วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: นาวาสูตรค่อย ๆ หลุดพ้น


[Verse 1]

อยากให้ใจพ้นทุกข์ในวันนี้
แต่เพียงความอยากนั้นคงไม่พอ
ต้องฝึกสติ ให้ใจรู้จักรอ
มองเห็นความจริงที่เกิดและดับไป

รูปและเวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณเปลี่ยนผ่าน ไม่เที่ยงอยู่เสมอ
รู้ความเกิดขึ้น รู้ความดับไปของเธอ
ปัญญาจะพาใจ ค่อย ๆ คลาย

[Chorus]
ค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ ทำ
ค่อย ๆ นำใจออกจากความหลง
ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องพะวง
เพียงอบรมใจมั่นคงทุกวัน

เหมือนไก่ฟักไข่ด้วยความอดทน
ลูกไก่ย่อมเติบโตจนทำลายเปลือกนั้น
เหมือนด้ามมีดสึกไปทุกคืนวัน
อาสวะก็พลัน ค่อย ๆ จางไป

[Verse 2]
วันนี้อาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง
เมื่อวานก็ยังเหมือนเดิมในบางคราว
แต่อย่าหยุดเดินบนเส้นทางแห่งความเพียรยาว
เพราะทุกก้าวกำลังเปลี่ยนหัวใจ

สติปัฏฐานสี่ ให้รู้กายใจ
สัมมัปปธาน ให้เพียรละชั่วทำดี
อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์มี
มรรคแปดนำวิถี สู่ความหลุดพ้น

[Chorus]
ค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ ทำ
ค่อย ๆ นำใจออกจากความหลง
ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องพะวง
เพียงอบรมใจมั่นคงทุกวัน

เหมือนไก่ฟักไข่ด้วยความอดทน
ลูกไก่ย่อมเติบโตจนทำลายเปลือกนั้น
เหมือนด้ามมีดสึกไปทุกคืนวัน
อาสวะก็พลัน ค่อย ๆ จางไป

[Bridge]
เรือที่ผูกไว้ เมื่อเจอลมและฝน
เชือกย่อมผุกร่อนตามกาลเวลา
กิเลสที่เคยผูกใจเรามานานหนักหนา
เมื่อภาวนา ย่อมค่อย ๆ คลาย

ไม่ต้องถามว่าวันนี้หมดไปเท่าไร
ไม่ต้องวัดหัวใจทุกชั่วขณะ
เพียงเดินต่อไปด้วยสติและปัญญา
วันหนึ่งจะรู้ว่า...สิ่งผูกพันได้สิ้นไป

[Final Chorus]
ค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ ทำ
ค่อย ๆ นำใจสู่แสงแห่งธรรม
จากความหลง สู่ความรู้ที่งดงาม
จากความยึดมั่น สู่ใจที่เป็นอิสระ

ไม่ใช่เพียงอยากพ้นจากทุกข์
แต่สร้างเหตุแห่งสุขด้วยความเพียร
อบรมจิตทุกวันให้มั่นคงและแนบเนียน
จนเส้นทางแห่งการเวียน...สิ้นสุดลง

[Outro]
ค่อย ๆ รู้ ค่อย ๆ เห็น
ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ เปลี่ยน
ภาวนาวันนี้...เพื่อวันพรุ่งนี้ที่พ้นทุกข์
และหัวใจที่เป็นอิสระ

“นาวาสูตร” ชี้ทางดับอาสวะ ต้องรู้เห็นเกิด–ดับและลงมือภาวนา เปรียบแม่ไก่ฟักไข่–ช่างไม้จับด้ามมีด–เรือถูกพรวนรัด

พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า อาสวะจะสิ้นไปได้ด้วยการ “รู้และเห็น” ตามความเป็นจริง พร้อมเน้นการอบรมภาวนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านหลักสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรคมีองค์ ๘ เปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนแม่ไก่ฟักไข่และด้ามมีดที่ค่อย ๆ สึก จนในที่สุดเครื่องผูกพันทางจิตสงบและหมดไป

หลักธรรมจาก นาวาสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เป็นคำสอนสำคัญเกี่ยวกับ “ความสิ้นไปแห่งอาสวะ” โดยพระพุทธองค์ทรงเน้นว่า ความสิ้นไปของอาสวะไม่ได้เกิดจากความปรารถนาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้เห็นตามความเป็นจริงและการฝึกอบรมจิตอย่างต่อเนื่อง

