[Verse 1]
ชีวิตเดินวนอยู่รอบเสา
เชือกแห่งใจผูกเราเอาไว้
รูปและเสียง ความรู้สึกข้างใน
ยึดว่าเป็นเรา จึงเศร้าเรื่อยมา
เดินก็อยู่ใกล้ นั่งก็อยู่ใกล้
ยิ่งวิ่งเท่าไร ยิ่งไกลจากอิสระ
เพราะความอยาก ความโกรธ และความหลงพา
ให้เรากลับมา ที่เดิมทุกคราว
[Chorus]
ปลดเชือกจากเสา ปล่อยใจให้เป็นอิสระ
อย่ายึดว่า “ของเรา” อย่ายึดว่า “ตัวฉัน”
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ล้วนเกิดแล้วดับไป ตามเหตุปัจจัย
ปลดเชือกจากใจ ด้วยปัญญาส่องทาง
วางความยึดมั่น สร้างสันติภายใน
เมื่อใจผ่องแผ้ว โลกก็เปลี่ยนไป
พ้นจากวงวนแห่งทุกข์ ด้วยใจที่รู้ทัน
[Verse 2]
ภาพที่งดงาม เกิดจากใจคน
โลกที่สับสน ก็เริ่มจากใจ
ถ้าจิตเศร้าหมอง ทุกข์ย่อมตามไป
ถ้าจิตผ่องใส ความสงบย่อมเกิด
อย่าเอาความคิด เป็นตัวตนถาวร
อย่าเอาความรู้สึก มาสร้างกำแพงใจ
เมื่อเห็นทุกสิ่ง ล้วนเปลี่ยนแปลงไป
ปัญญาจะพา ให้ใจปล่อยวาง
[Chorus]
ปลดเชือกจากเสา ปล่อยใจให้เป็นอิสระ
อย่ายึดว่า “ของเรา” อย่ายึดว่า “ตัวฉัน”
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ล้วนเกิดแล้วดับไป ตามเหตุปัจจัย
ปลดเชือกจากใจ ด้วยปัญญาส่องทาง
วางความยึดมั่น สร้างสันติภายใน
เมื่อใจผ่องแผ้ว โลกก็เปลี่ยนไป
พ้นจากวงวนแห่งทุกข์ ด้วยใจที่รู้ทัน
[Bridge]
ไม่ต้องชนะใคร เพียงชนะความหลง
ไม่ต้องทำลายใคร เพียงคลายความยึดมั่น
เมื่อใจไม่ถูก ราคะ โทสะ ครอบงำ
สันติจะเริ่มงอกงามจากหัวใจ
[Final Chorus]
ปลดเชือกจากเสา ให้โลกได้พบเสรี
ปลดความยึดมั่น ให้ชีวิตพบความหมาย
เริ่มสันติภาพ จากใจของเราได้
เมื่อใจเป็นอิสระ โลกก็เป็นอิสระ
[Outro]
เสาแห่งทุกข์ยังอยู่ตรงนั้น
แต่เชือกแห่งใจ...เราปลดได้
ด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยหัวใจ
เดินออกจากวงวน...สู่สันติ
“คัททูลสูตร” ชี้ทางพ้นทุกข์ เปรียบขันธ์ ๕ ดุจสุนัขถูกล่ามเสา เตือนมนุษย์อย่าตกอยู่ในวงจรแห่งความยึดมั่น
พระพุทธองค์ทรงแสดงหลักธรรมแห่งการพ้นทุกข์ ผ่านอุปมา “สุนัขถูกล่ามไว้กับเสา” ชี้อวิชชาและตัณหาเป็นเครื่องผูกมัดสัตว์ให้เวียนวนอยู่กับขันธ์ ๕ พร้อมย้ำให้หมั่นพิจารณาจิต เพราะจิตเศร้าหมองทำให้ชีวิตเศร้าหมอง ขณะที่จิตผ่องแผ้วนำไปสู่ความบริสุทธิ์
หลักธรรมสำคัญจาก คัททูลสูตรที่ ๑ และคัททูลสูตรที่ ๒ ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นำเสนอแนวทางทำความเข้าใจต้นเหตุของการเวียนวนอยู่ในความทุกข์ โดยพระพุทธองค์ทรงอุปมาสัตว์ผู้ถูกอวิชชาและตัณหาครอบงำ เปรียบเสมือน “สุนัขที่ถูกผูกไว้ด้วยเชือกกับหลักหรือเสาอันมั่นคง”
ในคัททูลสูตร พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า สงสารมีที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลายที่รู้ไม่ได้ สำหรับสัตว์ทั้งหลายซึ่งมี อวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น และตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ย่อมท่องเที่ยวเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารอย่างต่อเนื่อง แม้มหาสมุทร ขุนเขาสิเนรุ หรือแผ่นดินใหญ่ยังมีความเปลี่ยนแปลงและถึงคราวพินาศได้ แต่การสิ้นสุดแห่งทุกข์ของผู้ยังถูกอวิชชาและตัณหาผูกไว้ ย่อมไม่เกิดขึ้นตราบเท่าที่ยังไม่เห็นเหตุแห่งทุกข์และไม่คลายความยึดมั่น
หัวใจสำคัญของพระสูตรอยู่ที่อุปมา สุนัขถูกล่ามไว้กับเสา ไม่ว่าจะเดิน ยืน นั่ง หรือนอน ก็ยังอยู่ใกล้เสานั้น เช่นเดียวกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับธรรม ย่อมวนเวียนอยู่กับ ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เพราะเข้าไปยึดถือว่า “นี่เป็นของเรา นี่เป็นเรา นี่เป็นตัวตนของเรา”
