เพลง: อานันทสูตรโอบกอดโลกที่เปลี่ยนแปลง (Embrace the Changing World)
[Verse 1]
ทุกรูปนามย่อมเลือนหาย
แสงรุ่งอรุณแปรเป็นหมอกเทา
ความรู้สึกขึ้นลงดั่งคลื่นทะเล
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป
แสงรุ่งอรุณแปรเป็นหมอกเทา
ความรู้สึกขึ้นลงดั่งคลื่นทะเล
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดไป
[Pre-Chorus]
อดีตผ่านพ้นเกินกว่าจะย้อนคืน
อนาคตรออยู่ไกลสุดปลายแสง
มีเพียงปัญญาที่ชี้นำหนทาง
ให้ใช้ชีวิตอย่างเต็มคุณค่าในวันนี้
อนาคตรออยู่ไกลสุดปลายแสง
มีเพียงปัญญาที่ชี้นำหนทาง
ให้ใช้ชีวิตอย่างเต็มคุณค่าในวันนี้
[Chorus]
ปล่อยให้เปลี่ยน ปล่อยให้ไหล
ดั่งสายน้ำที่ไหลอย่างอ่อนโยน
ยึดมั่นไว้ด้วยเมตตา มิใช่ความหวาดกลัว
สันติภาพเริ่มต้น เมื่อหัวใจกระจ่างใส
ฤดูกาลเปลี่ยน ท้องฟ้าก็เปลี่ยน
ทุกการสิ้นสุด คือการเริ่มต้นให้เติบโต
จับมือกันไว้ทั้งโลกจะก้าวเดิน
สู่ความกลมเกลียวและความปรองดอง
ดั่งสายน้ำที่ไหลอย่างอ่อนโยน
ยึดมั่นไว้ด้วยเมตตา มิใช่ความหวาดกลัว
สันติภาพเริ่มต้น เมื่อหัวใจกระจ่างใส
ทุกการสิ้นสุด คือการเริ่มต้นให้เติบโต
จับมือกันไว้ทั้งโลกจะก้าวเดิน
สู่ความกลมเกลียวและความปรองดอง
[Verse 2]
ความคิดและความฝันดั่งหมู่เมฆที่ลอยผ่าน
เหนือความเงียบสงบ ความจริงย่อมปรากฏ
ทุกประเทศ ทุกเชื้อชาติ
ล้วนแบ่งปันความจริงแห่งอนิจจังและความงดงามของชีวิต
เหนือความเงียบสงบ ความจริงย่อมปรากฏ
ทุกประเทศ ทุกเชื้อชาติ
ล้วนแบ่งปันความจริงแห่งอนิจจังและความงดงามของชีวิต
[Bridge]
ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีกำแพงแบ่งแยก
ความรักจะตอบรับทุกเสียงเรียกหา
เมื่อรู้ว่าทุกสิ่งย่อมผลิบานและดับไป
เราทุกคนจึงกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ
ความรักจะตอบรับทุกเสียงเรียกหา
เมื่อรู้ว่าทุกสิ่งย่อมผลิบานและดับไป
เราทุกคนจึงกลายเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพ
[Final Chorus]
ปล่อยให้เปลี่ยน ปล่อยให้ส่องประกาย
ทุกหัวใจสามารถกลับคืนสู่ความสมดุล
ให้ความเมตตาเป็นผู้นำทาง
สันติภาพจะขยายไปทั่วทุกหนแห่ง
โลกทั้งใบคือครอบครัวเดียวกัน
ดำรงชีวิตด้วยความสงบเย็น
เมื่อเข้าใจความจริงแห่งอนิจจัง
เราจะค้นพบสันติภาพอันไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับมวลมนุษยชาติ
ทุกหัวใจสามารถกลับคืนสู่ความสมดุล
ให้ความเมตตาเป็นผู้นำทาง
สันติภาพจะขยายไปทั่วทุกหนแห่ง
ดำรงชีวิตด้วยความสงบเย็น
เมื่อเข้าใจความจริงแห่งอนิจจัง
เราจะค้นพบสันติภาพอันไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับมวลมนุษยชาติ
“อานันทสูตร” ชี้สัจธรรมแห่งความไม่เที่ยงของขันธ์ 5 นักวิชาการเสนอประยุกต์สู่การสร้างสันติภาพโลกด้วยการยอมรับการเปลี่ยนแปลง
พระนครสาวัตถี – หลักธรรมใน อานันทสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ได้สะท้อนหลักธรรมสำคัญเกี่ยวกับ ความเป็นอนิจจังของขันธ์ 5 อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ โดยพระพุทธเจ้าทรงสนทนากับพระอานนท์ และทรงรับรองคำอธิบายของพระอานนท์ว่า ธรรมทั้งหลายล้วนมี การเกิดขึ้น การเสื่อมไป และการแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวร
ในอานันทสูตรที่ 1 พระผู้มีพระภาคตรัสถามพระอานนท์ว่า หากภิกษุทั้งหลายถามถึงธรรมที่มีการเกิด การดับ และการเปลี่ยนแปลง พระอานนท์จะตอบอย่างไร พระอานนท์จึงกราบทูลว่า ขันธ์ทั้ง 5 ทุกประการล้วนมีความเกิดขึ้น ความเสื่อมไป และความแปรเปลี่ยนเมื่อดำรงอยู่ พระพุทธองค์ทรงรับรองว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง
