วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เพลง: สมาธิสูตรสมาธิ...สู่สันติภาพโลก


เพลง: สมาธิสูตรสมาธิ...สู่สันติภาพโลก

[Verse 1]

โลกหมุนไปด้วยใจที่เร่าร้อน
ผู้คนยังอาวรณ์ในรูปและเงา
หลงในเวทนา หลงในเรื่องราว
ก่อทุกข์ยาว...ไม่รู้วันสิ้นไป

เพราะยึดสัญญา ยึดสังขารไว้
วิญญาณเวียนว่ายในกระแสใจ
อุปาทานสร้างภพชาติใหม่
ทุกข์จึงไม่เคยจางหาย


[Pre Chorus]

พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้

"จงเจริญสมาธิ"

เมื่อใจตั้งมั่น

ปัญญาจะเห็นความจริง


[Chorus]

สมาธิ...คือแสงแห่งปัญญา

เปิดดวงตาให้เห็นความจริง

เกิดแล้วดับ ไม่มีสิ่งใดยั่งยืน

ปล่อยวางคืน...ทุกสิ่งเป็นธรรม

เมื่อใจสงบ

โลกก็สงบ

เมื่อใจจบความยึดมั่น

สันติภาพโลกจะเริ่มต้น

จากหัวใจของเราทุกคน


[Verse 2]

รูปก็เกิด แล้วก็ดับไป

เวทนาผ่านมาแล้วก็ผ่าน

สัญญาเปลี่ยนแปลงทุกกาล

สังขารไม่เคยอยู่นาน

วิญญาณไหลเวียนตามเหตุปัจจัย

ไม่มีสิ่งใดเป็นของเรา

เมื่อเห็นตามจริงด้วยใจเบา

ทุกข์ก็คลาย...เหมือนเมฆผ่านฟ้า


[Bridge]

เมื่อความยินดีดับ

อุปาทานก็ดับ

เมื่ออุปาทานดับ

ภพก็ดับ

เมื่อภพดับ

ชาติย่อมดับ

ชรา มรณะ

โศกเศร้าและน้ำตา

ค่อยเลือนหาย


[Rap (ธรรมร่วมสมัย)]

หยุดสงคราม เริ่มที่ความคิด

หยุดความผิด เริ่มที่หัวใจ

ไม่มีศัตรู หากใจเข้าใจ

เมตตานำไป สู่โลกใบใหม่

ต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรม

แต่หัวใจทุกคนต้องการสันติ

สมาธิสร้างปัญญาที่งดงาม

ให้มนุษย์ก้าวข้ามความขัดแย้ง


[Final Chorus]

สมาธิ...

คือหนทางแห่งสันติ

ปัญญา...

คือแสงนำทางชีวี

เมื่อเห็นเกิด

และเห็นดับ

ใจจะไม่กลับไปยึดถือ

หนึ่งใจสงบ

หนึ่งครอบครัวสงบ

หนึ่งสังคมสงบ

หนึ่งโลกสงบ

จับมือกัน

สร้างสันติภาพโลก

ด้วยสมาธิ...

ด้วยเมตตา...

ด้วยปัญญา...

ตลอดกาล


[Outro (คอรัส)]

เกิด...ดับ...

เห็น...ปล่อย...

รู้...วาง...

ใจ...สงบ...

โลก...

สงบ...

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

 ๕. สมาธิสูตร

ว่าด้วยสมาธิเป็นเหตุเกิดปัญญา
[๒๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก- *เศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญสมาธิ. ภิกษุมีจิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง. ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามเป็น จริงอย่างไร. ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป ความเกิดและความดับแห่งเวทนา ความ เกิดและความดับแห่งสัญญา ความเกิดและความดับแห่งสังขาร ความเกิดและความดับแห่ง วิญญาณ. [๒๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความเกิดแห่งรูป อะไรเป็นความเกิดแห่ง เวทนา อะไรเป็นความเกิดแห่งสัญญา อะไรเป็นความเกิดแห่งสังขาร อะไรเป็นความเกิดแห่ง วิญญาณ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลในโลกนี้ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่. ก็บุคคลย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ ซึ่งอะไร. ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป ความยินดีก็เกิดขึ้น ความยินดีในรูป นั่นเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสและอุปายาส. ความ เกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. บุคคลย่อมเพลิดเพลินซึ่งเวทนา ฯลฯ ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสัญญา ฯลฯ ย่อมเพลิดเพลินซึ่งสังขาร ฯลฯ ย่อมเพลิดเพลิน ย่อมพร่ำถึง ย่อมดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำถึง ดื่มด่ำอยู่ซึ่งวิญญาณ ความยินดีย่อมเกิดขึ้น ความยินดีในวิญญาณ นั่นเป็นอุปาทาน เพราะอุปาทานของบุคคลนั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส. ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย นี่เป็นความเกิดแห่งรูป นี่เป็นความเกิดแห่งเวทนา นี่เป็นความเกิดแห่งสัญญา นี่เป็น ความเกิดแห่งสังขาร นี่เป็นความเกิดแห่งวิญญาณ. [๒๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นความดับแห่งรูป อะไรเป็นความดับแห่งเวทนา อะไรเป็นความดับแห่งสัญญา อะไรเป็นความดับแห่งสังขาร อะไรเป็นความดับแห่งวิญญาณ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่. ก็ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งอะไร. ย่อมไม่เพลิดเพลิน ย่อม ไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งรูป ความ ยินดีในรูปย่อมดับไป เพราะความยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. ภิกษุย่อมไม่ เพลิดเพลิน ย่อมไม่พร่ำถึง ย่อมไม่ดื่มด่ำ ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ เมื่อเธอไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำถึง ไม่ดื่มด่ำอยู่ซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ความยินดีในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... ในวิญญาณ ย่อมดับไป เพราะความ ยินดีของภิกษุนั้นดับไป อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกอง ทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความดับแห่งรูป นี้เป็นความดับ แห่งเวทนา นี้เป็นความดับแห่งสัญญา นี้เป็นความดับแห่งสังขาร นี้เป็นความดับแห่งวิญญาณ.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: อนิจจสูตรอนิจจัง...สู่สันติภาพโลก

เพลง: อนิจจสูตร อนิจจัง...สู่สันติภาพโลก  [Verse 1] ณ เชตวันอันสงบงาม พระพุทธองค์ตรัสด้วยเมตตา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ล้วนผันผ่านตามก...