วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562

'อนาคตใหม่'เสนอ 4 ฉันทามติ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

    

'อนาคตใหม่'เสนอ 4 ฉันทามติ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 'ธนาธร' ชูปลุกจิตวิญญาณธงเขียว - หยุดระเบิดเวลา 'รัฐธรรมนูญ 60' เชื่อเป็นไปได้ 

เมื่อวัน 4 สิงหาคม 2562 ที่พุทธสถาน จ.เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรม "จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหนที่เราอยากอยู่ร่วมกัน" โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่นายกษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินรายการโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โดยมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก 

นายโคทมกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์วิกฤตความขัดแย้งวันนี้ เราจะสามารถหาจุดพูดคุยกันได้หรือไม่ ตนยอมรับว่ายาก แต่อย่างไรก็ต้องพยายาม ตนดีใจที่คนหนุ่มสาวได้เชิญให้มาร่วมอีกครั้ง พรรคอนาคตใหม่ชูคบไฟการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาใหม่ที่มาจากมติร่วมกัน พร้อมยินดีสนับสนุน เพราะการขับเคลื่อนครั้งนี้จะเป็นการพูดคุยกันที่กว้างขวางที่สุด รวมพรรคการเมืองอื่นๆ มากที่สุด ภาคประชาชนมากที่สุด เพื่อให้เกิดข้อตกลงใหม่ และเป็นความเห็นพ้องของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะความขัดแย้งหรือวิกฤตแบบสุดขั้วอย่างนี้ สิ่งที่ได้คือความบอบช้ำ ซึ่งตนเรียกว่า "กับดัก" ได้แก่ 1.กับดักทางเศรษฐกิจ ที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบพูดว่าเราจะขับเคลื่อนผ่านกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งไม่เคยพ้นสักที ดังนั้น ต้องระดมทรัพยากรจากชนทุกชั้นมาขับเคลื่อนร่วมกัน แต่ก่อนอื่นก็ต้องแก้กติกาก็คือรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการปกครองประชาชนทุกชนชั้นด้วย 2.กับดักทางการเมือง เช่น ส.ว.แต่งตั้งมาจากพรรคพวกใคร การตัดสินใจไม่ได้เป็นตัวแทนปวงชนไทยแน่นอน ไม่กว้าง ขาดคุณภาพ และติดความคิดรูปแบบราชการ ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ นี่คือกับดักการเมือง

นายโคทมกล่าวอีกว่า แนวคิดผู้มีอำนาจแบบนี้เป็นความสุดโต่ง เราได้ยินข้อวิจารณ์จากคนกลุ่มนี้ว่า พรรคอนาคตใหม่คิดอะไรแบบดุเดือด ทั้งที่ความจริงแล้ว ตนคิดว่าคนมีอำนาจนั้นต่างหากที่มีความคิดสุดโต่ง เขารวมศูนย์อำนาจ ไม่กระจายอำนาจเลย หรือบอกว่าจะส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีองค์กรมหาชนคิดเรื่องนวัตกรรมที่คิดเป็นเรื่องดี แต่เป็นสิ่งที่ไปสนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม มีเสียงจากประชาชนที่เขาอยากเห็น สิ่งที่ประชาชนอยากสนับสนุนอะไร เขาได้ตอบคำถามแล้วผ่านการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกกลุ่มอำมาตย์ผู้มีลาภยศไม่เอาด้วยและทำลายไป ขณะเดียวกัน ประชาชนก็มีความพยายามอีก แต่คราวนี้ก็กลุ่มอำมาตย์ผู้มีลาภยศก็ค้นพบรัฐธรรมนูญปี 60 ผ่านฝีมือเนติบริกร ตนคิดว่านี่เป็นปัญหา และเป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็น

