“มูลปริยายสูตร” ชี้รากเหง้าแห่งความขัดแย้งโลกยุคเอไอ นักวิชาการเสนอใช้หลักพุทธธรรมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและเทคโนโลยีได้ร่วมเสนอแนวทางการสร้างสันติภาพโลกผ่านการประยุกต์ใช้หลักธรรมจาก “มูลปริยายสูตร” พระสูตรสำคัญในพระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ซึ่งว่าด้วย “รากเหง้าของสรรพสิ่ง” และต้นเหตุแห่งความยึดมั่นถือมั่นของมนุษย์
สาระสำคัญของมูลปริยายสูตรอธิบายถึงความแตกต่างของการรับรู้โลกตามระดับพัฒนาการทางจิตของบุคคล ๔ ประเภท ได้แก่ ปุถุชน พระเสขบุคคล พระอรหันต์ และพระพุทธเจ้า โดยปุถุชนมักมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านกรอบแห่งอัตตา ยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็น “ตัวตน” หรือ “ของตน” จึงเกิดความพอใจ ความไม่พอใจ ความรัก ความชัง และความขัดแย้งตามมา
ในขณะที่พระเสขบุคคล ผู้กำลังฝึกฝนตนเองในมรรคาแห่งการหลุดพ้น พยายามลดละความยึดมั่นดังกล่าวผ่านการเจริญปัญญา ส่วนพระอรหันต์และพระพุทธเจ้าทรงเข้าถึงความจริงอย่างสมบูรณ์ ทรงกำหนดรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง จึงไม่ถูกครอบงำด้วยความหลงยึดในตัวตนอีกต่อไป
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หลักธรรมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมโลกในยุคเอไอ เนื่องจากเทคโนโลยีสามารถขยายทั้งศักยภาพและปัญหาของมนุษย์ได้พร้อมกัน หากมนุษย์ยังคงยึดติดในอัตลักษณ์ ความเชื่อ อุดมการณ์ เชื้อชาติ ศาสนา หรือผลประโยชน์ของตนเอง การใช้เทคโนโลยีอาจกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มความแตกแยกและความขัดแย้งในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม หากนำหลักการจากมูลปริยายสูตรมาประยุกต์ใช้ โดยฝึกให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึงกระบวนการสร้างความหมายและการยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ จะช่วยลดอคติ เปิดพื้นที่แห่งความเข้าใจ และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ท่ามกลางความหลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรม
นักวิชาการสรุปว่า สันติภาพที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นจากการควบคุมเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจ “รากเหง้าแห่งความทุกข์” ภายในจิตใจมนุษย์ เมื่อมนุษย์สามารถปล่อยวางความยึดมั่นในอัตตาได้ ความขัดแย้งที่เป็นต้นเหตุของปัญหาระดับบุคคล สังคม และนานาชาติ ก็จะลดลงอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพโลกในยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น