วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เพลง : เถรนามสูตรหนึ่งใจ...เพื่อโลกทั้งใบ

 


เพลง : เถรนามสูตรหนึ่งใจ...เพื่อโลกทั้งใบ

[Verse 1]

ท่ามกลางผู้คนมากมายบนโลกกว้าง
ใจของเราจะสงบได้หรือไม่
หากยังแบกอดีตไว้เต็มหัวใจ
และกังวลวันใหม่ที่ยังมาไม่ถึง

ปล่อยความทุกข์ที่ผ่านไปกับสายลม
ปล่อยความหวังที่ผูกไว้กับวันหน้า
อยู่กับวันนี้ด้วยสติและปัญญา
ใจจะพบอิสรภาพที่แท้จริง


[Pre-Chorus]

ความสงบ มิได้เกิดจากความเดียวดาย
แต่เกิดจากใจที่หลุดพ้นพันธนาการ
เมื่อไม่ยึดติดในสิ่งใดเนิ่นนาน
ความสุขก็ผลิบานจากภายใน


[Chorus]

หนึ่งใจที่สงบ เปลี่ยนโลกทั้งใบได้
เมื่อเมตตา ส่องสว่างอยู่ภายใน
ไม่ยึดอดีต ไม่หวาดกลัววันใหม่
ใช้ปัจจุบัน เป็นแสงนำทาง

ปล่อยความโลภ ปล่อยความโกรธ ปล่อยความหลง
ให้หัวใจดำรงอยู่ด้วยปัญญา
เมื่อคนหนึ่งคน ค้นพบสันติภายใน
โลกทั้งใบ ก็เข้าใกล้สันติภาพ


[Verse 2]

ผู้เดินลำพัง ไม่ได้แปลว่าโดดเดี่ยว
หากหัวใจเชื่อมโยงทุกชีวิต
ผู้ละอัตตา ย่อมไม่สร้างความขัดแย้ง
แต่แบ่งปันความรักด้วยความเข้าใจ

ทุกศาสนา ทุกวัฒนธรรม ทุกภาษา
ต่างปรารถนาความสงบเหมือนกัน
เริ่มต้นจากใจที่ไม่แบ่งแยกกัน
โลกก็จะเป็นบ้านของทุกคน


[Bridge]

หยุดสงคราม ที่เกิดจากความอยาก
หยุดกำแพง ที่เกิดจากความกลัว
หยุดความเกลียด ที่เกิดจากอคติในตัว
แล้วเปิดประตูแห่งเมตตา

เมื่อทุกใจ ฝึกสติทุกลมหายใจ
เรียนรู้การปล่อยวางอย่างอ่อนโยน
เสียงแห่งธรรม จะก้องไปทั่วโลก
นำมนุษย์กลับคืนสู่ความสมดุล


[Final Chorus]

หนึ่งใจที่สงบ คือประกายแห่งความหวัง
ล้านหัวใจที่สงบ คือพลังแห่งโลกใหม่
จับมือกัน ด้วยความจริงและความเข้าใจ
ให้ทุกชีวิต ก้าวไปพร้อมกัน

ไม่มีศัตรู เมื่อใจไร้อคติ
ไม่มีสงคราม เมื่อใจไร้ความโลภ
ไม่มีการแบ่งแยก เมื่อใจเต็มด้วยเมตตา
สันติภาพโลก...เริ่มต้นจากหนึ่งใจ


[Outro]

ผู้เป็นอิสระจากตัณหา
ย่อมไม่ถูกพันธนาการด้วยกาลเวลา

เมื่อใจเป็นหนึ่งเดียวกับธรรม
โลกทั้งใบ...ก็เป็นหนึ่งเดียวกับสันติภาพ

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๑๐. เถรนามสูตร
[๗๑๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันทก- *นิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ สมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งมีชื่อว่าเถระ มี ปรกติอยู่ผู้เดียว และสรรเสริญการอยู่ผู้เดียว เธอเป็นผู้เดียว เข้าไปสู่บ้านเพื่อ บิณฑบาต เป็นผู้เดียวเดินกลับ ย่อมนั่งในที่ลับผู้เดียว และย่อมเป็นผู้เดียว อธิษฐานจงกรม ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นภิกษุเหล่านั้น นั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุ รูปหนึ่งในพระธรรมวินัยนี้ มีชื่อว่าเถระ มีปรกติอยู่คนเดียว และมีปรกติกล่าว สรรเสริญการอยู่คนเดียว ฯ [๗๑๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอจงไปบอกภิกษุชื่อเถระตามคำของเราว่า พระศาสดารับสั่งให้หา ภิกษุนั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปหาท่านพระเถระถึงที่อยู่ ครั้นเข้าไปหา แล้วกล่าวว่า อาวุโส พระศาสดารับสั่งให้หาท่าน ท่านพระเถระรับคำภิกษุนั้น แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ [๗๑๘] ครั้นท่านพระเถระนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัส ถามว่า ดูกรเถระ ได้ยินว่า เธอมีปรกติอยู่คนเดียวและมักสรรเสริญการอยู่คน เดียว จริงหรือ ฯ พระเถระกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรเถระ ก็เธอมีปรกติอยู่คนเดียว และมักกล่าวสรรเสริญการอยู่ คนเดียวอย่างไร ฯ ถ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในข้อนี้ คือข้าพระองค์คนเดียวเข้าไปสู่บ้าน เพื่อบิณฑบาต เดินกลับคนเดียว นั่งในที่ลับคนเดียว อธิษฐานจงกรมคนเดียว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีปรกติอยู่คนเดียว และมักกล่าวสรรเสริญการ อยู่คนเดียว อย่างนี้แล ฯ [๗๑๙] พ. ดูกรเถระ การอยู่คนเดียวนี้มีอยู่ เราจะกล่าวว่าไม่มีก็หา ไม่ เถระ อนึ่ง การอยู่คนเดียวของเธอย่อมเป็นอันบริบูรณ์โดยพิสดารกว่าด้วย ประการใด เธอจงฟังประการนั้น จงทำไว้ในใจให้ดี เราจักกล่าว ท่านพระเถระ ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังต่อไปนี้ ฯ [๗๒๐] ดูกรเถระ ก็การอยู่คนเดียว ย่อมเป็นอันบริบูรณ์โดยพิสดาร กว่าอย่างไร ในข้อนี้ สิ่งใดที่ล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็ละได้แล้ว สิ่งใดยังไม่มาถึง สิ่งนั้นก็สละคืนได้แล้ว ฉันทราคะในการได้อัตภาพที่เป็นปัจจุบันถูกกำจัดแล้วด้วย ดี การอยู่คนเดียวย่อมเป็นอันบริบูรณ์โดยพิสดารกว่า อย่างนี้แล ฯ [๗๒๑] พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้ แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า เราย่อมเรียกนรชนผู้ครอบงำขันธ์ อายตนะ ธาตุ และไตรภพ ทั้งหมดได้ ผู้รู้ทุกข์ทุกอย่าง ผู้มีปัญญาดี ผู้ไม่แปดเปื้อนใน ธรรมทั้งปวง ผู้ละสิ่งทั้งปวงเสียได้ ผู้หลุดพ้น ในเพราะ นิพพานเป็นที่สิ้นตัณหา ว่าเป็นผู้มีปรกติอยู่คนเดียว ดังนี้ ฯ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: Seeds of Karma Inspired by the Cūḷakammavibhaṅga Sutta

  [Verse 1] Every word we speak, every deed we do, Plants a seed deep within the heart. Today becomes the cause, tomorrow the result; Nothin...