วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

งานเขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนาในโลกมุสลิม



เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2563  เพจ Sãi Bản Mường ได้โพสต์ข้อความว่า 



งานเขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนาในโลกมุสลิม
Writings on Buddhism in Muslim World

หลังการพิชิตของมุสลิมอาหรับไปทั่วเขตตะวันออกกลาง อิหร่าน และอัฟกานิสถาน จนถึงแอฟริกาเหนือ อาระบิกหรือภาษาอาหรับกลายเป็นภาษากลางที่สืบทอดวัฒนธรรมภูมิปัญญาจากตะวันออกสู่ตะวันตก และหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือตำนานพุทธประวัติเป็นที่ได้เดินทางส่งไปจากอินเดียสู่อาหรับและยุโรป

ปี 767-815 พุทธประวัติในพากษ์ภาษาอาหรับ
• กีตาบ อัล-บุดด์ (Kitab al-Budd) หรือ "ตำราว่าด้วยพระพุทธเจ้า"('Book of the Buddha')
• กีตาบ บูธาสาฟ มุฟรัด(Kitab Budhasaf mufrad) หรือ "ตำราว่าด้วยอัตชีวประวัติของพระพุทธเจ้า" (Book of Buddha by himself) ได้เรียบเรียงขึ้นในสมัยของกาหลิบอัล-ฮารูน จากฉบับแปลของพุทธประวัติพากษ์ฉบับอินเดีย

• กีตาบอัลบุดด์ต่อมาได้ถูกนำไปดัดแปลงโดยกวีชาวแบกแดด อะบัน อัลลาหิกี(al-Lahiki 750-815) ซึ่งไม่เหลืออยู่อีกต่อไป แต่เนื้อหาที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เหลืออยู่ปรากฏในตำราชื่อ "กีตาบ บิเลาว์ฮาร์ วา-บูธาสาฟ"(Kitab Bilawhar wa-Budhasaf) หรือ "ตำราว่าด้วยบิเลาว์ฮาร์และบูธาสาฟพร้อมด้วยคำแนะนำและคำอุปมาอันเปี่ยมด้วยปัญญา"('Book of Bilawhar and Budhasaf, with Exhortations and Parables filled with Wisdom") เหลืออยู่เป็นตอนหนึ่งของ Nihayat al-lrab fi Akbar al-Furs wa'l-'Arab เป็นส่วนหนึ่งของ Ibn al-Mukaffa 42 เรื่องบิเลาว์ฮาร์และบูธาสาฟเป็นพุทธประวัติที่ถูกแปลและดัดแปลงแก้ไขเนื้อหาในภาษาอาหรับและเป็นแบบฉบับให้แก่เรื่อง "บาร์ลามและโยซาฟัต" (Barlam ang Josaphat) ของคริสเตียน

อันที่จริงตำนานนี้ในพากษ์ภาษาอาหรับเหลืออยู่ใน "ตำราว่าด้วยความสมบูรณ์แบบแห่งปัญญาและความเต็มพร้อมแห่งความสุข" ('Book of the Perfection of Faith and the Accomplishment of Felicity' /Kitab ikmal ai-din wa 'itmam at-mi 'ma) เขียนโดยอิบน์ บาบูยะ แห่งกุม( Ibn Babuya of Qum)

งานเขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนานับว่าจำกัดในหมู่นักวิชาการมุสลิมยุคแรก คัมภีร์กุรอานกล่าวถึงศาสนาหลักทั้งหกคือ อิสลาม ยิว คริสต์ ซาเบียน มาไจ และพหุเทวนิยม โดยไม่เอ่ยถึงพุทธศาสนาเลย

ในสมัยที่กองทัพอาหรับพิชิตเปอร์เซียและเอเชียกลาง ผู้ปกครองมุสลิมเหนือท้องถิ่นชาวพุทธได้เปิดโอกาสให้นักวิชาการมุสลิมได้เริ่มศึกษาพุทธศาสนาและพบบางคำสอนที่มีความใกล้เคียงกันในคัมภีร์อัลกุรอาน กุรอานมีการอ้างถึงศาสนาที่ปรากฏก่อนนบีมูฮัมหมัดนับพันปี แต่ไม่ชัดเจนว่าเป็นพุทธศาสนาหรือไม่