การยึดขันธ์ ๕ จึงเปรียบเสมือนการเดินวนอยู่รอบเสา ยิ่งวนก็ยิ่งไม่สามารถออกจากวงจรเดิมได้ และเมื่อยังยึดมั่นในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็ยังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ซึ่งล้วนเป็นรูปแบบต่าง ๆ ของความทุกข์ในชีวิต
ตรงกันข้าม พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นหนทางของ อริยสาวกผู้ได้สดับธรรม ซึ่งไม่พิจารณาขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวตน ไม่ยึดว่าเป็นของเรา หรือเป็นเรา เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่ต้อง “วิ่งวน” อยู่รอบขันธ์ ๕ และนำไปสู่การพ้นจากชาติ ชรา มรณะ และความทุกข์ทั้งหลาย
อีกประเด็นสำคัญในคัททูลสูตร คือการ พิจารณาจิตของตนเนือง ๆ โดยพระพุทธองค์ทรงเตือนว่า จิตที่ถูกครอบงำด้วยราคะ โทสะ และโมหะ ย่อมทำให้ชีวิตเศร้าหมอง ขณะที่จิตผ่องแผ้วย่อมนำไปสู่ความบริสุทธิ์
พระพุทธองค์ยังทรงยก “ภาพนิทรรศการ” และงานของช่างเขียนมาเป็นอุปมา เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า แม้ภาพที่มีสีสันและรายละเอียดมากมายจะดูวิจิตรเพียงใด แต่จิตของมนุษย์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความคิด ความรู้สึก การปรุงแต่ง และการรับรู้ กลับมีความวิจิตรซับซ้อนยิ่งกว่า
หลักธรรมดังกล่าวจึงมิได้เป็นเพียงคำสอนสำหรับการปฏิบัติธรรมในวัดเท่านั้น แต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะในยุคที่มนุษย์ต้องเผชิญกับข้อมูล ข่าวสาร ความขัดแย้ง และแรงกระตุ้นทางอารมณ์จำนวนมาก การรู้เท่าทันจิตและไม่ปล่อยให้ราคะ โทสะ และโมหะเป็นผู้กำหนดความคิดและการกระทำ ย่อมช่วยลดการตอบโต้ด้วยอารมณ์และเปิดพื้นที่ให้เกิดปัญญา
สาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ขันธ์ ๕ ล้วนไม่เที่ยง เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณไม่เที่ยง การเข้าไปยึดมั่นในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอจึงเป็นเหตุสำคัญของความทุกข์
“คัททูลสูตร” จึงเปรียบเสมือนกระจกสะท้อนชีวิตว่า มนุษย์จำนวนไม่น้อยอาจกำลังเดินวนอยู่รอบ “เสา” แห่งความยึดมั่นโดยไม่รู้ตัว ทั้งยึดติดในตัวตน ความคิด ความรู้สึก ทรัพย์สิน สถานะ หรือความเชื่อของตนเอง จนเกิดความขัดแย้งกับผู้อื่นและกับตัวเอง
ทางออกตามหลักพระพุทธศาสนาจึงมิใช่การเอาชนะผู้อื่น แต่คือการกลับมาสำรวจจิตของตนเอง เห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ ลดการยึดมั่น และพัฒนาปัญญาให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง
เมื่อจิตไม่ถูกครอบงำด้วยราคะ โทสะ และโมหะ การคิด การพูด และการกระทำย่อมมีโอกาสเปลี่ยนจากการตอบโต้เป็นความเข้าใจ จากความยึดมั่นเป็นการปล่อยวาง และจากความขัดแย้งไปสู่สันติ
ดังนั้น บทเรียนจากคัททูลสูตรจึงอาจสรุปได้ว่า “การพ้นจากทุกข์ เริ่มต้นจากการรู้ว่าเรากำลังผูกตัวเองไว้กับอะไร และกล้าที่จะคลายเชือกแห่งความยึดมั่นนั้นด้วยปัญญา”
“The Dog on the Post”: Kaddula Sutta Reveals the Path Beyond Suffering Through Understanding the Five Aggregates
The Buddha’s teaching in the Kaddula Sutta uses the image of a dog tied to a post to explain how ignorance and craving keep beings trapped in a cycle of attachment to the five aggregates. The teaching urges people to examine their own minds, recognize impermanence, and release identification with body, feelings, perceptions, formations, and consciousness.
