วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: นทีสูตรอย่าเกาะฝั่งที่พัง


เพลง:  นทีสูตรอย่าเกาะฝั่งที่พัง

[ท่อนที่ 1]

สายน้ำไหล จากภูผา ลงมาไกล
พัดใบไม้ หญ้าคา ลอยไปตามฝัน
ชีวิตคน ก็เหมือนน้ำ ไหลทุกวัน
ไม่มีสิ่งใดนั้น หยุดนิ่งตลอดกาล

[ท่อนที่ 2]

อย่าเกาะเลา ที่ริมฝั่ง เมื่อมันหัก
อย่าฝากรัก กับสิ่งใด ว่าเที่ยงแท้
รูปเวทนา สัญญา สังขาร แม้ดวงแด
วิญญาณก็ผันแปร ไม่มีสิ่งใดคง

[ท่อนฮุก]

อย่าเกาะฝั่งที่พัง ปล่อยมือจากความยึดมั่น
ชีวิตคือสายน้ำไหล ผ่านคืนวันไม่หยุดลง
นี่ไม่ใช่เรา นี่ไม่ใช่ของเรา
เมื่อเห็นตามความจริง ใจจะพ้นความหลง

[ท่อนที่ 3]

เมื่อมีรูป ก็รู้ว่ารูปนั้นไม่เที่ยง
เมื่อมีเสียง ก็รู้สำเนียงย่อมจางหาย
สุขและทุกข์ เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป
มีสติอยู่กับใจ ไม่หลงยึดสิ่งใด

[ท่อนสะพาน]

ปล่อย “เรา” ปล่อย “ของเรา”
ปล่อยเงาแห่งความเป็นตัวตน
เห็นเกิดดับของทุกคน
เห็นทุกข์แล้วพ้น ด้วยปัญญา

[ท่อนฮุกสุดท้าย]

อย่าเกาะฝั่งที่พัง ปล่อยมือจากความยึดมั่น
สายน้ำแห่งชีวิตนั้น ย่อมไหลผ่านกาลเวลา
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ล้วนเกิดดับตามธรรมดา
เมื่อใจไม่ยึดถือ สันติสุขจึงเกิดขึ้น

[ปิดเพลง]

สายน้ำยังไหล... ชีวิตยังเปลี่ยน...
แต่ใจที่เห็นธรรม ย่อมไม่ถูกกระแสพัดพาไป

“นทีสูตร” ชี้ทางพ้นกระแสแห่งความพินาศ เปิดมุมธรรม “อย่ายึดขันธ์ 5 เป็นตัวตน” สู่การปล่อยวางและสันติภายใน

พระพุทธองค์ทรงเปรียบชีวิตดั่งบุคคลถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดพา หากยึดสิ่งที่ไม่มั่นคงเป็นที่พึ่ง ย่อมประสบความพินาศ ขณะที่การรู้เท่าทันรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณว่าไม่เที่ยง คือหนทางแห่งการคลายความยึดมั่น

หลักธรรมจาก นทีสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นำเสนอภาพเปรียบเทียบที่เข้าใจง่ายและลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ โดยพระผู้มีพระภาคทรงเปรียบกระแสชีวิตเหมือนแม่น้ำจากภูเขาที่ไหลเชี่ยว พัดพาหญ้า ใบไม้ และต้นไม้ให้ลอยไปตามกระแสน้ำ

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า บุรุษผู้ถูกกระแสน้ำพัด หากพยายามเกาะต้นเลา หญ้าคา หญ้ามุงกระต่าย หญ้าคมบาง หรือต้นไม้ริมฝั่ง แต่สิ่งเหล่านั้นเกิดหลุดออกจากมือ บุรุษนั้นก็ย่อมประสบความพินาศ เพราะฝากความหวังไว้กับสิ่งที่ไม่มั่นคง

อุปมาดังกล่าวสะท้อนชีวิตของ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับธรรม ซึ่งไม่เห็นพระอริยเจ้า ไม่เข้าใจอริยธรรม และไม่ได้รับการแนะนำในธรรม ย่อมเข้าใจผิดว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นตัวตน เป็นของตน หรือมีตนอยู่ในสิ่งเหล่านั้น