ส่วนอานันทสูตรที่ 2 ได้ขยายหลักธรรมดังกล่าวให้ครอบคลุม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต โดยชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าขันธ์ทั้ง 5 ที่ล่วงไปแล้ว ที่กำลังปรากฏอยู่ หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ล้วนต้องดำเนินไปตามกฎแห่งความไม่เที่ยง คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรเปลี่ยน และดับไป ไม่มีสิ่งใดหลีกพ้นความจริงนี้ได้
นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาระบุว่า หลักธรรมในอานันทสูตรสามารถประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลกได้อย่างลึกซึ้ง เพราะความขัดแย้งระหว่างบุคคล สังคม และประเทศชาติ มักเกิดจากการยึดมั่นถือมั่นในอัตลักษณ์ ผลประโยชน์ อำนาจ หรือความเชื่อว่าเป็นสิ่งถาวร เมื่อมนุษย์เข้าใจว่าทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความยึดติดจะลดลง เปิดโอกาสให้เกิดการให้อภัย การเจรจา และการอยู่ร่วมกันด้วยเมตตา
ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติศึกษาชี้ว่า หลัก อนิจจัง ยังช่วยให้ผู้นำประเทศสามารถปรับตัวต่อวิกฤตโลก ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยการยอมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างมีสติ ใช้ปัญญาแทนอคติ และแสวงหาทางออกที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน
นอกจากนี้ แนวคิดดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประชาคมโลก ซึ่งมุ่งเน้นความร่วมมือ การปรับตัว และการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา โดยมองว่าการตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิตและสรรพสิ่ง จะช่วยลดความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นรากเหง้าของความรุนแรง
นักสันติศึกษาสรุปว่า อานันทสูตรมิได้เป็นเพียงหลักธรรมสำหรับการพัฒนาจิตใจเท่านั้น หากยังเป็นกรอบคิดเชิงจริยธรรมสำหรับการบริหารจัดการความขัดแย้งในระดับโลก เพราะเมื่อมนุษย์เรียนรู้ที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ย่อมสามารถอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ ความเมตตา และสันติภาพที่ยั่งยืน
English Translation
Ānanda Sutta: The Truth of Impermanence in the Five Aggregates Inspires a Path Toward World Peace
Sāvatthī — The Ānanda Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya (Book 17 of the Pāli Canon), presents one of Buddhism's profound teachings on the impermanence of the Five Aggregates (Khandhas): form, feeling, perception, mental formations, and consciousness.
In the first discourse, the Buddha asked Venerable Ānanda how he would answer if monks questioned him about which phenomena arise, decline, and continually change. Ānanda replied that all five aggregates experience birth, decay, and transformation. The Buddha confirmed that this explanation was entirely correct.
The second discourse extends this understanding across the past, present, and future, explaining that all phenomena—whether they have already ceased, currently exist, or will arise in the future—are governed by the universal law of impermanence. Everything comes into being, changes, and eventually passes away.
