เพลง : นันทสูตรทางแห่งความพอ
[Verse 1]
บนเส้นทางที่ผู้คนต่างรีบเร่ง
ไขว่คว้าฝันและทรัพย์สินมากมาย
หัวใจกลับอ่อนล้าอยู่ภายใน
เพราะไม่เคยพบคำว่า "พอ"
เสียงแห่งธรรมยังแผ่วเบาเสมอ
ชวนให้เดินกลับสู่ความเรียบง่าย
ปล่อยความอยากที่ถาโถมในใจ
แล้วแสงสุขจะค่อย ๆ ผลิบาน
[Pre-Chorus]
เมื่อปล่อยวาง สิ่งที่เกินจำเป็น
ใจจะเห็น คุณค่าของชีวิต
ไม่ต้องมี มากกว่าที่ควรมี
ก็มีสุขได้ทุกวัน
[Chorus]
เดินบนทางแห่งความพอ
ปล่อยความโลภให้เลือนหายไป
เมตตาจะผลิบานในหัวใจ
เปลี่ยนโลกใบนี้ให้สงบงดงาม
ไม่ยึดติดในรูปและกาม
ไม่หลงตามกระแสแห่งความอยาก
เมื่อใจเป็นอิสระจากพันธนาการ
สันติภาพก็เริ่มต้นจากเรา
[Verse 2]
ป่าเขียวขจีสอนความเงียบงาม
สายลมพัดเตือนให้ใจอ่อนโยน
เพียงอาหารที่พอหล่อเลี้ยงกาย
แต่ธรรมหล่อเลี้ยงวิญญาณ
โลกไม่ต้องแข่งขันจนเกินไป
แบ่งปันกันด้วยความเข้าใจ
ความสุขแท้ไม่ใช่การครอบครอง
แต่คือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
[Bridge]
ลดความอยาก ลดความโกรธ ลดความหลง
หยุดสงครามที่เริ่มจากใจคน
แบ่งทรัพยากรอย่างเป็นธรรม
รักษาโลกให้ลูกหลานรุ่นต่อไป
เมื่อทุกชาติร่วมมือกัน
แทนการแย่งชิงและแบ่งฝ่าย
โลกจะงดงามดั่งผืนป่าใหญ่
ที่ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
[Final Chorus]
เดินบนทางแห่งความพอ
จับมือกันสร้างโลกใบใหม่
ใช้เมตตาเป็นแสงนำหัวใจ
ให้ความรักแทนความหวาดกลัว
จากตัวเรา สู่ทุกครอบครัว
จากทุกเมือง สู่ทุกประเทศ
เมื่อทุกคนรู้จักคำว่า "พอ"
โลกทั้งโลก...ก็จะพอด้วยสันติ
[Outro]
ความสุขแท้ ไม่ได้อยู่ที่การมีมากที่สุด
แต่อยู่ที่การต้องการน้อยที่สุด
เดินด้วยธรรม...เดินด้วยความพอ
แล้วโลกจะเดินไปพร้อมสันติภาพ
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๘. นันทสูตร
[๗๐๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระนันทะผู้เป็นบุตร ของพระเจ้าแม่น้าแห่งพระผู้มีพระภาค ห่มจีวรที่ทุบและกลับทุบแล้ว หยอด นัยน์ตา ถือบาตรมีสีใส เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้า แล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๗๑๐] ครั้นท่านพระนันทะนั่งเรียบร้อยแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ ว่า ดูกรนันทะ ข้อที่เธอห่มจีวรที่ทุบและกลับทุบแล้ว หยอดนัยน์ตา และถือ บาตรมีสีใส ไม่สมควรแก่เธอผู้เป็นกุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ข้อที่เธอถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และไม่ พึงเป็นผู้เพ่งเล็งในกามทั้งหลายอยู่อย่างนี้ จึงสมควรแก่เธอผู้เป็นกุลบุตรออกบวช เป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา ฯ [๗๑๑] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า เมื่อไร เราจะพึงได้เห็นนันทะ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือผ้า บังสุกุลเป็นวัตร ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยโภชนะที่เจือปนกัน ผู้ไม่อาลัยในกามทั้งหลาย ดังนี้ ฯ [๗๑๒] ลำดับนั้น ท่านพระนันทะ โดยสมัยต่อมา ได้เป็นผู้อยู่ป่า เป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และไม่อาลัยในกาม ทั้งหลายอยู่ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น