พระพุทธองค์ตรัสว่า พระองค์ทรงกล่าวถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะของผู้ รู้และเห็น แต่ไม่ได้กล่าวถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะของผู้ไม่รู้ไม่เห็น โดยการรู้เห็นที่นำไปสู่ความสิ้นอาสวะ คือการเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ตามความเป็นจริง ทั้งในด้านความเกิดขึ้นและความดับไป

สาระสำคัญจึงอยู่ที่การมองเห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ ๕ ไม่ใช่เพียงการรับรู้ด้วยความคิด แต่เป็นการรู้เห็นที่เกิดจากการพิจารณาและปฏิบัติจริง จนเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและนำไปสู่การคลายความยึดมั่น

พระพุทธองค์ยังทรงย้ำว่า หากภิกษุไม่ประกอบ ภาวนานุโยค แม้จะปรารถนาว่า “ขอจิตของเราจงพ้นจากอาสวะ” แต่ความปรารถนาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้จิตหลุดพ้นได้ เพราะยังขาดการอบรมธรรมที่เป็นเหตุแห่งความหลุดพ้น

หลักการอบรมดังกล่าวประกอบด้วย สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นแนวทางพัฒนาสติ สมาธิ ความเพียร และปัญญาอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน พระพุทธองค์ทรงยก อุปมาแม่ไก่ฟักไข่ หากแม่ไก่ไม่นอนทับ ไม่กก และไม่ฟักไข่อย่างดี แม้จะปรารถนาให้ลูกไก่ออกมาอย่างปลอดภัย ลูกไก่ก็ไม่สามารถทำลายเปลือกไข่ออกมาได้

แต่หากแม่ไก่นอนทับ กก และฟักไข่อย่างดี แม้แม่ไก่ไม่ได้ปรารถนาซ้ำ ๆ ว่าลูกไก่จะออกมาอย่างไร ลูกไก่ก็สามารถเจาะเปลือกและออกมาได้ตามธรรมชาติ

อุปมานี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การปฏิบัติที่ถูกต้องและต่อเนื่องมีความสำคัญกว่าความปรารถนาเพียงอย่างเดียว เมื่อเหตุได้รับการอบรมอย่างเหมาะสม ผลย่อมค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

อีกอุปมาหนึ่งคือ ด้ามมีดของนายช่างไม้ ซึ่งเมื่อใช้งานเป็นเวลานานจะปรากฏรอยนิ้วมือและเกิดการสึกหรอ แต่นายช่างไม่สามารถบอกได้ว่า วันนี้สึกไปเท่าใด เมื่อวานสึกไปเท่าใด หรือวันก่อนสึกไปเท่าใด เขารู้เพียงว่า “มันสึกไปแล้ว”

เช่นเดียวกับผู้ปฏิบัติธรรมที่เจริญภาวนาอย่างต่อเนื่อง อาจไม่รู้ว่าอาสวะในจิตลดลงเท่าใดในแต่ละวัน แต่เมื่อการอบรมดำเนินไปอย่างถูกต้อง ความเปลี่ยนแปลงภายในย่อมค่อย ๆ เกิดขึ้น และเมื่ออาสวะสิ้นไปก็ย่อมรู้ได้ว่า “สิ้นไปแล้ว”

พระพุทธองค์ยังทรงเปรียบเทียบกับ เรือที่ถูกพรวนผูกไว้และจมอยู่ในน้ำเป็นเวลานาน เมื่อถูกนำขึ้นจากน้ำแล้ว ต้องเผชิญลม แดด และฝน พรวนที่ผูกเรือไว้ย่อมผุและเปื่อยไปได้โดยไม่ยาก

อุปมานี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อภิกษุประกอบภาวนานุโยคอย่างต่อเนื่อง สังโยชน์ทั้งหลายย่อมสงบและค่อย ๆ หมดไป เช่นเดียวกับวัสดุที่ถูกธรรมชาติทำให้ผุกร่อนตามกาลเวลา

ในบริบทสังคมร่วมสมัย หลักธรรมจากนาวาสูตรสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการพัฒนาจิตใจ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการตั้งความปรารถนาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนซ้ำ ๆ อย่างมีสติและต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นการลดความโกรธ การลดความโลภ การปล่อยวางความยึดมั่น หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ล้วนต้องอาศัย “การอบรม” เช่นเดียวกับแม่ไก่ที่ฟักไข่ และช่างไม้ที่ใช้ด้ามมีดอย่างต่อเนื่อง

นาวาสูตรจึงส่งสารสำคัญว่า อย่ารอให้จิตเปลี่ยนเพียงเพราะเราอยากให้เปลี่ยน แต่จงสร้างเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วยการฝึกสติ ความเพียร สมาธิ และปัญญา

