เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 82/2569 มอบหมายอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แบ่งกลุ่มภารกิจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินแบบบูรณาการ
หนึ่งในจุดสำคัญของคำสั่งดังกล่าว คือการมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลหน่วยงานด้านกฎหมายและการพัฒนาระบบราชการ รวมถึง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งถือเป็น “หัวใจเชิงโครงสร้าง” ของการปฏิรูประบบศาสนาและราชการในยุคใหม่
ชี้ทิศทาง “ปฏิรูปเชิงระบบ” ผ่านกฎหมายปกครอง
การจัดกลุ่มภารกิจครั้งนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของรัฐบาลที่ไม่ได้แบ่งงานตามกระทรวงแบบเดิม แต่ใช้การจัดกลุ่ม (Cluster) เชิงยุทธศาสตร์ โดยรวบรวมหน่วยงานสำคัญ เช่น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงาน ก.พ. และสำนักงาน ก.พ.ร. ไว้ภายใต้การกำกับของนายปกรณ์ เพื่อใช้ “เครื่องมือทางกฎหมายและระบบราชการ” ขับเคลื่อนการปฏิรูป
นักวิเคราะห์มองว่า การวางโครงสร้างดังกล่าวมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับธรรมาภิบาล (Good Governance) และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในกิจการพระพุทธศาสนา ซึ่งเผชิญปัญหาสะสมมายาวนาน
วิกฤตศาสนสมบัติ–งบประมาณแสนล้าน จุดเปราะบางสำคัญ
รายงานวิเคราะห์ชี้ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต้องรับผิดชอบดูแลระบบศาสนสมบัติและงบประมาณจำนวนมหาศาล โดยแผนปฏิบัติราชการ 5 ปี (2566–2570) มีวงเงินรวมสูงถึง 35,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักที่ถูกตั้งคำถามคือ
- การกระจุกตัวของอำนาจการเงินในวัด
- การขาดระบบบัญชีมาตรฐาน
- ช่องโหว่ด้านการตรวจสอบ
- กรณีทุจริต “เงินทอนวัด” ในอดีต
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการใช้ “กฎหมายปกครอง” เข้ามาควบคุมอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการรั่วไหลและฟื้นฟูศรัทธาของประชาชน
ดัน “Regulatory Guillotine” รื้อกฎหมายล้าสมัย
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า แนวทางสำคัญภายใต้การกำกับของนายปกรณ์ คือการใช้เครื่องมือ “Regulatory Guillotine” หรือการยกเลิกและปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย
มาตรการที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ได้แก่
- เพิ่มโทษทางอาญากับพระปลอมและผู้แอบอ้าง
- บังคับใช้ระบบบัญชีและธุรกรรมการเงินผ่านธนาคาร
- จำกัดการถือเงินสดในวัด
- สร้างระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส (Whistleblower)
นักกฎหมายประเมินว่า หากดำเนินการได้จริง จะเป็นการ “ปิดช่องโหว่เชิงโครงสร้าง” ที่เคยเอื้อต่อการทุจริตในระบบศาสนา
ปรับบทบาท พศ. สู่ “องค์กรกำกับดูแล”
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ การใช้กลไกของ ก.พ. และ ก.พ.ร. ปรับโครงสร้างบุคลากรของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
โดยจะเน้น
- การตั้งตัวชี้วัด (KPI) เชิงรุก
- การประเมินผลตามผลงานจริง
- การยกระดับสมรรถนะเจ้าหน้าที่
จากเดิมที่เน้นงานพิธีการ อาจถูกปรับสู่บทบาท “Regulator” หรือหน่วยงานกำกับดูแลเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ
เสริม “เกราะกฎหมาย” หนุนเจ้าหน้าที่ทำงาน
คำสั่งฉบับเดียวกันยังให้อำนาจนายปกรณ์ในด้าน “คดีปกครอง” ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการบังคับใช้กฎหมายในกิจการสงฆ์
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อำนาจดังกล่าวจะช่วยสร้างความมั่นใจให้เจ้าหน้าที่รัฐ กล้าดำเนินการกับกรณีอ่อนไหว เช่น
- การตรวจสอบทรัพย์สินวัด
- การปลดเจ้าอาวาส
- การติดตามศาสนสมบัติ
โดยลดความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องกลับ
บทสรุป: ปฏิรูปศาสนา ผ่าน “นิติธรรม”
การมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ดูแล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ถูกมองว่าเป็น “หมากยุทธศาสตร์” ของรัฐบาลในการแก้ปัญหารากฐานของระบบศาสนาไทย
นักวิชาการเห็นตรงกันว่า การปฏิรูปครั้งนี้จะสำเร็จได้ ต้องอาศัยทั้ง
- ความเข้มแข็งของกฎหมาย
- ระบบราชการที่โปร่งใส
- และความร่วมมือจากคณะสงฆ์
หากดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นฟูศรัทธา และยกระดับพระพุทธศาสนาไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น