The Kaddula Sutta, presented in the Saṃyutta Nikāya, Khandha-vagga, offers a profound teaching on the causes of continued suffering and the way toward liberation.
The Buddha explains that the beginning and end of saṃsāra cannot be easily discerned for beings who remain covered by ignorance and bound by craving. Such beings continue to wander through existence without reaching the end of suffering.
The central metaphor is that of a dog tied by a rope to a firm post. Wherever the dog goes—whether walking, standing, sitting, or lying down—it remains close to the post.
In the same way, an ordinary person who has not developed wisdom becomes attached to the five aggregates: form, feeling, perception, formations, and consciousness. Such a person sees these aggregates as “mine,” as “I,” or as “my self.”
This identification creates a cycle of continual wandering. The person moves around the same psychological “post,” repeatedly returning to attachment, dissatisfaction, fear, conflict, and suffering.
The Buddha contrasts this with the noble disciple who has heard and understood the Dhamma. Such a person does not regard the five aggregates as self, does not cling to them as possessions, and does not identify them as an enduring identity.
When identification and attachment diminish, the cycle begins to loosen. The individual can move beyond attachment to form, feeling, perception, formations, and consciousness, and consequently move toward freedom from birth, aging, death, sorrow, lamentation, pain, grief, and despair.
The second major theme of the teaching is the continuous examination of the mind. The Buddha emphasizes that beings become defiled through a defiled mind and become purified through a purified mind.
Desire, anger, and delusion can color human experience and influence actions. Therefore, examining the mind is essential to understanding why suffering arises and how it can be reduced.
The Buddha also uses the example of paintings and artists to illustrate the extraordinary complexity of the mind. A painting may contain countless details and colors, yet the mind that creates and interprets such images is even more intricate.
The teaching remains highly relevant to contemporary society. In an age of rapid information, emotional stimulation, social division, and constant comparison, people can easily become attached to opinions, identities, possessions, status, and emotional reactions.
The Kaddula Sutta offers another way: pause, observe the mind, recognize impermanence, and avoid turning temporary experiences into permanent identities.
The five aggregates themselves are impermanent. Form changes. Feelings change. Perceptions change. Mental formations change. Consciousness changes. When people cling to what is constantly changing, suffering naturally follows.
The teaching therefore invites humanity to ask a fundamental question: What is the “post” to which I am tied?
For some, it may be anger. For others, pride, fear, desire, status, ideology, possessions, or the need to be right.
The path to freedom begins when a person recognizes the rope of attachment and gradually loosens it through mindfulness and wisdom.
The Kaddula Sutta thus offers a universal message: Peace does not begin by controlling others. It begins by understanding and transforming one’s own mind.
When craving, anger, and delusion are weakened, thought and action can move from reaction toward understanding, from attachment toward letting go, and from conflict toward peace.
Title: Untie the Rope
Inspired by the Kaddula Sutta
[Verse 1]
We walk in circles around the post,
Bound by a rope we hold so close.
Form and feeling, thoughts inside,
We call them “me,” and nowhere can we hide.
Walking near it, standing near it,
Sitting down, we still remain.
Running farther, running faster,
Still returning to the same.
[Chorus]
Untie the rope, set the heart free,
Let go of “mine,” let go of “me.”