Scholars of Buddhist Studies believe that the Ānanda Sutta offers valuable guidance for building world peace. Many conflicts among individuals, communities, and nations originate from attachment to identity, power, possessions, and ideology. When people recognize that all conditioned phenomena are constantly changing, attachment weakens, allowing compassion, forgiveness, dialogue, and reconciliation to flourish.
Peace researchers also emphasize that the doctrine of impermanence encourages leaders to respond wisely to global crises—including wars, climate change, economic instability, and political conflicts—through mindfulness, adaptability, and wisdom rather than fear and prejudice.
Furthermore, the teaching aligns with global sustainable development principles by promoting cooperation, mutual respect, and cultural diversity. Understanding impermanence helps reduce greed, hatred, and delusion—the three roots of violence identified in Buddhist philosophy.
Researchers conclude that the Ānanda Sutta is not merely a spiritual teaching but also an ethical framework for global conflict resolution, encouraging humanity to embrace change, cultivate compassion, and build lasting peace.
เพลง: "Embrace the Changing World"
(โอบกอดโลกที่เปลี่ยนแปลง)
Verse 1
Every form will fade away,
Morning light becomes the gray.
Feelings rise like ocean tides,
Nothing stays, nothing abides.
Pre-Chorus
Past is gone beyond our sight,
Future waits beyond the light.
Only wisdom shows the way,
Living fully in today.
Chorus
Let it change, let it flow,
Like the rivers gently go.
Hold with kindness, not with fear,
Peace begins when hearts are clear.
Changing seasons, changing skies,
Every ending helps us rise.
Hand in hand the world can be,
Growing into harmony.
Verse 2
Thoughts and dreams are passing clouds,
Beyond the silence, truth is found.
Every nation, every race,
Shares impermanence and grace.
Bridge
No more hatred, no more walls,
Love will answer every call.
Knowing all things bloom and cease,
We become the seeds of peace.
Final Chorus
Let it change, let it shine,
Every heart can realign.
With compassion as our guide,
Peace will spread both far and wide.
The world's one family we'll see,
Living in serenity.
Through impermanence we find,
Endless peace for humankind.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๕. อานันทสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕ [๗๙] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง หนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุทั้งหลาย พึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่ง ธรรมเหล่าไหน ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่าไหนที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ ดังนี้ไซร้. เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร? ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯลฯ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้ พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปแลย่อมปรากฏ ความเสื่อม แห่งรูปย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วย่อมปรากฏ. ความบังเกิดขึ้นแห่งเวทนา สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ ความ เป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้แล. [๘๐] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปแลย่อมปรากฏ ความ เสื่อมแห่งรูปแล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ ความ บังเกิดขึ้นแห่ง เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณย่อมปรากฏ ความเสื่อม แห่งวิญญาณย่อมปรากฏ ความเป็นไปอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่านี้ที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ เธอถูกถามอย่างนี้ แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้.๖. อานันทสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕ ในสามกาล [๘๑] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุทั้งหลายพึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหน ปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่าไหนที่ ตั้งอยู่ปรากฏแล้ว. ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหน จักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่าไหนจักปรากฏ. ความบังเกิดขึ้นแห่ง ธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่ง ธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่าไหนย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างไร? ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯลฯ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความ บังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ ตั้งอยู่แล้วนั้น ปรากฏแล้ว. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณใดที่ ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่ง วิญญาณนั้นปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นปรากฏแล้ว. ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลปรากฏ แล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่านี้แลปรากฏแล้ว. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใด แลยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปนั้นจักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้นจักปรากฏ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นจักปรากฏ ความเสื่อมแห่ง วิญญาณนั้นจักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นจักปรากฏ ดูกรอาวุโส ทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลจักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่านี้ที่ตั้งอยู่แล้วแลจักปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลที่เกิด ที่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปนั้นย่อมปรากฏ ความเป็น อย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้นย่อมปรากฏ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ใดที่เกิด ที่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณ นั้นย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นย่อมปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่านี้แลย่อมปรากฏ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ถูกถามอย่างนี้แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้แล. [๘๒] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ รูปใดที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ฯลฯ ๑- ดูกรอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่เหล่า นี้แลย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้.ท่านเป็นนักข่าวมืออาชีพ ช่วยเขียนข่าวโดยมีเนื้อหานี้ประกอบ [หลักธรรมใน อานันทสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก ๕. อานันทสูตรที่ ๑
ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕
[๗๙] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง
หนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า ดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุทั้งหลาย
พึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่ง
ธรรมเหล่าไหน ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่าไหนที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ
ดังนี้ไซร้. เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว จะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯลฯ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้
พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปแลย่อมปรากฏ ความเสื่อม
แห่งรูปย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วย่อมปรากฏ. ความบังเกิดขึ้นแห่งเวทนา
สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ ความ
เป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณย่อมปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล
ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้ว
ย่อมปรากฏ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้แล.
