วันที่ 7 ส.ค.2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคบางนา กรุงเทพมหานคร พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติเรื่องความปลอดภัยทางถนนครั้งที่ 14 ภายใต้หัวข้อ "เดิน ขี่ ขับไป-กลับ ปลอดภัย" หรือ 14th Thailand Road Safety Seminar Play your part and share the road โดยศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ร่วมกับศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กรมการขนส่งทางบกกระทรวงคมนาคมจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 7-9 ส.ค.นี้
สำหรับงานสัมมนาวิชาการระดับชาติจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นเวทีให้กับนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติงาน ภาครัฐและภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ทราบถึงนโยบายของรัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน และมีส่วนร่วมเสนอนโยบายสาธารณะ รวมถึงนโยบายในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ซึ่งในแต่ละปีจะมีหน่วยงานสนใจร่วมกิจกรรมจำนวนมาก เช่นเดียวกับปีนี้มีภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชนกว่า 30 องค์กร เข้าร่วมงานและจัดนิทรรศการที่น่าสนใจ โดยมีตัวแทนทีมวิจัยจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ทั่วประเทศนำเสนอผลงานด้วย อย่างเช่นเทศบาลตำบลเมืองเวียงและร.ร.อนุบาลบ้านยูงทอง จ.สุราษฎร์ธานี เทศบาลตำบลกำพวน จ.ระนอง เทศบาลตำบลสุเทพ จ.เชียงใหม่
พลเอกประวิตร กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนมูลนิธินโยบายถนนปลอดภัยโดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนกรมการขนส่งทางบกว่าในปี 2561ที่ผ่านมามีคนไทยกว่า 20,000 คนต้องเสียชีวิตและมีผู้พิการรายใหม่กว่า 9,000 คนที่ได้รับความสูญเสียจากการเกิดอุบัติเหตุทางถนนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปีรัฐบาลจึงได้กำหนดให้มีการสร้างความปลอดภัยบนถนนเป็นนโยบายสำคัญเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการซึ่งมีเป้าในการลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนให้ต่ำกว่าร้อยละ 50 ภายในปี 2563 อีกทั้งยังนำเรื่องความปลอดภัยทางถนนมากำหนดเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี2573
ที่ผ่านมารัฐบาลได้กำหนดให้ใช้มาตรการชุมชนสังคมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อเฝ้าระวังและควบคุมปัจจัยเสี่ยงควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกส่งเสริมด้านวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยทางถนนในระยะยาวผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆอย่างเหมาะสมพร้อมเน้นย้ำให้มีการป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่ต่อเนื่องตลอดทั้งปีโดยเฉพาะมาตรการ4ห้าม3ต้องประกอบดัวยห้ามขับเร็วห้ามดื่มห้ามง่วงขับห้ามโทรขับและต้องคาดเข็มขัดต้องสวมหมวดนิรภัยต้องมีใบอนุญาติขับขี่ทั้งนี้ยอมรับว่าการดำเนินงานด้านความปลอดภัยทางถนนที่ผ่านมายังประสบปัญหาและอุปสรรคในการลดการสูญเสียตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จึงมีความจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงพัฒนาและกำหนดแนวทางมาตรการใหม่ในการแก้ไขปัญหาใหม่ๆให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อสร้างประเทศไทยให้เป็นเมืองปลอดภัย SafetyThailandรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0โดยปีนี้เน้นให้ความสำคัญในกลุ่มคนเดินเท้ากลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานและรถจักรยานยนต์รวมถึงกลุ่มผู้ใช้รถโดยสารสาธารณะภายใต้แนวคิด"เดินขี่ขับไปกลับปลอดภัย"