"สำหรับตนเอง สิ่งที่อยากจะเห็น จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ถ้าจะให้เป็นคำตอบต้องเป็นกติกาที่เป็นธรรม และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ต้องมีความงดงามทั้งในการเริ่มต้น ทั้งในท่ามกลาง และในตอนปลาย หมายความว่า ก่อนอื่นเราต้องคิดกว้างๆ อยากเห็นอำนาจรัฐมาจากมนุษย์ไม่ใช่มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์มีความดีพื้นฐานอยู่ในตัว ถ้าพัฒนามนุษย์จะสามารถตัดสินใจได้เพื่อประโยชน์พี่น้องทุกคน เราควรเดินทางสายกลาง มีความพอดี ไม่ต้องเขียนไว้สารพัด ผมคาดหวังรัฐธรรมนูญจะช่วยปลูกฝังประชาธิปไตยที่มีปัญญาญาณ ประชาธิปไตยที่ช่วยกันสร้างสังคมเกื้อกูลอยู่กันฉันพี่น้อง อยากเห็นรัฐธรรมนูญส่งเสริมความคิดใหม่ๆ การแข่งขันเสรีที่ไม่เอารัฐเอาเปรียบกัน อาจต้องเริ่มช้าหน่อย ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปไม่ต้องใจร้อน อาจมีคณะกรรมการอิสระทำหน้าที่เริ่มต้น โดยการพูดคุยหากติกาที่เป็นธรรม รับกันได้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่เป็นหน้าที่เราที่สื่อสาร รณรงค์ให้คนเห็นว่าเราอยากมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นกติกาที่เป็นธรรม เป็นกติกาที่จะเปิดประตูให้กับประเทศ" นายโคทมกล่าว 

สำหรับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ นายสมชัยกล่าวว่าตอนนี้มีคนพูดกันมากกว่า ควรไปแก้ปัญหาปากท้องก่อนไม่ดีกว่าหรือ แม้แต่นักการเมืองเองที่เคยชูเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง ก็มาพูดทำนองนี้ หรือพวกฝ่ายตรงข้ามพรรคอนาคตใหม่ก็พูดอย่างนี้ ซึ่งตนอยากบอกว่า ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ปัญหาปากท้องแก้ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญช่วยให้เกิดระบบการเมืองที่จะไปแก้ปัญหาประชาชน ถ้ารัฐธรรมนูญไม่สร้างระบบการเมืองที่อยู่ในความไว้วางใจ แต่เอื้อประโยชน์ให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คำถามคือ แล้วจะช่วยให้เรากินดีอยู่ดีได้อย่างไร รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับปากท้องอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบให้ได้มาซึ่งฝ่ายการเมืองที่มีความรู้ มีความสามารถ นำพาประเทศชาติ แก้ไขปัญหาประเทศชาติ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญเอื้อคนกลุ่มหนึ่ง ชาตินี้ก็คงกินมาม่าต่อไป สำหรับตน มองว่ารัฐธรมนูญต้องออกแบบให้มีการกำกับตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ ตรวจสอบถ่วงดุลได้โดยรัฐสภา โดยองค์กรอิสระ และโดยประชาชน ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ซึ่งร่างมาโดยพื้นฐาน 3 อย่างคือ 1.ความกลัว 2.ความอยาก และ 3.ความเขลา นั่นคือ กลัวพรรคการเมืองหนึ่งจะชนะเลือกตั้ง อยากที่จะให้ตัวเองอยู่ในอำนาจต่อไป เลยสร้างกลไกต่างๆมากมาย และความเขลา หรืออวิชชาและความไม่รู้ต่างๆ 

"สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นสำหรับรัฐธรรมนูญใหม่ 1.เป็นกติกาที่ต้องสร้างความเป็นธรรมให้กับคนทุกฝ่ายในสังคม ไม่ใช่ให้ใครฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ กฎเกณฑ์เป็นธรรมเกิดขึ้น ความขัดแย้งจะน้อยลง 2.ต้องสร้างกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี ทั้ง รัฐสภา การกำกับดูแลข้าราชการประจำ เกิดการบริหารราชการบ้านเมืองที่มีประสิทธิภาพ การเมืองมีสเถียรภาพ 3. มีกลไกในการกำกับตรวจสอบถ่วงดุล คนจะเก่ง ดี อย่างไรก็ต้องมีกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุล เพราะการมองเรื่องหนึ่งจากหลายมุม จะช่วยกันให้เกิดผลที่สมบูรณ์ อย่าเชื่อว่าคนดี คนเก่งถูกทุกอย่าง และ 4. ต้องเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งทั้ง 3 อย่างที่พูดมาเป็นจริง" นายสมชัยกล่าว


นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวปฐากถาปิดท้ายในหัวข้อ "การแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมการเมืองไทย" โดยระบุว่า สำหรับคนที่มาอยู่ร่วมกันที่นี่ ขอเริ่มต้นกับคำถามที่ว่า คุณพอใจกับความขัดแย้ง 13 ปีหรือเปล่า พอใจกับเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญ 60 หรือไม่ ซึ่งถ้าคำตอบคือไม่ นั่นคือเราเห็นตรงกัน เห็นเหมือนกันกับกับประชาชนอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ นี่คือเหตุผลที่เรามารวมกัน เพื่อแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมการเมืองไทย โดยเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า สังคมแบบไหนที่เราอยากเห็นร่วมกัน วันนี้ เราเปิดตัวรณรงค์และหวังว่าจะกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค และหวังว่าจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน รัฐธรรมนูญ หรือข้อตกลงใหม่ที่เราคิดว่าจะสร้างให้อย่างยั่งยืน เราคิดว่า 

1.ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร เพราะไทยมีประวัติศาสตร์ มีมรดกสังคม วิถีชีวิตต่างจากประเทศอื่นๆ จะเอาจากประเทศอื่นมาใช้ทั้งดุ้นคงทำไม่ได้

2.ต้องเกิดขึ้นจากความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคม

3. ประชาชนทุกชนชั้น ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างข้อตกลงใหม่นี้ร่วมกัน และ

4. ตั้งอยู่บนบนเรียนและประสบการณ์ที่เป็นจริงของสังคมไทย

นายธนาธร กล่าวว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องแสวงหาฉันทามติร่วมกัน เราเคยทำและทำสำเร็จมาแล้วในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่กว่าจะผ่านได้ นักการเมือง ข้าราชการ กลไกรัฐเก่าๆ ไม่อยากผ่าน ไม่อยากปฏิรูป องค์กรตุลาการก็คัดค้าน แต่ท้ายที่สุดรัฐสภาก็ต้องยกมือผ่านเพราะฝ่ากระแสความต้องการของประชาชนไม่ไหว มติประชาชนมีพลังเกินกว่าที่เขาจะทัดทานได้ นั่นคือสิ่งที่เคยทำสำเร็จ  และครั้งนี้ก็ขอให้เราเชื่อว่าความเป็นไปได้มีอยู่ เราจะทำงานร่วมกัน เราจะผลักดันความเป็นไปได้นั้นให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้ ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปที่ฉันทามติ ตอนรัฐธรรมนูญปี 40 เกิดขึ้น อยู่ภายใต้ประสบการณ์และความต้องการร่วมกันของสังคม 5 ชุด คือ 

1.พอแล้วกับประชาธิปไตยครึ่งใหม่ สังคมไทยต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ วุฒิสภา และ สภาผู้แทนราษฎรต้องมาจากการเลือกตั้ง

2.ต้องการการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ 

3.สังคมไทยต้องการให้กองทัพกลับเข้าสู่กรมกอง ต้องไม่มีรัฐประหารอีก และต้องมีการปฏิรูปกองทัพให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง 

4.สังคมไทยต้องการการเมืองที่มีประสิทธิภาพ การปฏิรูปการเมืองในยุคโลกกาภิวัฒน์ การเมืองที่พาประเทศไทยต่อกรกับคลื่นโลกาภิวัฒน์ได้ และ

5. ภาคประชาสังคมเติบโตได้ สังคมไทยต้องการการประกันสิทธิเสรีภาพ 

"ฉันทามติ 5 ข้อนี้ ทำให้เกิดการสร้างกระแสรัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว  ซึ่งถ้าจะสรุปหลักใหญ่ใจความ 3 ข้อ คือ "ปิดทุจริต เปิดประสิทธิภาพ ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน" เกิดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ที่รวมอำนาจและความชอบธรรมในการใช้อำนาจมาอยู่ที่รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งแรก เราได้เห็นการแข่งขันแย่งชิงเสียงประชาชนผ่านนโยบาย และหลังเลือกตั้งเราก็ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และสามารถส่งมอบนโยบายที่เคยใช้หาเสียงได้จริง แต่ทว่า ก็ถูกหลายฝ่ายมองว่าไม่สนใจเสียงข้างน้อย แทรกแซงองค์กรอิสระ ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อน จากการถูกมองอย่างนั้นก็นำมาสู่รัฐประหาร 2549  ที่เกิดการดึงอำนาจที่รวมอยู่รัฐบาลประชาชนไปสู่อำนาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และจากปี 2549-2562 รวมระยะเวลา 13 ปี เป็นทศวรรษแห่งความสูญเสีย เกิดบาดแผลร้าวลึก ยากเกินเยียวยา 13 ปีนี้ มีรัฐประหาร 2 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ มีรัฐบาล 8 ชุด ประชาชนแบ่งฝักฝ่าย ขั้วทัศนคติขัดแย้งกระจายไปในทุกสังคม ทั้งในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในตลาด ในครอบครัว และที่สำคัญมีคนตายมากกว่า 130 ชีวิต คนบาดเจ็บนับพันจากคนทุกสีเสื้อ รวมถึงที่ไม่ได้อยู่สีเสื้อไหน" ธนาธรกล่าว