[๘๐] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปแลย่อมปรากฏ ความ
เสื่อมแห่งรูปแล ย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ ความ
บังเกิดขึ้นแห่ง เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณย่อมปรากฏ ความเสื่อม
แห่งวิญญาณย่อมปรากฏ ความเป็นไปอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์
ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แล ย่อมปรากฏ
ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่านี้ที่ตั้งอยู่แล้ว ย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ เธอถูกถามอย่างนี้
แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้. ๖. อานันทสูตรที่ ๒
ว่าด้วยความเป็นอนิจจังแห่งขันธ์ ๕
ในสามกาล
[๘๑] พระนครสาวัตถี ฯลฯ ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า
ดูกรอานนท์ ถ้าภิกษุทั้งหลายพึงถามเธออย่างนี้ว่า ท่านอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหน
ปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่าไหนที่
ตั้งอยู่ปรากฏแล้ว. ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่าไหนจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหน
จักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่าไหนจักปรากฏ. ความบังเกิดขึ้นแห่ง
ธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่าไหนย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่ง
ธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่าไหนย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างไร?
ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฯลฯ ข้าพระองค์ถูกถามอย่างนี้แล้ว
พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความ
บังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่
ตั้งอยู่แล้วนั้น ปรากฏแล้ว. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณใดที่
ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่ง
วิญญาณนั้นปรากฏแล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นปรากฏแล้ว. ดูกรอาวุโส
ทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลปรากฏแล้ว ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลปรากฏ
แล้ว ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่านี้แลปรากฏแล้ว. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใด
แลยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปนั้นจักปรากฏ
ความเป็นอย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้นจักปรากฏ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ
วิญญาณใดยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นจักปรากฏ ความเสื่อมแห่ง
วิญญาณนั้นจักปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นจักปรากฏ ดูกรอาวุโส
ทั้งหลาย ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลจักปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลจักปรากฏ
ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมเหล่านี้ที่ตั้งอยู่แล้วแลจักปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย รูปใดแลที่เกิด
ที่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งรูปนั้นย่อมปรากฏ ความเป็น
อย่างอื่นแห่งรูปที่ตั้งอยู่แล้วนั้นย่อมปรากฏ. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ
ใดที่เกิด ที่ปรากฏ ความบังเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้นย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งวิญญาณ
นั้นย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งวิญญาณที่ตั้งอยู่แล้วนั้นย่อมปรากฏ. ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ
ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่แล้วเหล่านี้แลย่อมปรากฏ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
ถูกถามอย่างนี้แล้วพึงพยากรณ์อย่างนี้แล.
[๘๒] พ. ถูกแล้ว ถูกแล้ว อานนท์ รูปใดที่ล่วงไปแล้ว ดับแล้ว แปรไปแล้ว
ความบังเกิดขึ้นแห่งรูปนั้นปรากฏแล้ว ฯลฯ ๑- ดูกรอานนท์ ความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านี้แล
ย่อมปรากฏ ความเสื่อมแห่งธรรมเหล่านี้แลย่อมปรากฏ ความเป็นอย่างอื่นแห่งธรรมที่ตั้งอยู่เหล่า
นี้แลย่อมปรากฏ. ดูกรอานนท์ เธอถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้.
] เสร็จแล้วช่วยแปลเป็นภาษาอังกฤษตามเนื้อหาดังกล่าว พร้อมแต่งเป็นเพลงและตั้งชื่อ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น