•"บ้านแห่งปัญญา("House of Wisdom"; Bayt al-Hikma)ในเมืองแบกแดด สมัยอับบาสิด ตระกูลบาร์มาคิดได้นิมนต์พระสงฆ์และนักวิชาการพุทธจำนวนหนึ่งมาแปลพระสูตรและคัมภีร์จากภาษาสันสกฤต ซึ่งพอจะหลงเหลืออยู่จนศตวรรษที่ 13 ในจำนวนนั้นที่มีชื่อเสียงนิยมกันในอาหรับได้แก่ประวัติพระพุทธเจ้า (ต่อมาถูกแปลงเป็นเรื่องบิเลาว์ฮาร์และบูธาสาฟ ดังกล่าวแล้ว) และนิทานชาดกต่างๆซึ่งกลายเป็นเค้าของนิทานอาหรับราตรีหลายเรื่อง ก่อนจะแพร่หลายสู่ยุโรปต่อไป

• ปี 700s โอมาร์ อิบน์ อัล-อาซรัค อัล-เกร์มานี(Omar ibn al-Azraq al-Kermani) นักเขียนชาวอิหร่านในสมัยอุมัยยัด ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับนววิหาร(Nava Vihara)ด้วยการพรรณนาเปรียบเทียบได้กับหินกาบะห์แห่งเมกกะ เนื้อหาถูกรักษาไว้ใน "ตำราแห่งแผ่นดิน" (Book of Lands: Kitab al-Buldan) โดย อิบน์ อัล-ฟาคีห์ อัล-หะมะธานี(Ibn al-Faqih al-Hamadhani) ศตวรรษที่ 10 ว่า: "การสิดญะ (sidja -กราบ), อะห์ราม (ahram-ขุดที่ใส่ขณะประกอบพิธีฮัจญ์), ฏอวาฟ(tawaf -การเดินเวียนรอบสถานศักดิ์สิทธิ์) ทีกาบะห์มีลักษณะเดียวกับวิธีการบูชาสักการะของชาวพุทธ" .

• ปี 838 – 923 อัล-ฏะบะรี(al-Tabari) กล่าวถึงกลุ่มนักปรัชญาชาวอินเดียที่ปรากฏตนในอาระเบีย เรียกว่า "อาห์มะระ" (Ahmaras) หรือ กลุ่มชนครองผ้าแดง จากแคว้นสินธ์ อันส่อว่าเป็นพระสงฆ์ในพุทธศาสนา

• อับดัล-การิม อัล-ชาห์รัสตานี (Abd al-Karim al-Shahrastani;1086–1153 CE) -นักวิชาการมุสลิมรุ่นคลาสสิกในด้านศาสนาเปรียบเทียบ ในหนังสือ “ตำราว่าด้วยศาสนาและข้อเชื่อ" (The Book of Religions and Creeds; Kitab al-Milal wa al-Nihal) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักคำสอนพุทธ ในขณะที่อธิบายว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของเหล่าสมนิยยะ(samaniyya)หรือสมณะ คำที่ใช้เรียกพระภิกษุพุทธในแดนอิหร่าน และให้รายละเอียดอย่างกว้างขวางในอิหร่าน เกี่ยวกับพุทธศาสนาและอิทธิพลต่ออิสลามที่แม้จะมองไม่เห็น
• อัล-ชาห์รัสตานี กล่าวถึงพระพุทธเจ้าด้วยความนับถืออย่างสูงในตอน "ทัศนะแห่งชาวอินเดีย" (The Views of the Indians/ Ara ’ al-Hind)ภายในผลงานชิ้นเอกชุดเดียวกัน แสดงความเคารพต่อพุทธศาสนาและความรุ่มรวยทางจิตวิญญาณในทางพุทธอย่างสูง โดยถือว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้เดียวกับบุคคลในอัลกุรอานชื่อ อัล-ขิดร์ al-Khidr ในฐานะที่เป็นผู้แสวงหาการตรัสรู้

•1000s ฮามิด อับดุล กาดีร์(Hamid Abdul Qadir,) เสนอว่า ศาสดาธุลกิฟล์ (Dhu’l Kifl) หรือ “บุรุษจากกิฟล์” กล่าวถึงสองครั้งในพระคัมภีร์อัลกุรอานว่าเป็นผู้มีขันติธรรมและความดีงาม คือผู้เดียวกับพระพุทธเจ้า ในหนังสือของเขาเรื่อง “พระพุทธะผู้ยิ่งใหญ่ ประวัติและปรัชญา”(Buddha the Great: His Life and Philosophy: Budha al-Akbar Hayatoh wa Falsaftoh)

