วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

เปิดสูตรสันติภาพรัฐฉาน ต้องรื้อ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” สู่สหพันธรัฐที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง


งานวิเคราะห์ชี้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่า 70 ปีในรัฐฉานไม่ใช่เพียงปัญหาชาติพันธุ์ แต่เกิดจากโครงสร้างอำนาจที่สร้างความแตกแยก เสนอแนวทางใหม่ดึงเยาวชน สตรี และภาคประชาสังคมร่วมสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ความขัดแย้งในรัฐฉานของเมียนมา ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานกว่า 7 ทศวรรษ กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่ในแวดวงวิชาการและภาคประชาสังคม หลังมีการเผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงลึกที่ชี้ว่า รากเหง้าของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความหลากหลายทางชาติพันธุ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากยุทธศาสตร์ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ที่ถูกใช้ต่อเนื่องตั้งแต่ยุคอาณานิคมจนถึงปัจจุบัน

รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับข้อถกเถียงจากสื่อท้องถิ่นอย่าง SHAN News ซึ่งได้ตั้งคำถามสำคัญว่า “สันติภาพและความปรองดองในรัฐฉานจะเกิดขึ้นได้อย่างไร” พร้อมสะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากยังตกเป็นเครื่องมือของโครงสร้างอำนาจที่ทำให้คนในชาติพันธุ์เดียวกันต้องหันมาทำร้ายกันเอง

การศึกษาชี้ว่า นโยบายแบ่งแยกดังกล่าวมีรากมาจากยุคอาณานิคมอังกฤษ ที่แยกการปกครองระหว่างพื้นที่ราบกับพื้นที่ชายแดน ก่อนจะถูกสานต่อโดยกองทัพเมียนมา หรือ Tatmadaw ผ่านการสนับสนุนกองกำลังท้องถิ่น การยั่วยุความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ และการใช้กระบวนการสันติภาพเป็นเครื่องมือทางการเมือง

หลังการรัฐประหารปี 2021 สถานการณ์ยิ่งทวีความซับซ้อน เมื่อโครงสร้างอำนาจส่วนกลางอ่อนแอลง เปิดทางให้กลุ่มติดอาวุธหลายฝ่ายเข้ายึดพื้นที่และแข่งขันกันเอง ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับการเก็บภาษี การเกณฑ์ทหาร และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง

บทวิเคราะห์ยังชี้ถึงบทบาทของตัวแสดงภายนอก โดยเฉพาะ China ที่เข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในบางพื้นที่ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “โมเดลล่าเสี้ยว” ซึ่งแม้จะช่วยลดการปะทะในระยะสั้น แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียง “สันติภาพเชิงลบ” ที่ไม่แตะต้องรากปัญหาเชิงโครงสร้าง

ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว เสียงจากภาคประชาชนเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะเครือข่ายเยาวชนและสตรี ซึ่งถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความปรองดองในระดับรากหญ้า ตัวอย่างเช่นบทบาทของ Nang Cham In ที่สะท้อนความต้องการของคนรุ่นใหม่ในการมีชีวิตอย่างสงบและเท่าเทียม

ขณะเดียวกัน องค์กรสตรีและภาคประชาสังคมได้เข้ามามีบทบาทในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และสร้างพื้นที่เสวนาข้ามชาติพันธุ์ เพื่อลดอคติและฟื้นฟูความไว้วางใจในชุมชน

ความหวังใหม่ของรัฐฉานปรากฏขึ้นจากการประชุมสมัชชาแห่งชาติรัฐฉานปี 2026 ซึ่งได้เสนอ “หลักการสหพันธรัฐรัฐฉาน” (SSFP) เป็นกรอบการเมืองใหม่ เน้นการกระจายอำนาจ สิทธิความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่มชาติพันธุ์

นักวิชาการระบุว่า แนวทางดังกล่าวอาจเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” หากสามารถนำไปปฏิบัติจริง โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ การยุติการสู้รบระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ การสร้างรัฐบาลท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงกับขบวนการประชาธิปไตยระดับชาติ

รายงานสรุปว่า สันติภาพในรัฐฉานจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการรื้อถอนโครงสร้างอำนาจที่ใช้ความแตกแยกเป็นเครื่องมือ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนและสตรี เข้ามามีบทบาทเป็นแกนกลาง

พร้อมเตือนว่า หากยังปล่อยให้ความขัดแย้งดำเนินไปภายใต้กรอบเดิม รัฐฉานอาจติดอยู่ในวงจรความรุนแรงไม่รู้จบ แต่หากทุกฝ่ายหันมาสร้างความร่วมมือบนพื้นฐานของความเท่าเทียมและความไว้วางใจ โอกาสของสันติภาพที่ยั่งยืนก็ยังคงเป็นไปได้ในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ถอดรหัส ‘เปรต’ สู่ยุค AI: งานวิจัยชี้คติชนโบราณไม่ตาย แต่กำลังกำกับศีลธรรมโลกดิจิทัล

ถอดรหัส ‘เปรต’ สู่ยุค AI: งานวิจัยชี้คติชนโบราณไม่ตาย แต่กำลังกำกับศีลธรรมโลกดิจิทัล  นักวิชาการเผย “เปรต” ในพระไตรปิฎกไม่ใช่เรื่องงมงาย หาก...