เมื่อบุคคลรู้เห็นความเกิดและความดับของสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง พร้อมทั้งอบรมมรรคปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ความยึดมั่นย่อมค่อย ๆ คลาย อาสวะย่อมค่อย ๆ สิ้น และจิตย่อมก้าวไปสู่ความเป็นอิสระ

“ความหลุดพ้นไม่ใช่ผลของความปรารถนาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลของเหตุที่ได้รับการอบรมอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง” คือหัวใจสำคัญของนาวาสูตรที่สามารถนำมาเป็นแนวทางสร้างทั้งสันติภายในและสันติภาพในสังคมได้

“Nava Sutta” Teaches the End of Mental Defilements Through Insight and Continuous Practice

The Buddha teaches that the destruction of the mental defilements, or āsavas, comes through knowing and seeing reality clearly, supported by continuous cultivation. Through the images of a hen incubating eggs, a carpenter wearing down a knife handle, and a boat’s bindings gradually decaying, the Nava Sutta illustrates how spiritual transformation develops through sustained practice rather than mere wishful thinking.

The Nava Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha-vagga, presents an important teaching on the conditions that lead to the ending of the āsavas, the mental influences and tendencies that keep beings bound to suffering.

The Buddha declares that the ending of the āsavas is possible for one who knows and sees, not for one who does not know and does not see.

What must be known and seen? The practitioner must understand the five aggregates—form, feeling, perception, mental formations, and consciousness—as they actually are, including their arising and passing away.

This teaching places emphasis on direct understanding of impermanence. It is not merely an intellectual belief that things change. Rather, it is a way of seeing that develops through mindful observation and sustained practice.

The Buddha then explains that simply wishing for liberation is not enough.

A monk may think, “May my mind be liberated from the āsavas through non-clinging.” Yet if he does not cultivate the path, the mind will not become liberated merely because of that wish.

The necessary training includes the Four Foundations of Mindfulness, Four Right Efforts, Four Bases of Spiritual Power, Five Faculties, Five Powers, Seven Factors of Awakening, and the Noble Eightfold Path.

The Buddha illustrates this principle through the example of a hen and her eggs.

If a hen does not properly sit upon, warm, and incubate her eggs, merely wishing that her chicks will safely break through the shells will not make it happen.

But when the hen properly incubates the eggs, the chicks eventually become strong enough to break through their shells and emerge safely—even without the hen repeatedly wishing for the result.

The message is clear: right conditions and sustained practice are more powerful than desire alone.

Another striking analogy concerns a carpenter’s knife handle.

A carpenter may see fingerprints and signs of wear on the handle, yet he cannot say exactly how much the handle wore away today, yesterday, or the day before. He simply knows that it has gradually worn down.

In the same way, a practitioner who continuously cultivates meditation may not know exactly how much the āsavas have diminished from one day to another. Yet through consistent practice, inner transformation gradually takes place. When the āsavas have finally ended, the practitioner knows that they have ended.

The Buddha also compares the process to a boat whose bindings have been exposed to the elements. After being submerged and later brought onto land, the bindings are exposed to wind, sunlight, and rain. Over time, they become weakened, rotten, and eventually fall apart.

Likewise, when a practitioner remains devoted to cultivation, the fetters gradually become calm and disappear.

The teaching has profound relevance for modern life. People often want immediate transformation—less anger, less anxiety, less attachment, better relationships, and greater inner peace. Yet wanting change is only the beginning.

Real transformation requires repeated cultivation.

Mindfulness must be practiced. Wisdom must be developed. Right effort must be strengthened. The mind must repeatedly learn to see experience without clinging.

The Nava Sutta therefore offers a practical message: Do not merely wish for the mind to change. Cultivate the conditions that make change possible.

Just as a chick emerges because the conditions for development have been properly established, and a knife handle wears away through continuous use, mental defilements can gradually weaken through sustained practice.

The deeper lesson is that liberation is not produced by desire alone. It arises through causes and conditions cultivated with wisdom, mindfulness, effort, concentration, and understanding.

As insight into the arising and passing away of the five aggregates becomes clearer, attachment gradually weakens. As attachment weakens, the āsavas diminish. And as the āsavas cease, the mind moves toward genuine freedom.

The path to liberation is not simply the wish to be free. It is the patient cultivation of the causes that make freedom possible.

Title: Step by Step to Freedom
Inspired by the Nava Sutta

[Verse 1]
I wish to free my heart today,
But wishing alone cannot clear the way.
I need mindfulness, I need to see
What arises and fades within me.

