วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565

เปิดฉาก 'เศรษฐกิจพอเพียง' สู่เกษตรในเมืองประตูพัฒนาชาติไทย รายงานพิเศษ "ตื่นรู้สู่เกษตรคนเมือง" (Awake to urban agriculture) ตอนที่ 1


รายงานพิเศษ "ตื่นรู้สู่เกษตรคนเมือง" (Awake to urban agriculture) ตอนที่ 1


"เศรษฐกิจพอเพียง" หนึ่งในแนวพระราชดำริอันสำคัญของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ที่ทรงมอบให้เป็นมรดกอันล้ำค่าแก่ประเทศไทยและพสกนิกรชาวไทย โดยแนวทางพระราชดำรินี้ทรงค้นคว้าวิจัยทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติ จนกระทั่งวันนี้ผู้ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ในพื้นที่หลายแห่งน้อมนำพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และประสบความสำเร็จ

ขณะที่ประเทศไทยกว่าจะเดินหน้ามาสู่ "เศรษฐกิจพอเพียง" และทำให้ "คนเมือง" หันมาใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของที่พักอาศัยทำ "เกษตร" นั้นประเทศไทยต้องผ่านวิกฤตมาอย่างโชกโชน

ย้อนไปสมัย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องยอมประกาศลดค่าเงินบาทเพื่อช่วยเหลือด้านการส่งออก ในวิกฤตราคาน้ำมันครั้งที่ 2 ซึ่งมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในประเทศอิหร่าน โดยพระเจ้าซาห์สละราชสมบัติและเสด็จลี้ภัยไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจบลงด้วยสงครามระหว่าประเทศอิรักกับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และ ราคาสินค้าเกษตรในไทยไม่ได้สูงตามราคาน้ำมัน

ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล ได้ให้ความเห็นไว้ในผลงานการเขียนหนังสือ "เศรษฐกิจเขียวและใส" เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประเทศไทยในเรือนกระจกว่า วิกฤตราคาน้ำมันครั้งที่ 2 นี้เป็นการรวยแล้วจนอย่างชัดเจนที่สุด ก่อนหน้านั้นเราคิดว่าเรารวย ดูจากจีดีพีเราสูงขึ้น เฉลี่ยร้อยละ 8.4 ต่อปี ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 และ 2 และ ร้อยละ 11.7 ในปี 2521 ก่อนที่ผลการพึ่งทรัพยากร โดยเฉพาะน้ำมันและเงินทุนจากต่างประเทศจะแผลงฤทธิ์ ภาวะขาดดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดทำให้เงินคงคลังและเงินสดที่มีใช้สอยรายวันของรัฐบาลเหลือน้อยมาก ทั้งยังต้องเจียดมาอุดหนุนราคาน้ำมันไม่ให้สูงเร็วจนชาวบ้านรับไม่ไหว

รัฐบาลพลเอกเปรม ใช้วิธีปู่ย่าตายายเราปฏิบัติมาตลอดหลายร้อยปีของการสร้างบ้านแปลงเมือง คือ การประหยัด ท่านมีวินัยในการใช้จ่ายมาก ไม่จำเป็นจริงๆ ท่านไม่ใช้ ไม่จำเป็นจริงๆ ท่านไม่กู้ เราใช้ทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" เอาตัวรอดมาได้ ทั้งหมดนี้ คือ ความพอดี คือ การประมาณตัวในการบริหารบ้านเมืองของพลเอกเปรม

ความเห็นของ ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยน้อมนำพระราชดำริทฤษฎี "เศรษฐกิจพอเพียง" มาใช้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ และจะเห็นว่า เพราะ "เศรษฐกิจพอเพียง" ทำให้ประเทศไทย สามารถรอดพ้นวิกฤตต่างๆมาได้ในปัจจุบัน ทั้งวิกฤตโควิด-19, วิกฤตความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมไปถึงภาวะเงินเฟ้อของเศรษฐกิจไทย

มิติของ "เศรษฐกิจพอเพียง" ที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ การพลิกแผ่นดินการปลูกฝิ่นของชาวเผ่าม้ง จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นผืนดินเกษตรกรรมผ่าน "โครงการหลวง" โดยใน พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรฯ ได้เสด็จประพาสต้นตามดอยของภาคเหนือ และ ทรงตระหนักถึงปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขา ซึ่งเกิดจาก "ความไม่รู้", ความยากจน และการเจ็บไข้ได้ป่วยที่มีมาช้านานของชาวไทยภูเขา

โดยในครั้งนั้นได้พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ข้าราชบริพารและนักวิชาการเกษตร ได้คิดค้นวิธีการปลูกพืชผักผลไม้ และ ดอกไม้นานาพรรณที่สามารถเพาะปลูกได้ดีในพื้นที่ภูมิอากาศหนาวเย็นตามดอยสูง รวมทั้งวางแผนในเรื่องการตลาดให้สามารถมีโอกาสขายผลผลิตของตนเองได้ด้วย โดยเป็นหนึ่งในแนวทางพระราชดำริที่ให้ชาวไทยภูเขาเปลี่ยนทัศนคติการปลูกพืชเสพติด คือ ฝิ่น มาเป็น "ไม้เมืองหนาว" แทน และนับเป็นโอกาสที่ทำให้ชาวไทยภูเขาจำนวนมาก ไม่ต้องไปเดินอยู่ในอาชีพที่ผิดกฏหมาย

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เคยตรัสว่า "โครงการหลวงไม่มีกำไร มีแต่ขาดทุน แต่ขาดทุนคือกำไร กำไรที่ว่า คือ ชาวบ้านอยู่ดีกินดีขึ้น ไม่ต้องปลูกฝิ่น ไม่ต้องตัดไม้ทำลายป่า"

ส่วนมิติด้านการเกษตรที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนั้นคนเมืองที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร สามารถเนรมิตพื้นที่เล็กๆ เป็นพื้นที่ "เศรษฐกิจพอเพียง" ในยุคนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่ง "แนวหน้า ออนไลน์" จะนำเสนอเป็นตอนต่อไป

อ้างอิงข้อมูล :-  อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนธันวาคม พ.ศ.2544  หนังสือ "เศรษฐกิจเขียวและใส" เศรษฐกิจพอเพียงสำหรับประเทศไทยในเรือนกระจก" เขียนโดย ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล https://www.naewna.com/likesara/678010

 


 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...