วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เพลง: อัสสาทสูตรเห็นคุณเห็นโทษเห็นทางพ้น (The Path Beyond Attachment)

 

เพลง:  อัสสาทสูตรเห็นคุณเห็นโทษเห็นทางพ้น (The Path Beyond Attachment)

[Verse 1]
โลกมีด้านงาม ให้ใจได้ชื่นชม
โลกมีด้านขม ให้เรียนรู้ความจริง
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทุกสิ่ง
ล้วนแปรเปลี่ยนไป ไม่เคยหยุดนิ่ง

[Pre-Chorus]
เห็นคุณ...แต่ไม่หลงใหล
เห็นโทษ...แต่ไม่หวาดหวั่น
เห็นทางออก...ด้วยปัญญามั่น
ใจจึงเป็นอิสระ

[Chorus]
เห็นคุณ เห็นโทษ เห็นหนทางพ้น
ก้าวข้ามความสับสน ด้วยใจที่งดงาม
ปล่อยความยึดมั่น ปล่อยความติดตาม
สันติจะผลิบาน ในทุกดวงใจ

[Verse 2]
เมื่อผู้นำใช้ปัญญา มากกว่าอำนาจ
เมื่อผู้คนใช้เมตตา มากกว่าความกลัว
โลกจะร่วมมือ ไม่แบ่งแยกดีชั่ว
สร้างความหวังใหม่ ให้มวลมนุษย์

[Bridge]
ไม่ใช่ชนะ ไม่ใช่แพ้
แต่คือการดูแล ซึ่งกันและกัน
เรียนรู้ทุกข์ พร้อมสร้างความฝัน
เดินไปด้วยกัน สู่สันติภาพโลก

[Final Chorus]
เห็นคุณ เห็นโทษ เห็นทางแห่งธรรม
เปลี่ยนโลกด้วยการกระทำ ที่เปี่ยมด้วยปัญญา
จากใจหนึ่งใจ สู่ผู้คนทั่วหล้า
สันติภาพโลก เริ่มต้นที่การรู้ความจริง


Song Title

"See the Good, See the Truth, Find the Way"

English Lyrics

Verse 1
Life has beauty, life has pain,
Joy and loss like sun and rain.
Form and feeling come and go,
Changing more than we can know.

Pre-Chorus
See the good without desire,
See the truth beyond the fire.
Find the path that sets hearts free,
Wisdom lights eternity.

Chorus
See the good, see the cost,
Find the way before we're lost.
Let attachment fade away,
Peace will blossom every day.

Verse 2
Leaders guided by compassion,
Nations joined beyond division.
Hand in hand with open hearts,
A better future gently starts.

Bridge
Not through victory or pride,
But by standing side by side.
Truth and kindness lead the way,
Bringing hope to every day.

Final Chorus
See the good, see the pain,
Find the freedom once again.
Global peace begins to grow,
When the truth is what we know.

“อัสสาทสูตร” เปิดมิติแห่งปัญญา พระพุทธเจ้าทรงค้นพบหนทางสู่สันติภาพโลก ด้วยการรู้คุณ โทษ และทางหลุดพ้นจากขันธ์ 5

ข่าว

พระนครสาวัตถี – หลักธรรมใน อัสสาทสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ได้รับการยกย่องว่าเป็นหลักคิดเชิงปัญญาที่สามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างลึกซึ้ง โดยพระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอดประสบการณ์ก่อนการตรัสรู้ว่า พระองค์ทรงพิจารณาอย่างต่อเนื่องถึง “คุณ โทษ และเครื่องสลัดออก” ของขันธ์ทั้งห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

พระสูตรระบุว่า ก่อนตรัสรู้ พระโพธิสัตว์ทรงตั้งคำถามสำคัญว่า สิ่งใดคือคุณของขันธ์ทั้งห้า สิ่งใดคือโทษ และอะไรคือหนทางแห่งการหลุดพ้น พระองค์ทรงค้นพบว่า ขันธ์ทั้งห้ามีด้านที่ให้ความสุขและความพอใจ จึงเป็นเหตุให้มนุษย์ยึดติด แต่ในขณะเดียวกัน ขันธ์ทั้งห้าล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และแปรเปลี่ยนอยู่เสมอ การหลุดพ้นจึงเกิดขึ้นได้เมื่อสามารถละฉันทราคะหรือความยึดติดในขันธ์ทั้งห้า