Form and feeling, perception and mind,
Consciousness changing all the time.
Seeing their arising, seeing them cease,
Wisdom slowly brings the heart to peace.

[Chorus]
Step by step, day by day,
Cultivate the mind and walk the way.
No need to hurry, no need to force,
Just keep walking with a steady heart.

Like a hen that warms the eggs with care,
The chicks grow strong beneath her there.
Like a knife handle wearing away,
Defilements slowly fade each day.

[Verse 2]
Today I may not see the change,
Tomorrow may still look the same.
But every moment of mindful practice
Quietly transforms the heart within.

Four Foundations of Mindfulness guide,
Four Right Efforts strengthen the stride.
Spiritual Powers, Faculties, and Powers,
Awakening Factors through all the hours.

The Noble Eightfold Path shines bright,
Leading the heart from darkness to light.

[Chorus]
Step by step, day by day,
Cultivate the mind and walk the way.
No need to hurry, no need to force,
Just keep walking with a steady heart.

Like a hen that warms the eggs with care,
The chicks grow strong beneath her there.
Like a knife handle wearing away,
Defilements slowly fade each day.

[Bridge]
A boat tied down beneath the sea,
Its bindings weaken gradually.
Wind and sunlight, rain and time,
Wear away the ropes that bind.

We do not need to measure every day
How much of our defilements has faded away.
Just practice, breathe, observe, and know—
One day the chains will let us go.

[Final Chorus]
Step by step, day by day,
Let wisdom guide us on the way.
From confusion into understanding,
From attachment into letting go.

Freedom is more than wishing to be free,
It grows from practice patiently.
Cultivate the causes, let wisdom arise,
Until the heart is free beneath the skies.

[Outro]
Know and see, breathe and be,
Practice until the heart is free.
One step today, one step tomorrow—
Until the end of suffering...
And the dawn of freedom.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป] 