ธนาธร กล่าวว่า 13 ปีที่ผ่านมา  ประชาชนหลายฝ่ายตั้งคำถาม ถึงมาตรฐาการทำงานองค์กรตุลากรว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน ใช้ได้หรือไม่ ประชาชนสงสัย ตั้งคำถามด้านเศรษฐกิจว่าเรากำลังเติบโตอย่างถดถอยเมื่อเที่ยบกับประเทศเพื่อนบ้าน งบประมาณไม่ได้ถูกเอาไปลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เป็นการลงทุนเพื่อแข่งขันสร้างคะแนนนิยม ประชาชนตั้งคำถามการศึกษาตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย

และนั่นนำมาสู่สิ่งที่เราได้รับมาในปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ที่เราเชื่อว่าคือระเบิดเวลา คือกลไกที่จะทำให้ความขัดแย้งตึงเครียดขึ้นและรอระเบิดออกมา ดังนั้น เราต้องหยุดก่อนที่จะระเบิดขึ้น

รัฐธรรมนูญ 2560 คือ การทำให้รัฐประหารซึ่งควรเป็นองค์กรที่มีระยะชั่วคราวกลายเป็นองค์กรถาวร คือการเอารัฐประหารใส่ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ถูกกฎหมาย และรัฐประหารอยู่กับเราในรัฐธรรมนูญ ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อยู่เหนืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อยู่เหนือพี่น้องประชาชน ซึ่งที่ได้ประโยชน์จากภาวะแบบนี้ ไม่ใช่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่นอน 13 ปีที่ผ่านมา คนที่ต้องจ่ายต้นทุนความขัดแย้งคือประชาชน โดยจ่ายในนามความเหลื่อมล้ำ ความล้าหลังของประเทศที่ไม่ได้พัฒนา  

"เราไม่อาจปล่อยประเทศอย่างนี้ได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกฝั่งฝ่ายแม้ความคิดเห็นต่างทางการเมือง แต่อย่างน้อยที่สุดน่ามีความเห็นร่วมกันได้ในหลายเรื่อง เราเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ในสังคมไทย ผมไม่ได้เสนอให้ลืมความขัดแย้ง ไม่ได้เสนอให้เราคิดเหมือนกัน แต่เราต้องหาระบอบการเมืองที่ให้คนที่คิดต่างอยู่กันได้อย่างสันติ อยู่ได้โดยไม่ต้องหลงลืมความขัดแย้ง ซึ่งพรรคอนาคตใหม่เห็นว่า 4 ฉันทามติใหม่ของระบอบประชาธิปไตย มีกรอบใหญ่ๆ คือ  

1.ประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

2.พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ มีพระราชฐานะอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง

3.มีระบบรัฐสภาที่แสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ 

และ 4.มีนิติรัฐ สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับความคุ้มครอง มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งการแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่นี้ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดทางเดียวที่เหลือก่อนที่ระเบิดเวลาลูกนั้นจะระเบิด เป็นทางรอดทางเดียวที่เหลืออยู่ของสังคมไทยในเวลานี้" ธนาธรกล่าว 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายธนาธร พร้อมด้วย ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ กว่า 40 คน ร่วมเดินรณรงค์แจกโบรชัวร์ “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน”โดย เริ่มต้นเดินจากบริเวณประตูท่าแพ ผ่านถนนคนเดิน และสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เปิดวิสัยทัศน์ "Thailand Vision 2035" ถอดรหัสยุทธศาสตร์ "ยศชนัน" ชูสร้างรายได้สูงด้วยตำแหน่งสูงสุด

การเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังถูกจับตามองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ท่ามกลางบริบทวิกฤตซ้อนวิกฤต หรือที่นักวิชาการเรียก...