เมื่อขันธ์ทั้ง 5 ซึ่งมีธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเกิดความเสื่อมสลาย ความยึดมั่นที่มีต่อขันธ์เหล่านั้นจึงกลายเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์และความพินาศทางจิตใจ

สาระสำคัญของนทีสูตรจึงอยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองจาก “นี่คือเรา นี่เป็นของเรา” ไปสู่การเห็นตามความเป็นจริงว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่อาจยึดถือเป็นตัวตนถาวรได้

พระพุทธองค์ยังทรงตั้งคำถามสำคัญว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง ซึ่งพระภิกษุทั้งหลายตอบว่า “ไม่เที่ยง” อันเป็นหลักพิจารณาที่นำไปสู่การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลง

ในมุมมองร่วมสมัย นทีสูตรสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสังคมได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเมือง สังคม และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน

หากมนุษย์ยึดติดกับตำแหน่ง ทรัพย์สิน ชื่อเสียง ความคิดเห็น หรืออัตลักษณ์ของตนเองมากเกินไป เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลง ก็อาจเกิดความหวาดกลัว ความขัดแย้ง และความทุกข์ตามมา

ตรงกันข้าม การมี สติ ปัญญา และสัมมาทิฏฐิ ช่วยให้มนุษย์มองเห็นความไม่เที่ยง ไม่ยึดสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเป็นตัวตนถาวร และสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงด้วยความสงบ

นทีสูตรจึงมิใช่เพียงคำสอนเรื่องการปล่อยวางในระดับบุคคล หากยังสามารถตีความเป็นหลักคิดสำหรับการสร้าง สันติภาพภายในและสันติภาพสังคม เพราะเมื่อมนุษย์ลดความยึดมั่นใน “ตัวเรา–ของเรา” ความขัดแย้งจากความเห็นแก่ตัว การแข่งขัน และการแย่งชิงก็มีโอกาสลดลง

สารจากนทีสูตรจึงเปรียบเสมือนคำเตือนว่า กระแสน้ำแห่งชีวิตย่อมไหลต่อไป ไม่มีสิ่งใดหยุดอยู่กับที่ การพ้นจากความพินาศจึงไม่ใช่การเกาะสิ่งใดไว้แน่นที่สุด แต่คือการเรียนรู้ที่จะเห็นความจริงของสิ่งทั้งหลาย และวางใจอย่างถูกต้องต่อความเปลี่ยนแปลง


2. English Translation

The Nadi Sutta: The Stream of Impermanence and the Path Beyond Ruin

The Nadi Sutta, found in the Samyutta Nikaya, Khandha-vagga, presents a profound teaching on impermanence, attachment, and the danger of identifying the five aggregates as the self.

The Buddha compared human life to a powerful river flowing down from the mountains. The current carries away grass, leaves, reeds, bushes, and trees toward distant places.

Suppose a man is swept away by the strong current. If he attempts to hold onto a reed, grass, bush, or tree growing along the riverbank, but the object breaks loose from his grasp, he will be carried away and face destruction because he relied upon something unstable.

In the same way, an ordinary person who has not properly learned the Dhamma, who has not understood the Noble Ones, Noble Dhamma, or the teachings of virtuous people, may regard form, feeling, perception, formations, and consciousness as the self, as belonging to the self, or as containing a self.

But these five aggregates are impermanent. They arise, change, and pass away.

When a person identifies with things that are constantly changing, suffering inevitably follows. What is believed to be permanent may disappear. What is believed to be “mine” may be lost. What is believed to be “myself” may change.

The Buddha therefore encouraged his disciples to examine reality carefully.

Is form permanent or impermanent?

The monks answered:

“Impermanent, Blessed One.”

And what about feeling, perception, formations, and consciousness?

Again, the answer was:

“Impermanent, Blessed One.”

This recognition of impermanence is an essential foundation for wisdom and liberation.

The central message of the Nadi Sutta is therefore not merely to abandon worldly possessions, but to release the deeper mental attachment that says:

“This is me. This is mine. This is myself.”

The teaching can also be applied to contemporary society. Human beings today are carried by powerful currents of change—technology, economics, politics, social transformation, relationships, and information.

When people become excessively attached to status, wealth, reputation, opinions, identities, or possessions, change can produce fear, conflict, and suffering.

But mindfulness and wisdom enable people to recognize that everything conditioned is subject to change.