Form and feeling, perception and mind,
All arise and fade in time.
Untie the rope, let wisdom shine,
Release attachment, peace will arise.
When the heart is clear and free,
We can leave the cycle of suffering behind.
[Verse 2]
Every picture begins in the mind,
Every world is shaped inside.
When the mind is filled with anger and desire,
Life becomes a world consumed by fire.
Do not make a passing thought your name,
Do not make a feeling your permanent frame.
When we see that all things change,
Wisdom opens a wider way.
[Chorus]
Untie the rope, set the heart free,
Let go of “mine,” let go of “me.”
Form and feeling, perception and mind,
All arise and fade in time.
Untie the rope, let wisdom shine,
Release attachment, peace will arise.
When the heart is clear and free,
We can leave the cycle of suffering behind.
[Bridge]
We do not need to conquer anyone,
Only the ignorance within.
We do not need to destroy anyone,
Only loosen the knots we cling to.
When desire, anger, and delusion fade,
A peaceful world can begin to be made.
Not somewhere far, not someday soon—
Peace begins within the heart of you.
[Final Chorus]
Untie the rope, let freedom grow,
Release the things we think we own.
Let wisdom guide the human heart,
And peace will have a place to start.
Untie the rope, let the spirit fly,
Release attachment, let suffering die.
When one heart becomes truly free,
A little more peaceful becomes humanity.
[Outro]
The post may still stand where it has always been,
But the rope can be released.
With mindfulness, wisdom, and a peaceful heart,
We walk beyond the circle...
And begin again.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๗. คัททูลสูตรที่ ๑
ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ ด้วยเสาล่ามสุนัข [๒๕๖] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีที่สุดเบื้องต้น เบื้องปลาย รู้ไม่ได้แล้ว ที่สุดเบื้องต้น ย่อมไม่ปรากฏสำหรับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มี ตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่. มหาสมุทรยังมีสมัยเหือดแห้งไม่เป็นมหาสมุทร. แต่เราไม่กล่าวว่าสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่อง เที่ยวไปมาอยู่จะกระทำที่สุดทุกข์ได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุยังมีสมัยที่ถูกไฟไหม้พินาศ ไปมีอยู่ไม่ได้. แต่เรากล่าวไม่ได้ถึงการกระทำที่สุดทุกข์แห่งสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกาง กั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบ ท่องเที่ยวไปมาอยู่. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แผ่นดินใหญ่ยังมีสมัย ที่ถูกไฟไหม้ พินาศไป มีอยู่ไม่ได้. แต่เราไม่กล่าวว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ จะกระทำที่สุดทุกข์ได้. [๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุนัขที่เขาผูกไว้ด้วยเชือก ถูกล่ามไว้ที่หลักหรือเสาอันมั่นคง ย่อมวิ่งวนเวียนหลักหรือเสานั้นเอง แม้ฉันใด. ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ได้ เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในอริยธรรม ไม่ได้รับแนะนำในอริยธรรม ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาด ในสัปปุริสธรรม ไม่ได้รับแนะนำในสัปปุริสธรรม ย่อมตามเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน หรือเห็นตนในรูป ย่อมตามเห็นเวทนา ... เห็นสัญญา ... เห็นสังขาร ... เห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน เห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน หรือเห็นตนในวิญญาณ เขาย่อมแล่น วนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นเอง เมื่อเขาแล่นวนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอยู่ ย่อมไม่พ้นไปจากรูป ไม่พ้นไปจากเวทนา ไม่พ้นไปจากสัญญา ไม่พ้นไป จากสังขาร ไม่พ้นไปจากวิญญาณ ไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่าย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ได้เห็น พระอริยเจ้า ฉลาดในอริยธรรม ได้รับแนะนำดีแล้วในอริยธรรม ได้เห็นสัตบุรุษ ฉลาดใน สัปปุริสธรรม ได้รับแนะนำดีแล้วในสัปปุริสธรรม ย่อมไม่พิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นตน ... ไม่พิจารณาเห็นเวทนา โดยความเป็นตน ... ไม่พิจารณาเห็นสัญญา โดยความเป็นตน ... ไม่พิจารณา เห็นสังขาร โดยความเป็นตน ... ไม่พิจารณาเห็นวิญญาณ โดยความเป็นตน ไม่เห็นตนมีวิญญาณ ไม่เห็นวิญญาณในตน หรือไม่เห็นตนในวิญญาณ อริยสาวกนั้นย่อมไม่แล่นวนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อริยสาวกนั้นเมื่อไม่แล่นวนเวียนรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ย่อมพ้นจากรูป พ้นจากเวทนา พ้นจากสัญญา พ้นจากสังขาร พ้นจากวิญญาณ พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์.