พระพุทธองค์ทรงประกาศว่า การตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเกิดขึ้นเมื่อทรงรู้แจ้งตามความเป็นจริงทั้งสามประการ คือ รู้คุณโดยความเป็นคุณ รู้โทษโดยความเป็นโทษ และรู้เครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก ของอุปาทานขันธ์ทั้งห้า จึงเกิดญาณทัสสนะว่า วิมุติเป็นอันมั่นคง ชาติภพสิ้นสุด และไม่มีการเกิดใหม่อีก

อัสสาทสูตรยังชี้ให้เห็นว่า หากโลกมองเห็นเพียงคุณของสิ่งต่าง ๆ ก็จะเกิดความหลงใหลและการแย่งชิง แต่หากมองเห็นเพียงโทษก็อาจเกิดความสิ้นหวังหรือการปฏิเสธทุกสิ่ง ความสมบูรณ์ของปัญญาจึงอยู่ที่การเห็นทั้ง คุณ โทษ และหนทางออก อย่างสมดุล ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและมีจริยธรรม

นักวิชาการด้านสันติศึกษาเห็นว่า หลักคิดดังกล่าวสามารถประยุกต์ใช้ในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างบุคคล องค์กร และประชาคมโลก โดยการวิเคราะห์ทุกปัญหาอย่างรอบด้าน ไม่ยึดติดกับผลประโยชน์หรืออคติฝ่ายเดียว พร้อมค้นหาแนวทางคลี่คลายที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ในยุคที่โลกเผชิญสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ และปัญหาสิ่งแวดล้อม อัสสาทสูตรจึงเสนอแนวคิดที่ทันสมัยว่า สันติภาพที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากการเอาชนะกัน แต่เกิดจากการใช้ปัญญามองเห็นข้อดี ข้อจำกัด และทางออกของทุกสถานการณ์ พร้อมปล่อยวางความยึดมั่นที่เป็นต้นเหตุของความแตกแยก เพื่อร่วมกันสร้างสังคมโลกที่ตั้งอยู่บนความเมตตา ความเข้าใจ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม

Āssāda Sutta Reveals the Buddha's Path to Global Peace Through Understanding the Benefits, Drawbacks, and Liberation from the Five Aggregates

News

Sāvatthī — The Āssāda Sutta, recorded in the Saṃyutta Nikāya (Khanda Vagga), offers profound insight into achieving both personal liberation and sustainable global peace. The discourse recounts the Bodhisatta's reflections before enlightenment as he investigated the benefits, drawbacks, and escape concerning the Five Aggregates: form, feeling, perception, mental formations, and consciousness.

The Buddha explained that every aggregate possesses an attractive aspect that gives rise to pleasure and attachment. At the same time, each aggregate is impermanent, subject to suffering, and constantly changing. True liberation becomes possible only by abandoning craving and attachment toward these conditioned phenomena.

The Buddha declared that he did not claim perfect enlightenment until he fully understood, as they truly are, the benefit, the danger, and the way of escape regarding the Five Aggregates. Through this complete realization, he attained unshakable liberation, knowing that birth had ended and there would be no further rebirth.

The sutta further teaches that if beings perceive only the attractive side of life, attachment and conflict inevitably arise. If they perceive only its disadvantages, despair may follow. Genuine wisdom lies in recognizing all three dimensions—the benefit, the drawback, and the path of release—thereby enabling balanced judgment and ethical action.

Peace scholars suggest that this threefold principle provides an effective framework for conflict resolution, diplomacy, leadership, education, and public policy. By carefully evaluating both opportunities and risks while seeking constructive solutions, societies can reduce polarization, build mutual trust, and promote long-term cooperation.

In a world challenged by war, political division, economic inequality, and environmental crises, the Āssāda Sutta reminds humanity that lasting peace is founded upon wisdom rather than domination. By understanding reality in its fullness and releasing attachment, individuals and nations can work together toward justice, compassion, and enduring harmony.