The Nadi Sutta thus offers a powerful message for both inner peace and social peace. When attachment to “self” and “mine” becomes weaker, selfishness, competition, hostility, and conflict can also be reduced.

The river of life continues to flow.

We cannot permanently hold onto everything it carries.

True freedom comes not from grasping more tightly, but from seeing clearly, understanding impermanence, and learning to let go.




4. English Song

Title: “Do Not Cling to the Breaking Shore”

Inspired by the Nadi Sutta

Verse 1

Down from the mountain, the river flows,
Carrying leaves wherever it goes.
Grass and branches drift away,
Nothing remains the same each day.

Verse 2

Do not cling to a fragile reed,
Do not hold what cannot meet your need.
Form and feeling, thought and mind,
Rise and fall, then leave behind.

Chorus

Do not cling to the breaking shore,
Let go of what you held before.
“This is not me, this is not mine,”
See the truth and your heart will shine.
The river flows, the seasons change,
Nothing stays within our range.
When grasping fades and wisdom grows,
Peace is found where freedom flows.

Verse 3

Pleasure comes and pleasure goes,
Pain may rise, then disappear.
Perception changes, thoughts arise,
Consciousness moves beneath the skies.

Bridge

Let go of “me,”
Let go of “mine,”
See arising,
See decline.
Nothing lasting can be found,
When wisdom sees the truth profound.

Final Chorus

Do not cling to the breaking shore,
Let go and suffer no more.
Form, feeling, perception, thought,
Consciousness—all change as taught.
The river flows toward the sea,
Wisdom opens the heart to be free.
When attachment finally dies,
Peace awakens within our lives.

Ending

The river keeps flowing.
The world keeps changing.
But the heart that sees clearly
is no longer swept away.

เทศน์แหล่อีสาน: กระแสนทีพัดใจ๋ — ปล่อยขันธ์ห้า พ้นความพินาศ 

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

โอ้...พุทธศาสนิกชนทั้งหลายเอ๊ย
บัดนี้ขอญาติโยมทั้งหลาย
จงน้อมจิตน้อมใจ๋
ฟังธรรมะพระพุทธองค์
เพื่อเป็นแสงส่องทาง
นำชีวิตออกจากความหลง
นำจิตออกจากความยึด
นำดวงใจ๋ให้พ้นจากกระแสแห่งทุกข์เทอญ

วันนี้อาตมาขอนำธรรมะ
ใน นทีสูตร
มาเทศน์แหล่เป็นคติเตือนใจ๋
ให้พี่น้องชาวพุทธ
ได้พิจารณาชีวิตของเฮา

พระพุทธองค์ทรงเปรียบชีวิต
เหมือนคนผู้หนึ่ง
ถูกกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก
พัดพาไปตามสายนที

น้ำไหลจากภูผา
เชี่ยวแรงลงมาตามห้วย
พัดเอาหญ้า เอาใบไม้
เอากิ่งไม้ เอาต้นไม้
ล่องไปตามกระแสน้ำ

คนผู้หนึ่งถูกน้ำพัด
กำลังจะจมหายไป
มองเห็นต้นเลาอยู่ริมฝั่ง
กะเอามือไปจับไว้

โอ้...จับไว้แน่น ๆ
หวังว่าจะช่วยชีวิตได้

แต่พอกระแสน้ำแรงขึ้น
ต้นเลากะหลุดออกจากดิน
มือที่ยึดไว้กะหลุด
คนกะไหลไปตามน้ำ
ถึงความพินาศในที่สุด

ถัดไปเห็นหญ้าคา
กะรีบคว้าเอาไว้

“เอาล่ะ...คราวนี้คงรอดแล้ว”

แต่หญ้าคากะถอนหลุด
เพราะดินมันบ่มั่นคง

เห็นหญ้ามุงกระต่าย
กะจับเอาไว้

เห็นหญ้าคมบาง
กะคว้าเอาไว้

เห็นต้นไม้ใหญ่
กะคิดว่า
“ต้นนี้มั่นคงแล้ว
จับต้นนี้ไว้คงบ่จมน้ำ”

แต่ถ้าต้นไม้นั้น
บ่มีรากมั่นคง
กระแสน้ำกะถอนรากถอนโคน
หลุดลอยไปตามสายน้ำ

โอ้...พี่น้องเอ๊ย!