•1305 ราชิด-อัล-ดิน ฮะมะดานี (Rashid-al-Din Hamadani) นักประวัติศาสตร์เปอร์เซีย ได้บันทึกถึงพระคัมภีร์ทางพุทธศาสนาประมาณ 11 เล่มที่หมุนเวียนในฉบับแปลภาษาอาหรับ ซึ่งน่าจะแปลมาตั้งแต่สมัยอับบาสิดจากบ้านแห่งปัญญาในแบกแดด โดยพระสงฆ์หรือนักวิชาการพุทธจากอินเดีย ในจำนวนนั้นมีพระสูตรที่พอจะทราบได้คือ
-สุขาวดีวยูหสูตร (ว่าด้วยดินแดนแห่งความสุขของพระพุทธเจ้าแห่งแสงสว่างอันไม่สิ้นสุด-อมิตาภะ)
-การัณฑวยูหสูตร (ว่าด้วยกรุณาของพระอวโลกิเตศวรที่สำแดงร่างหลายปาง)
-บางส่วนของสังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย
-หลายตอนของไมเตรยวยากรณ์ (การพยากรณ์พระไมเตรยะว่า่จะเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต)

• ราชิด อัล-ดิน (1247–1318 CE) ผู้ทำงานให้กับราชสำนักอิลข่านแห่งมองโกลเปอร์เซีย ยังด้เรียบเรียง “ชีวประวัติและคำสอนของพระพุทธเจ้า” (Life and Teaching of Buddha) เป็นหนึ่งในบทว่าด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของผู้คนยุคก่อนมองโกลในผลงานชิ้นเอกเรื่อง "ประวัติศาสตร์สากล" (Compendium of Chronicles/ Jami’ al-Tawarikh) ทั้งในภาษาเปอร์เซียและอาหรับด้วยความปรารถนาให้ความรู้เรื่องพุทธศาสนาเข้าถึงแวดวงของชาวมุสลิม เขาอาจจะได้รับข้อมูลนี้มาจากพระกมลศรี ภิกษุชาวกัศมีร์(แคชเมียร์)ที่เข้ามาในราชสำนักอิลข่านของฆาซานที่แม้จะเป็นมุสลิม ราชิด อัล-ดินมีความสนใจในความงามและความดีของทุกวัฒนธรรมและความเชื่อ ในพุทธประวัติของเขาฉบับนี้ยังใช้ศัพท์ที่ทำให้ชาวมุสลิมเข้าใจพุทธด้วยการเรียกพระพุทธเจ้าว่าศาสดาหรือนบี(prophet) เทวดาว่า ทูตสวรรค์(angels) และมารว่าซาตาน(devil) ด้วยปรารถนาจะทำให้พุทธศาสนาเข้าถึงการรับรู้ของชาวมุสลิม

• ปี1364 ติมูร์(Timur) หรือตาเมอร์เลน(Tamerlaine) ผู้นำทัพมองโกลอีกสาขาหนึ่งได้บุกยึดจักรวรรดิอิลข่าน ชาห์รุข(Shah Rukh) ทายาทของติมูร์ ได้บัญชาให้นักประวัติศาสตร์ ฮาฟิซ อิ อับรู(Hafiz-i Abru) เขียน "ชุมนุมประวัติศาสตร์" (Majma’ al-Tawarikh) ผลงานชิ้นนี้เสร็จสิ้นในปี 1425 ณ เมืองเฮรัต(Herat) อัฟกานิสถาน -เมืองหลวงของชาห์รุข โดยในเนื้อหามีเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนาตามบันทึกของราชิด อัลดินในศตวรรษก่อนหน้านี้

ผู้หญิงมุสลิมกำลังสอนการทำสมาธิทางพุทธศาสนาในจอร์แดน 


ผู้หญิงมุสลิมที่รวดเร็วกำลังสอนสมาธิในจอร์แดนสมาธิไม่จำเป็นต้องแปลงศาสนาใดๆสมาธิไม่ใช่เฉพาะชาวพุทธหรือฮินดู การทำสมาธินำประโยชน์มากมายสำหรับมนุษย์ทุกคน ทุกคนสามารถเรียนฝึกหรือทุกคนสามารถทำสมาธิได้ทุกคนต้องการชีวิตที่มีความสุขโปรดแชร์โพสต์นี้ประโยชน์สำหรับมนุษย์ทุกคน

1 ความคิดเห็น:

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...