศน์ของนายช่างหม้อ. ครั้งนั้น ท่านพระวักกลิ เรียกภิกษุผู้อุปัฏฐากทั้งหลาย มาแล้ว กล่าวว่า มาเถิดอาวุโส ท่านทั้งหลาย จงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ จงถวาย บังคมพระยุคลบาทด้วยเศียรเกล้า ตามคำของเราแล้ว ทูลว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า และ พวกท่านจงทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ได้ยินว่า ท่านขอประทานวโรกาส ขอทูลเชิญพระผู้มีพระภาค ทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหาท่านวักกลิถึงที่อยู่เถิด. ภิกษุเหล่านั้น รับคำท่านวักกลิ แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า พระเจ้าข้า วักกลิ- *ภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ด้วยเศียร เกล้า และทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ได้ยินว่า ท่านขอประทานพระวโรกาส ขอทูลเชิญพระผู้มี- *พระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ เสด็จเข้าไปหาวักกลิภิกษุถึงที่อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคทรงรับ นิมนต์ด้วยดุษณีภาพ. [๒๑๖] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงครองผ้าแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้า ไปหาท่านพระวักกลิถึงที่อยู่ ท่านพระวักกลิ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเสด็จมาแต่ไกล ครั้นเห็น แล้ว ก็ลุกขึ้นจากเตียง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระวักกลิว่า อย่าเลย วักกลิ เธออย่าลุกจากเตียงเลย อาสนะเหล่านี้ ที่เขาปูลาดไว้มีอยู่ เราจะนั่งที่อาสนะนั้น. พระผู้มีพระ- *ภาคประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้. ครั้นแล้ว ได้ตรัสถามท่านพระวักกลิว่า ดูกรวักกลิ เธอพอทนได้หรือ พอยังอัตภาพให้เป็นไปได้หรือ ทุกขเวทนานั้น ปรากฏว่าทุเลาลง ไม่กำเริบ ขึ้นหรือ. ท่านพระวักกลิกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทนไม่ไหว ไม่สามารถ ยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ทุกขเวทนาของข้าพระองค์แรงกล้า มีแต่กำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย ทุกข- *เวทนาปรากฏว่ากำเริบขึ้น ไม่ทุเลาลงเลย. พ. ดูกรวักกลิ เธอไม่มีความรำคาญ ไม่มีความเดือดร้อนอะไรบ้างหรือ? ว. พระเจ้าข้า ที่แท้จริง ข้าพระองค์มีความรำคาญไม่น้อย มีความเดือดร้อนอยู่ไม่น้อย เลย. พ. ดูกรวักกลิ ก็ตัวเธอเอง ไม่ติเตียนตนเองได้โดยศีลบ้างหรือ? ว. พระเจ้าข้า ตัวข้าพระองค์เอง จะติเตียนได้โดยศีลก็หาไม่. พ. ดูกรวักกลิ ถ้าหากว่า ตัวเธอเองติเตียนตนเอง โดยศีลไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอจะมีความรำคาญและมีความเดือดร้อนอะไร? ว. พระเจ้าข้า จำเดิมแต่กาลนานมาแล้ว ข้าพระองค์ประสงค์จะเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาค แต่ว่าในร่างกายของข้าพระองค์ ไม่มีกำลังพอที่จะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคได้. พ. อย่าเลย วักกลิ ร่างกายอันเปื่อยเน่าที่เธอเห็นนี้ จะมีประโยชน์อะไร? ดูกรวักกลิ ผู้ใดแล เห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าย่อมเห็นธรรม. วักกลิ เป็นความจริง บุคคลเห็นธรรม ก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม. วักกลิ เธอจะ สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ว. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ว. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา? ว. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ว. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ว. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตาม เห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา? ว. ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ ย่อมทราบชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสสอน ท่านพระวักกลิ ด้วยพระโอวาทนี้แล้ว ทรงลุก จากอาสนะ เสด็จไปยังภูเขาคิชฌกูฏ. [๒๑๗] ครั้งนั้นแล พระวักกลิ เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน ได้เรียก ภิกษุอุปัฏฐากทั้งหลายมาแล้ว กล่าวว่า มาเถิด อาวุโส ท่านจงช่วยอุ้มเราขึ้นเตียงแล้ว หามไป ยังวิหารกาฬสิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ ก็ภิกษุผู้เช่นกับเรา ไฉนเล่า จะพึงสำคัญว่าตนพึงทำกาละ ใน ละแวกบ้านเล่า? ภิกษุอุปัฏฐากเหล่านั้น รับคำท่านวักกลิแล้ว อุ้มท่านพระวักกลิขึ้นเตียง หาม ไปยังวิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ที่ภูเขาคิชฌกูฏตลอด ราตรีและวันที่ยังเหลืออยู่นั้น. ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดา ๒ องค์ มีฉวีวรรณ งดงาม ทำภูเขาคิชฌกูฏให้สว่างทั่วไปทั้งหมดแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุ คิดเพื่อความหลุดพ้น. เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ก็วักกลิภิกษุนั้นหลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่แท้. เทวดาเหล่านั้น ได้กราบทูลอย่างนี้แล้ว ครั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้ว ก็หายไป ณ ที่นั้นเอง. [๒๑๘] ครั้นพอราตรีนั้นผ่านไป พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า มา เถิด ภิกษุทั้งหลาย จงพากันเข้าไปหาวักกลิภิกษุถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจงบอกวักกลิกภิกษุอย่างนี้ว่า อาวุโส วักกลิ ท่านจงฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคและคำของเทวดา ๒ องค์ อาวุโส ณ ราตรีนี้ เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว เทวดา ๒ องค์ ผู้มีฉวีวรรณงดงาม ทำภูเขาคิชฌกูฏให้ สว่างทั่วไปทั้งหมด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุ คิดเพื่อความหลุดพ้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ก็วักกลิภิกษุนั้น หลุดพ้นดีแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่แท้. อาวุโส วักกลิ แต่ว่าพระผู้มีพระภาค ตรัสกะท่านอย่างนี้ว่า อย่ากลัวเลย วักกลิ อย่ากลัวเลย วักกลิ จักมีความตายอันไม่ต่ำช้าแก่ เธอ จักมีกาลกิริยาอันไม่เลวทรามแก่เธอ. ภิกษุเหล่านั้น รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่านพระวักกลิถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านวักกลิว่า อาวุโส วักกลิ ท่านจงฟัง พระดำรัสของพระผู้มีพระภาค และคำของเทวดา ๒ องค์. [๒๑๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระวักกลิเรียกภิกษุอุปัฏฐากทั้งหลายมาแล้วกล่าวว่า มาเถิด อาวุโส ท่านจงช่วยกันอุ้มเราลงจากเตียง เพราะว่า ภิกษุผู้เช่นกับเรานั่งบนอาสนะสูงแล้ว จะ พึงสำคัญว่า ตนควรฟังคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคนั้นอย่างไรเล่า? ภิกษุเหล่านั้น รับคำของ ท่านพระวักกลิแล้ว ก็ช่วยกันอุ้มท่านพระวักกลิลงจากเตียงแล้ว กล่าวว่า ณ ราตรีนี้ เมื่อปฐม ยามล่วงไปแล้ว เทวดา ๒ องค์ ฯลฯ ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว เทวดาองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุ คิดเพื่อความหลุดพ้น เทวดาอีกองค์หนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระเจ้าข้า ก็วักกลิภิกษุนั้น หลุดพ้นแล้ว จักหลุดพ้นได้แน่แท้. อาวุโส วักกลิ แต่ว่าพระผู้มีพระภาคได้ตรัสถึงท่านอย่างนี้ว่า อย่ากลัว เลย วักกลิ อย่ากลัวเลย วักกลิ จักมีความตายอันไม่ต่ำช้าแก่เธอ จักมีกาลกิริยาไม่เลวทราม แก่เธอ. พระวักกลิกล่าวว่า อาวุโส ถ้าเช่นนั้น ท่านจงช่วยถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มี พระภาคด้วยเศียรเกล้า ตามคำของผมด้วยว่า พระเจ้าข้า วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนักได้รับ ทุกขเวทนา เธอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และยังได้สั่งมา กราบทูล อย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงว่า รูปไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์. ข้าพระองค์ ไม่เคลือบแคลงว่า เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณไม่เที่ยง ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี กำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์ ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้น รับคำท่านพระวักกลิแล้วหลีกไป ครั้งนั้น เมื่อภิกษุเหล่านั้น หลีกไปไม่นาน ท่านพระวักกลิก็ นำเอาศาตรามา. [๒๒๐] ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ นั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วักกลิภิกษุอาพาธ เป็นไข้หนัก ได้รับทุกขเวทนา ท่านขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า และยังได้สั่งมากราบทูลอย่างนี้ว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงว่า รูปไม่เที่ยง ไม่ สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปร ปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ข้า พระองค์. ข้าพระองค์ไม่เคลือบแคลงว่า เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณไม่เที่ยง ไม่ สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ไม่สงสัยว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปร ปรวนเป็นธรรมดา ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความรักใคร่ก็ดี ในสิ่งนั้น มิได้มีแก่ ข้าพระองค์ ดังนี้. [๒๒๑] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมารับสั่งว่า มาไปกันเถิด ภิกษุทั้งหลาย เราจะพากันไปยังวิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ ซึ่งเป็นที่ที่วักกลิกุลบุตรนำเอาศาตรา มา. ภิกษุเหล่านั้น รับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จไปยัง วิหารกาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ พร้อมด้วยภิกษุเป็นจำนวนมาก. ได้ทอดพระเนตรเห็น ท่าน พระวักกลินอนคอบิดอยู่บนเตียงแต่ไกลเทียว. ก็สมัยนั้นแล ปรากฏเป็นกลุ่มควัน กลุ่มหมอก ลอยไป ทางทิศบูรพา ทิศปัศจิม ทิศอุดร ทิศทักษิณ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และอนุทิศ. ลำดับนั้นเอง พระผู้มีพระภาคก็ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายมองเห็น กลุ่มควัน กลุ่มหมอก ลอยไปทางทิศบูรพา ฯลฯ และอนุทิศหรือไม่? ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นแหละคือมารใจหยาบช้า ค้นหาวิญญาณของวักกลิกุลบุตร ด้วยคิดว่าวิญญาณของวักกลิกุลบุตร ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งไหนหนอ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย วักกลิกุล- *บุตรมีวิญญาณไม่ได้ตั้งอยู่ ปรินิพพานแล้ว.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น