คนผู้ถูกกระแสน้ำพัด
ยิ่งจับสิ่งใด
แต่สิ่งนั้นบ่มั่นคง
สิ่งนั้นหลุด
คนกะยิ่งพินาศ

นี่เป็นอุปมา
ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้
เพื่อให้เฮาทั้งหลาย
หันกลับมามองชีวิตของตน

ชีวิตคนเฮานี้กะคือกัน

บางคนจับเงิน
คิดว่าเงินคือที่พึ่ง

จับตำแหน่ง
คิดว่าตำแหน่งคือที่พึ่ง

จับชื่อเสียง
คิดว่าชื่อเสียงคือที่พึ่ง

จับร่างกาย
คิดว่าร่างกายคือ “เฮา”

จับความรู้สึก
คิดว่า “ความรู้สึกนี้คือตัวฉัน”

จับความจำ
คิดว่า “ความคิดนี้คือตัวฉัน”

จับความคิด
จับอารมณ์
จับความรู้สึก
จับความเป็นตัวตน

แล้วกะบอกว่า...

“นี่ของข้า
นี่คือตัวข้า
นี่คือเรา”

โอ้...ญาติโยมเอ๊ย

สิ่งที่เฮาจับอยู่
ถ้ามันเที่ยงแท้
กะยังพอว่า

แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

รูปไม่เที่ยง
เวทนาไม่เที่ยง
สัญญาไม่เที่ยง
สังขารไม่เที่ยง
วิญญาณไม่เที่ยง

สิ่งที่เกิดขึ้น
ย่อมมีวันดับไป

สิ่งที่มีขึ้น
ย่อมมีวันเสื่อม

สิ่งที่ได้มา
ย่อมมีวันสูญเสีย

สิ่งที่รัก
ย่อมมีวันที่ต้องพลัดพราก

สิ่งที่เราคิดว่า
“เป็นของเฮา”
แท้จริงแล้ว
เฮาบ่สามารถบังคับมัน
ให้เป็นไปตามใจเฮาได้

โอ้...ขันธ์ห้าเอ๊ย

รูปเอ๋ย...
วันนี้ยังแข็งแรง
วันหนึ่งกะอ่อนแรง

วันนี้ยังงาม
วันหนึ่งกะเหี่ยวย่น

วันนี้ยังเดินได้
วันหนึ่งอาจต้องใช้ไม้เท้า

วันนี้ยังหายใจ
วันหนึ่งลมหายใจกะหยุด

รูปไม่เที่ยงหนอ...

เวทนาเอ๋ย...
สุขกะบ่อยู่ถาวร
ทุกข์กะบ่อยู่ถาวร

ยามมีความสุข
อย่าเพิ่งหลงว่า
“ความสุขนี้จะอยู่กับเฮาตลอดไป”

ยามมีความทุกข์
อย่าเพิ่งคิดว่า
“ชีวิตนี้จะทุกข์ตลอดกาล”

เพราะสุขกะเปลี่ยน
ทุกข์กะเปลี่ยน

เวทนาไม่เที่ยงหนอ...

สัญญาเอ๋ย...
ความจำวันนี้ชัด
วันหน้ากะเลือน

สิ่งที่เคยจำ
อาจลืม

สิ่งที่เคยรัก
อาจเปลี่ยน

สิ่งที่เคยเกลียด
วันหนึ่งอาจให้อภัย

สัญญาไม่เที่ยงหนอ...

สังขารเอ๋ย...
ความคิดเกิดแล้วดับ
ความอยากเกิดแล้วดับ
ความโกรธเกิดแล้วดับ
ความรักเกิดแล้วดับ

ใจ๋ของคน
เปลี่ยนเหมือนลม
เหมือนเมฆบนท้องฟ้า

สังขารไม่เที่ยงหนอ...

วิญญาณเอ๋ย...
การรับรู้
การเห็น
การได้ยิน
การรู้สึก
กะเกิดขึ้นแล้วดับไป

วิญญาณกะบ่เที่ยงหนอ...

เพราะฉะนั้น
พระพุทธองค์จึงถามว่า

“รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?”

พระสาวกทั้งหลายกราบทูลว่า

“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”

พระองค์ถามอีกว่า

“เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เที่ยงหรือไม่เที่ยง?”