๘. คัททูลสูตรที่ ๒ ว่าด้วยอุปมาขันธ์ ๕ ด้วยเสาล่ามสุนัข [๒๕๘] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้ที่สุด เบื้องต้น เบื้องปลายรู้ ไม่ได้แล้ว ที่สุดเบื้องต้น ย่อมไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุนัขที่เขาผูกไว้ด้วยเชือก ถูกล่ามไว้ ที่หลักหรือเสาอันมั่นคง ถ้าแม้มันเดิน มันก็ย่อมเดินใกล้หลักหรือเสานั้นเอง ถ้าแม้มันยืน มันก็ย่อมยืนใกล้หลักหรือเสานั้นเอง ถ้าแม้มันนั่ง มันก็ย่อมนั่งใกล้หลักหรือเสานั้นเอง ถ้าแม้ มันนอน มันก็ย่อมนอนใกล้หลักหรือเสานั้นเอง แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้ สดับ ฉันนั้นเหมือนกันแล ย่อมตามเห็นรูปว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ย่อมตามเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา. ปุถุชนนั้น ถ้าแม้เดิน เขาก็ย่อมเดินใกล้อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั้นเอง ถ้าแม้ยืน เขาก็ย่อมยืน ใกล้อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั้นเอง ถ้าแม้นั่ง เขาก็ย่อมนั่งใกล้อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั้นเอง ถ้าแม้นอน เขาย่อมนอนใกล้อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้นั้นเอง. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น แล เธอทั้งหลาย พึงพิจารณาจิตของตนเนืองๆ ว่า จิตนี้เศร้าหมองแล้วด้วยราคะ โทสะ โมหะ สิ้นกาลนาน.ว่าด้วยความเศร้าหมองและผ่องแผ้วของจิต [๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ย่อมเศร้าหมองเพราะจิตเศร้าหมอง สัตว์ ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ เพราะจิตผ่องแผ้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภาพนิทรรศการนั้น เธอทั้งหลาย เห็นแล้วหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็นแล้วพระเจ้าข้า. พ. ภาพนิทรรศการแม้นั้นแล ช่างเขียนคิดแล้วด้วยจิตนั่นแหละ. จิตนั้นแหละ วิจิตร กว่าภาพนิทรรศการแม้นั้น. เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลาย พึงพิจารณาจิตของตนเนืองๆ ว่า จิตนี้ เศร้าหมองด้วย ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นกาลนาน. สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมอง เพราะจิต เศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ เพราะจิตผ่องแผ้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่พิจารณา เห็นหมู่สัตว์อื่นแม้เพียงหมู่หนึ่ง ซึ่งวิจิตรเหมือนอย่างสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายนี้เลย. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย สัตว์ดิรัจฉานแม้เหล่านี้แล คนคิดด้วยจิตนั่นแหละ. จิตนั่นแหละวิจิตรกว่าสัตว์ ดิรัจฉานแม้เหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงพิจารณาจิตของตนเนืองๆ ว่า จิตนี้ เศร้าหมองแล้วด้วยราคะ โทสะ โมหะ สิ้นกาลนาน. สัตว์ทั้งหลายย่อมเศร้าหมอง เพราะจิต เศร้าหมอง สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ เพราะจิตผ่องแผ้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ช่างย้อมหรือช่าง เขียน เมื่อมีเครื่องย้อมก็ดี ครั่งก็ดี ขมิ้นก็ดี สีเขียวก็ดี สีแดงก็ดี พึงเขียนรูปสตรีหรือรูป บุรุษ มีอวัยวะใหญ่น้อยครบทุกส่วนลงที่แผ่นกระดานเกลี้ยงเกลา หรือที่ฝา หรือที่แผ่นผ้า แม้ ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังรูปนั่น แหละให้เกิด เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังเวทนานั่นแหละให้เกิด เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังสัญญานั่น แหละให้เกิด เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังสังขารนั่นแหละให้เกิด เมื่อจะให้เกิด ย่อมยังวิญญาณ นั่นแหละให้เกิด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่ เที่ยง? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยงพระเจ้าข้า. พ. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับ เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น