๙. นาวาสูตร

ว่าด้วยการสิ้นและไม่สิ้นไปแห่งอาสวะ
[๒๖๐] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะของผู้ รู้อยู่ เห็นอยู่ เราไม่กล่าวความสิ้นไปแห่งอาสวะของผู้ไม่รู้ ไม่เห็น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อ บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่อย่างไร จึงมีความสิ้นแห่งอาสวะ. เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า รูปดังนี้ ความ เกิดขึ้นแห่งรูปดังนี้ ความดับแห่งรูปดังนี้ เวทนาดังนี้ ... สัญญาดังนี้ ... สังขารดังนี้ ... วิญญาณ ดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้ จึงมีความสิ้นไปแห่งอาสวะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงมีความสิ้นไปแห่งอาสวะ. [๒๖๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่ประกอบภาวนานุโยคอยู่ จะพึงเกิดความ ปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ขอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น จิตของเธอย่อมไม่พ้นไปจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้เลย. ข้อนั้นเพราะเหตุไร ข้อ นั้นพึงกล่าวได้ว่า เพราะเธอไม่อบรม เพราะไม่อบรมอะไร เพราะไม่อบรมสติปัฏฐาน ๔ เพราะ ไม่อบรมสัมมัปปธาน ๔ เพราะไม่อบรมอิทธิบาท ๔ เพราะไม่อบรมอินทรีย์ ๕ เพราะไม่อบรม พละ ๕ เพราะไม่อบรมโพชฌงค์ ๗ เพราะไม่อบรมอริยมรรคมีองค์ ๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไข่ไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้นพึงเป็นของอันแม่ไก่ไม่นอนทับด้วยดี ไม่กกด้วยดี ไม่ฟักด้วยดี แม่ไก่นั้นถึงจะเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ขอลูกของเราพึงทำลายเปลือก ไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจะงอยปากออกมาโดยความสวัสดี ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ลูกไก่ เหล่านั้นก็ไม่สามารถจะทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจะงอยปาก ออกมาโดยความ สวัสดีได้. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ทั้งนี้เพราะไข่ไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟองนั้น อันแม่ไก่ไม่ นอนทับด้วยดี ไม่กกด้วยดี ไม่ฟักด้วยดี แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่ประกอบ ภาวนานุโยคอยู่ ฉันนั้นเหมือนกันแล ถึงจะเกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ขอจิต ของเราพึงพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ดังนี้ก็จริง ถึงอย่างนั้น จิตของเธอย่อมไม่พ้นไปจาก อาสวะเพราะไม่ถือมั่นได้เลย. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ข้อนั้นพึงกล่าวได้ว่า เพราะเธอไม่อบรม เพราะเธอไม่อบรมอะไร เพราะไม่อบรมสติปัฏฐาน ๔ เพราะไม่อบรมสัมมัปปธาน ๔ เพราะไม่ อบรมอิทธิบาท ๔ เพราะไม่อบรมอินทรีย์ ๕ เพราะไม่อบรมพละ ๕ เพราะไม่อบรมโพชฌงค์ ๗ เพราะไม่อบรมอริยมรรคมีองค์ ๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบภาวนานุโยคอยู่ ถึงจะไม่ เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ขอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้ก็จริง อยู่ ถึงอย่างนั้น จิตย่อมพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ข้อนั้นพึงกล่าว ได้ว่า เพราะเธออบรม เพราะอบรมอะไร เพราะอบรมสติปัฏฐาน ๔ เพราะอบรมสัมมัปปธาน ๔ เพราะอบรมอิทธิบาท ๔ เพราะอบรมอินทรีย์ ๕ เพราะอบรมพละ ๕ เพราะอบรมโพชฌงค์ ๗ เพราะอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไข่ไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่ เหล่านั้นอันแม่ไก่นอนทับด้วยดี กกด้วยดี ฟักด้วยดี แม่ไก่นั้นถึงจะไม่เกิดความปรารถนาอย่าง นี้ว่า ไฉนหนอ ขอลูกของเราพึงทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจะงอยปาก ออกมา โดยสวัสดีดังนี้ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น ลูกไก่เหล่านั้นสามารถทำลายเปลือกไข่ด้วยปลายเล็บเท้าหรือ ด้วยจะงอยปาก ออกมาโดยสวัสดี. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ทั้งนี้ เพราะไข่ไก่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟองนั้น อันแม่ไก่นอนทับด้วยดี กกด้วยดี ฟักด้วยดี แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบภาวนานุโยคอยู่ ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ถึงจะไม่เกิดความปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ขอจิตของเราพึงพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ดังนี้ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น จิตของเธอ ย่อมพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร ข้อนั้นพึงกล่าวได้ว่า เพราะว่าเธอ อบรม เพราะอบรมอะไร เพราะอบรมสติปัฏฐาน ๔ เพราะอบรมสัมมัปปธาน ๔ เพราะอบรม อิทธิบาท ๔ เพราะอบรมอินทรีย์ ๕ เพราะอบรมพละ ๕ เพราะอบรมโพชฌงค์ ๗ เพราะอบรม อริยมรรคมีองค์ ๘. [๒๖๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย รอยนิ้วมือย่อมปรากฏ หรือรอยนิ้วหัวแม่มือย่อมปรากฏที่ด้ามมีด ของนายช่างไม้ หรือลูกมือของนายช่างไม้ แต่นายช่างไม้หรือลูกมือของนายช่างไม้นั้น หารู้ไม่ว่า วันนี้ด้ามมีดของเราสึกไปประมาณเท่านี้ วานนี้สึกไปประมาณเท่านี้ วันก่อนๆ สึกไปประมาณเท่านี้ นายช่างไม้หรือลูกมือของนายช่างไม้นั้น มีความรู้แต่ว่า สึกไปแล้ว โดยแท้แล แม้ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบภาวนานุโยคอยู่ หารู้ไม่ว่า วันนี้อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ประมาณเท่านี้ วานนี้สิ้นไปแล้วประมาณเท่านี้ หรือวันก่อนๆ สิ้นไปแล้วประมาณเท่านี้ก็จริง ถึงอย่างไรนั้น เมื่ออาสวะสิ้นไปแล้ว เธอก็มีความรู้แต่ว่าสิ้นไปแล้วๆ ฉันนั้นเหมือนกันแล. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรือที่ เขาผูกด้วยพรวน แล่นไปในสมุทร จมลงในน้ำสิ้น ๖ เดือน โดยเหมันตสมัย เขาเข็นขึ้นบก พรวนเหล่านั้น ถูกลมและแดดกระทบแล้ว ถูกฝนตกรดแล้วย่อมผุ และเปื่อย โดยไม่ยากเลย ฉันนั้นเหมือนกันแล. ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุประกอบภาวนานุโยคอยู่ สังโยชน์ทั้งหลายจึงสงบหมดไปโดยไม่ยากเลย.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: อันตสูตรดับตัณหาสู่สันติ

  เพลง: อันตสูตรดับตัณหาสู่สันติ [Verse 1] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณผ่าน เข้ามาแล้วก็ไป เมื่อยึดเป็นเรา เมื่อยึดเป็นใคร ความทุกข์ในใจ ก็...