พระสาวกกะตอบว่า

“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”

โอ้...พี่น้องเอ๊ย

เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง
แล้วเฮาจะไปยึดว่า
“นี่คือตัวเฮา”
“นี่คือของเฮา”
“นี่ต้องเป็นอย่างใจเฮา”

ได้บ่?

บ่ได้ดอก!

เพราะยิ่งยึด
ยิ่งทุกข์

ยิ่งถือ
ยิ่งหนัก

ยิ่งบอกว่า “ของข้า”
ยิ่งกลัวว่าจะสูญเสีย

ยิ่งบอกว่า “ตัวข้า”
ยิ่งกลัวคนอื่นตำหนิ

ยิ่งบอกว่า “ฉันต้องชนะ”
ใจ๋กะยิ่งเป็นทุกข์

กระแสน้ำแห่งโลก

ญาติโยมเอ๊ย...

กระแสน้ำในแม่น้ำ
พัดคนให้ไหลไป

แต่กระแสของโลก
กะพัดจิตคนเฮาอยู่ทุกมื้อ

กระแสความโลภ
พัดใจ๋ให้ดิ้นรน

กระแสความโกรธ
พัดใจ๋ให้เผาไหม้

กระแสความหลง
พัดใจ๋ให้มืดบอด

กระแสชื่อเสียง
พัดให้คนอยากเด่น

กระแสเงินทอง
พัดให้คนอยากมี

กระแสอำนาจ
พัดให้คนอยากเหนือกว่า

แล้วคนเฮากะจับ
จับแล้วจับอีก

จับเงิน
จับบ้าน
จับรถ
จับตำแหน่ง
จับชื่อเสียง
จับคนรัก
จับลูกหลาน
จับความคิดของตน

จับจนมือเมื่อย
แต่กะยังบ่อยอมปล่อย

โอ้...นี่ละ
คือเหตุแห่งความพินาศ
ที่พระพุทธองค์ทรงเตือน

ทางออกจากกระแสน้ำ

พระพุทธองค์บ่ได้สอนว่า
ให้เฮาหนีโลก

แต่สอนให้เฮา
รู้จักโลกตามความเป็นจริง

ให้รู้ว่า
สุขกะไม่เที่ยง

ทุกข์กะไม่เที่ยง

ร่างกายกะไม่เที่ยง

ความคิดกะไม่เที่ยง

ชีวิตกะไม่เที่ยง

เมื่อรู้ว่าไม่เที่ยง
กะอย่ายึดมั่น

เมื่อไม่ยึดมั่น
ใจกะเบา

เมื่อใจเบา
ทุกข์กะลด

เมื่อทุกข์ลด
ปัญญากะเกิด

เมื่อปัญญาเกิด
ใจ๋กะเห็นทางออก

แหล่ส่งท้าย

โอ้...พี่น้องเอ๊ย...

แม่น้ำไหลลงห้วย
ชีวิตกะไหลลงสู่ความแก่

แม่น้ำไหลลงคลอง
ชีวิตกะไหลไปสู่ความตาย

น้ำบ่เคยไหลย้อนคืน
วันวานกะบ่ย้อนกลับมา

วัยหนุ่มบ่ย้อนคืน
วันเวลาไหลไปทุกมื้อ

เพราะฉะนั้น
อย่าประมาทเด้อพี่น้อง

อย่ารอให้เจ็บป่วย
แล้วจึงหาธรรมะ

อย่ารอให้สูญเสีย
แล้วจึงรู้จักปล่อย

อย่ารอให้ชีวิตหมดแรง
แล้วจึงถามว่า
“อะไรคือความจริง?”

วันนี้ยังมีลมหายใจ
ให้รีบสร้างปัญญา

วันนี้ยังมีโอกาส
ให้รีบสร้างความดี

วันนี้ยังมีคนที่รัก
ให้รีบให้อภัย

วันนี้ยังมีใจ
ให้รีบฝึกปล่อยวาง

จำไว้เด้อ...