พลเอกประวิตร กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยและสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทยยังเสนอให้รัฐบาลบรรจุ"วาระเรื่องความปลอดภัยทางถนนของเด็กและเยาวชน"ไว้ในแผนงานของกระทรวงศึกษาธิการกระทรวงคมนาคมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนใน3ประเด็นหลักคือจัดให้มีทางเลือกในการเดินทางจัดให้มีการเรียนรู้ความเสี่ยงและทักษะการขับขี่ตั้งแต่ปฐมวัยและจัดตั้งกลไกอนุกรรมการด้านความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนในศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนส่วนกลางและทุกจังหวัดโดยมีเครือข่ายสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทยเป็นอนุกรรมการฯหลังพบข้อมูลในปี2560ที่ผ่านมามีเด็กและเยาวชนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นจาก5ปีที่แล้วกว่าร้อยละ30
นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) กล่าวถึงสถานการณ์ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยว่า ปี 2554-2560 พบผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนกว่า 52,690 คน คิดเป็นร้อยละ 79.18 เป็นกลุ่มผู้ใช้รถใช้ถนนที่มีความเปราะบาง (VRUs) ได้แก่ ผู้ใช้จักรยานยนต์ คนเดินเท้า และผู้ใช้รถจักรยาน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราผู้เสียชีวิตสูงสุดถึงร้อยละ 83 ของผู้ใช้ถนนในประเทศไทย อีกทั้งพบว่าผู้ใช้รถจักรยานยนต์เสียชีวิตมากที่สุด ถึงร้อยละ 88.55 คนเดินเท้า ร้อยละ 10.20 และผู้ใช้รถจักรยาน ร้อยละ 1.25 นำมาสู่ความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล ซึ่งหนึ่งในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนนของรัฐบาลคือ มีเป้าหมายลดอัตราเสียชีวิตตามแนวคิด ทศวรรษแห่งการปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยทางถนน พ.ศ.2554-2561
นายชยพล กล่าวว่า เพื่อลดจำนวนผู้สูญเสียในกลุ่มนี้ได้อย่างรวดเร็ว โดยภาครัฐและหน่วยงานเกี่ยวข้องควรให้ความใส่ใจและจริงจังในการป้องกันและลดอุบัติเหตุผ่านเสาหลักทั้ง 5 เสาที่องค์กรสหประชาชาติกำหนดไว้ ได้แก่ 1.การสร้างกลไกด้านการบริหารจัดการด้านการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างมีประสิทธิภาพ 2.การสร้างความปลอดภัยด้านโครงสร้างถนนและสภาพแวดล้อมริมทาง 3.การส่งเสริมให้เกิดการใช้ยานพาหนะที่ปลอดภัย 4.การสร้างวินัยจราจรให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน และ 5.การช่วยเหลือรักษาผู้ประสบอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดอุบัติเหตุ
ในฐานะตัวแทนเด็กและเยาวชน นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบโดยตรงต่อเด็กและเยาวชน ผลสำรวจความคิดเห็นเด็กและเยาวชน (Youth Poll) จากกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนอายุ 16-25 ปีทั่วประเทศกว่า 1,200 คน พบว่าร้อยละ 97.5 ของเด็กรับรู้ถึงผลกระทบของการไม่สวมหมวกนิรภัย แต่ไม่ตระหนักและไม่คิดว่ามีความจำเป็นต้องสวมหมวก ส่วนตัวเลขผู้สวมหมวกเป็นประจำมีเพียง 27.2 สำหรับเหตุผลไม่สวมหมวก คือเดินทางระยะใกล้ ร้อยละ 75.6 ไม่สะดวกสบายในการใช้งาน ร้อยละ 19.5 เช่น กลัวผมเสียทรง แปลกที่เด็กไทยกลัวผมเสียทรงมากกว่ารักชีวิตตนเอง และร้อยละ 5 ไม่เชื่อว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ขณะเดียวกันพบว่าเด็กและเยาวชนประสบอุบัติเหตุในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา พบรถจักรยานยนต์ล้ม ลื่นไถล ร้อยละ 26.2 ถูกเฉี่ยวชนบนทางเท้า ร้อยละ 4.6 ถูกเฉี่ยวชนขณะขับขี่ ร้อยละ 9.4 ในจำนวนนี้มีเด็กและเยาวชนไม่ได้รับบาดเจ็บ ร้อยละ 9.4 บาดเจ็บสาหัสร้อยละ 5.4 บาดเจ็บ และบาดเจ็บเล็กน้อย 47.1


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น