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๕. อัสสาทสูตรที่ ๑

ว่าด้วยความปริวิตกของพระโพธิสัตว์
เกี่ยวกับขันธ์ ๕
[๕๙] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อ เรายังเป็นโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า อะไรหนอเป็นคุณของรูป อะไร เป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออก. อะไรเป็นคุณของเวทนา ... อะไรเป็นคุณของสัญญา ... อะไรเป็นคุณของสังขาร ... อะไรเป็นคุณของวิญญาณ อะไรเป็นโทษ อะไรเป็นเครื่องสลัดออก. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้ปริวิตกต่อไปว่า สุขโสมนัสอันใด อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณของรูป รูปใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษของรูป การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในรูปเสียได้ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งรูป. สุขโสมนัสอันใด อาศัยเวทนา เกิดขึ้น ... สุขโสมนัสอันใด อาศัยสัญญาเกิดขึ้น ... สุขโสมนัสอันใด อาศัยสังขารเกิดขึ้น ... สุขโสมนัสอันใด อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ วิญญาณใด ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะใน วิญญาณเสียได้ นี้เป็นเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ. [๖๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ โทษโดยความเป็นโทษ และเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็น จริงอย่างนี้ เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อม ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น. เมื่อใด เรารู้ยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออก โดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์. ก็แลญาณทัสสนะได้เกิดขึ้น แล้วแก่เราว่า วิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
๖. อัสสาทสูตรที่ ๒
ว่าด้วยสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ
[๖๑] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่ง รูป เราได้พบคุณแห่งรูปแล้ว เราได้เห็นคุณแห่งรูปเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว. เราได้เที่ยว ค้นหาโทษแห่งรูป เราได้พบโทษแห่งรูปแล้ว เราได้เห็นโทษแห่งรูปเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว. เราได้เที่ยวค้นหา เครื่องสลัดออกแห่งรูป เราได้พบเครื่องสลัดออกแห่งรูปแล้ว เราได้เห็นเครื่อง สลัดออกแห่งรูปเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว. เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่งเวทนา ฯลฯ เราได้เที่ยว ค้นหาคุณแห่งสัญญา ฯลฯ เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่งสังขาร ฯลฯ เราได้เที่ยวค้นหาคุณแห่ง วิญญาณ เราได้พบคุณแห่งวิญญาณแล้ว เราได้เห็นคุณแห่งวิญญาณเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดีแล้ว. เราได้เที่ยวค้นหาโทษแห่งวิญญาณ เราได้พบโทษแห่งวิญญาณแล้ว เราได้เห็นโทษแห่งวิญญาณ เท่าที่มีอยู่ด้วยปัญญาดีแล้ว. เราได้เที่ยวค้นหาเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ เราได้พบเครื่อง สลัดออกแห่งวิญญาณแล้ว เราได้เห็นเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณเท่าที่มีอยู่ ด้วยปัญญาดี แล้ว. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณ โดยความเป็นคุณ โทษโดยความเป็นโทษ เครื่อง สลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง เพียงใด ๑- เราก็ยังไม่ปฏิญาณ ฯลฯ เพียงนั้น. ก็แลญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า วิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี. ๗. อัสสาทสูตรที่ ๓
ว่าด้วยคุณโทษและเครื่องสลัดออกแห่งขันธ์ ๕
[๖๒] พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่งรูปจักไม่มี ไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงกำหนัดในรูป. แต่เพราะคุณแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึง กำหนัดในรูป. ถ้าโทษแห่งรูปจักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในรูป. แต่เพราะโทษ แห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่ายในรูป. ถ้าเครื่องสลัดออกแห่งรูปจักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงออกไปจากรูปได้. แต่เพราะเครื่องสลัดออกแห่งรูปมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ ทั้งหลาย จึงออกไปจากรูปได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าคุณแห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯ แห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณจักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงกำหนัดในวิญญาณ. แต่ เพราะคุณแห่งวิญญาณมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงกำหนัดในวิญญาณ. ถ้าโทษแห่งวิญญาณ จักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ. แต่เพราะโทษแห่งวิญญาณมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ. ถ้าเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณจักไม่มีไซร้ สัตว์ทั้งหลาย ก็จะไม่พึงออกไปจากวิญญาณได้. แต่เพราะเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณมีอยู่ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย จึงออกไปจากวิญญาณได้. [๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ยังไม่รู้ยิ่งซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ โทษโดยความ เป็นโทษ และเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตาม ความเป็นจริง เพียงใด สัตว์ทั้งหลาย ก็ยังไม่เป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไป มีใจอันหา ขอบเขตมิได้อยู่ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้ง สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด สัตว์ทั้งหลาย รู้ยิ่งซึ่ง คุณโดยความเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ ซึ่งเครื่องสลัดออกโดยความเป็นเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ออกไป พรากไป หลุดพ้นไป มีใจอันหาขอบเขตมิได้อยู่ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่ สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: Awaken Through Wisdom Inspired by the Appaṭividdhita Sutta

  [Verse 1] Do not follow every voice, Let wisdom guide each careful choice. Question what you hear and see, Truth begins with clarity. [Pre...