รูปไม่เที่ยง
เวทนาไม่เที่ยง
สัญญาไม่เที่ยง
สังขารไม่เที่ยง
วิญญาณไม่เที่ยง

สิ่งใดเกิดขึ้น
สิ่งนั้นย่อมดับไป

อย่าจับต้นเลาที่กำลังหลุด
อย่าจับหญ้าคาที่กำลังถอน
อย่าจับสิ่งไม่เที่ยง
แล้วหวังให้มันช่วยพาเฮาพ้นทุกข์

ให้จับธรรมะ
ให้จับสติ
ให้จับปัญญา
ให้จับความไม่ประมาท

แล้วค่อย ๆ ปล่อย
สิ่งที่ควรปล่อย

ปล่อยความโลภ
ปล่อยความโกรธ
ปล่อยความหลง
ปล่อยความยึดมั่น
ปล่อยคำว่า “ตัวกู ของกู”

เมื่อปล่อยได้
กระแสน้ำแห่งทุกข์
กะพัดเฮาไปบ่ได้

เมื่อใจ๋บ่ยึด
ความพินาศกะบ่มีที่ตั้ง

เมื่อเห็นความจริง
ชีวิตกะเริ่มมีทางออก

ขอให้ญาติโยมทั้งหลาย
มีสติในทุกลมหายใจ
มีปัญญาในทุกการกระทำ
รู้เท่าทันขันธ์ห้า
บ่ยึดมั่นในสิ่งไม่เที่ยง
ดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท
และก้าวพ้นกระแสแห่งทุกข์
เข้าสู่ความสงบเย็นในพระธรรม
โดยทั่วกันเทอญ...

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๑. นทีสูตร
ว่าด้วยเหตุให้ถึงความพินาศ
[๒๓๗] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย มาแล้วตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำไหลไปจากภูเขา พัดเอาหญ้า ใบไม้ และไม้เป็นต้นไป ในภายใต้ ไหลไปสู่ที่ไกล มีกระแสอันเชี่ยว ถ้าแม้ต้นเลาทั้งหลาย พึงเกิดที่ฝั่งทั้งสองข้างแห่ง แม่น้ำนั้น ต้นเลาเหล่านั้น พึงน้อมไปสู่แม่น้ำนั้น ถ้าแม้หญ้าคาทั้งหลาย พึงเกิด หญ้าคา เหล่านั้น พึงน้อมไปสู่แม่น้ำนั้น ถ้าแม้หญ้ามุงกระต่ายทั้งหลาย พึงเกิด หญ้ามุงกระต่ายเหล่านั้น พึงน้อมไปสู่แม่น้ำนั้น ถ้าแม้หญ้าคมบางทั้งหลาย พึงเกิด หญ้าคมบางเหล่านั้น พึงน้อม ไปสู่แม่นั้น ถ้าแม้ต้นไม้ทั้งหลาย พึงเกิด ต้นไม้เหล่านั้น พึงน้อมไปสู่แม่น้ำนั้น บุรุษถูก กระแสน้ำพัดไปอยู่ ถ้าแม้พึงจับต้นเลาทั้งหลาย ต้นเลาเหล่านั้นพึงหลุดไป บุรุษนั้นพึงถึงความ พินาศ มีการหลุดนั้นเป็นเหตุ ถ้าแม้พึงจับหญ้าคา หญ้ามุงกระต่าย หญ้าคมบาง ต้นไม้ หญ้าคา เป็นต้นเหล่านั้น พึงหลุดไป บุรุษนั้นพึงถึงความพินาศ มีการหลุดนั้นเป็นเหตุ แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดใน อริยธรรม ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับ แนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน หรือ เห็นตนในรูป รูปนั้นของปุถุชนนั้นย่อยยับไป ปุถุชนนั้น ย่อมถึงความพินาศ มีข้อนั้นเป็นเหตุ. ปุถุชนย่อมตามเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เห็นตนมี วิญญาณ เห็นวิญญาณในตน หรือเห็นตนในวิญญาณ วิญญาณนั้นของปุถุชนนั้นย่อมย่อยยับไป ปุถุชนนั้นย่อมถึงความพินาศ มีข้อนั้นเป็นเหตุ. [๒๓๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือ ไม่เที่ยง? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า. พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ครั้งแรกในรอบ 43 ปี! “ณพลเดช” ชี้ พระประธานพุทธมณฑลได้งบบูรณะใหญ่แล้ว ชื่นชม ผอ.สำนักพุทธฯ ชี้แจงงบละเอียด–ชัดเจน

เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ดร.ณพลเดช มณีลังกา อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และที่ปรึกษ...