เพลง: ปริวัฏฏสูตรหมุนสู่แสงแห่งสันติ (Turning Toward the Light of Peace)
[Verse 1]
โลกยังหมุนด้วยความยึดมั่น
ผู้คนผูกพันในตัวและใจ
รูปและนามแปรเปลี่ยนไป
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่จีรัง
ผู้คนผูกพันในตัวและใจ
รูปและนามแปรเปลี่ยนไป
ไม่มีสิ่งใดคงอยู่จีรัง
[Verse 2]
เมื่อเห็นเหตุแห่งความทุกข์
ก็เห็นสุขที่รออยู่ปลายทาง
ปล่อยอัตตา วางทุกอย่าง
หัวใจสว่างด้วยปัญญา
ก็เห็นสุขที่รออยู่ปลายทาง
ปล่อยอัตตา วางทุกอย่าง
หัวใจสว่างด้วยปัญญา
[Pre-Chorus]
รู้การเกิด
รู้การดับ
รู้หนทาง
แห่งการหลุดพ้น
รู้การดับ
รู้หนทาง
แห่งการหลุดพ้น
[Chorus]
หมุนสู่แสงแห่งสันติ
ด้วยเมตตาและความเข้าใจ
เดินตามมรรคอันประเสริฐ
เปลี่ยนโลกด้วยหัวใจ
ไม่มีพรมแดนแห่งความเกลียด
ไม่มีเสียงแห่งสงคราม
เหลือเพียงรักและความงดงาม
โอบโลกไว้ด้วยสันติ
ด้วยเมตตาและความเข้าใจ
เดินตามมรรคอันประเสริฐ
เปลี่ยนโลกด้วยหัวใจ
ไม่มีเสียงแห่งสงคราม
เหลือเพียงรักและความงดงาม
โอบโลกไว้ด้วยสันติ
[Bridge]
ทุกปัญหามีเหตุ
ทุกเหตุย่อมดับได้
เมื่อปัญญานำทางใจ
โลกย่อมเปลี่ยนแปลง
ทุกเหตุย่อมดับได้
เมื่อปัญญานำทางใจ
โลกย่อมเปลี่ยนแปลง
[Final Chorus]
เรียนรู้ความจริง
ปล่อยวางความหลง
เปลี่ยนความขัดแย้ง
เป็นความปรองดอง
หมุนไปพร้อมกัน
สู่โลกใบใหม่
โลกแห่งเมตตา
โลกแห่งสันติภาพ
ปล่อยวางความหลง
เปลี่ยนความขัดแย้ง
เป็นความปรองดอง
สู่โลกใบใหม่
โลกแห่งเมตตา
โลกแห่งสันติภาพ
"ปริวัฏฏสูตร" ชี้รากฐานสันติภาพโลก พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้เท่าทันขันธ์ 5 ตามวงจรแห่งความเกิด–ดับ นักวิชาการชี้เป็นแนวทางแก้ความขัดแย้งจากต้นเหตุ
หลักธรรมในพระไตรปิฎกเสนอการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนด้วยการเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ ความเกิด ความดับ และหนทางแห่งการดับของขันธ์ 5 พร้อมประยุกต์สู่นโยบายสันติภาพในระดับบุคคล สังคม และประชาคมโลก
พระนครสาวัตถี—หลักธรรมใน ปริวัฏฏสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ได้แสดงแนวทางแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยทรงประกาศว่า ก่อนที่จะทรงปฏิญาณว่าตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอย่างสมบูรณ์ พระองค์ทรงรู้แจ้ง อุปาทานขันธ์ 5 อย่างครบถ้วนด้วย "เวียนรอบ 4" ได้แก่ รู้สิ่งนั้น รู้เหตุเกิด รู้ความดับ และรู้ข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับ
พระองค์ทรงอธิบายว่า อุปาทานขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งล้วนเป็นสภาวธรรมที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย มิใช่สิ่งที่เที่ยงแท้ถาวร การเข้าใจวงจรของขันธ์ทั้งห้าตามความเป็นจริง จึงเป็นหัวใจของการหลุดพ้นจากความยึดมั่นและความทุกข์
ในพระสูตร พระพุทธองค์ทรงแจกแจงรายละเอียดของขันธ์แต่ละประการอย่างเป็นระบบ เช่น รูปเกิดจากปัจจัยด้านอาหาร เวทนาและสัญญาเกิดจากผัสสะ สังขารเกิดจากเจตนาและผัสสะ ส่วนวิญญาณเกิดขึ้นโดยอาศัยนามรูป ทั้งหมดล้วนมีเหตุเกิด มีความดับ และมีหนทางแห่งการดับ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ
พระพุทธเจ้าทรงย้ำว่า ผู้ที่รู้แจ้งขันธ์ทั้งห้าในลักษณะดังกล่าว ย่อมเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และไม่ยึดถือในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ จนสามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายแห่งทุกข์ได้อย่างแท้จริง
เมื่อนำหลักธรรมในปริวัฏฏสูตรมาประยุกต์ใช้กับการสร้างสันติภาพโลก นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาและสันติศึกษามองว่า ความขัดแย้งในระดับโลกมักเกิดจากการยึดติดในอัตลักษณ์ ความเชื่อ ผลประโยชน์ และอำนาจ โดยมุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มากกว่าการทำความเข้าใจ "เหตุแห่งความขัดแย้ง"
หลักการ "เวียนรอบ 4" จึงสามารถประยุกต์เป็นกรอบการแก้ไขปัญหาในทุกระดับ ได้แก่ การรู้ปัญหาอย่างถูกต้อง การวิเคราะห์สาเหตุ การมองเห็นเป้าหมายของการยุติปัญหา และการดำเนินการตามแนวทางที่เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการสร้างสันติภาพสมัยใหม่ที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการป้องกันความรุนแรงตั้งแต่ต้นเหตุ
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศ ภาคการศึกษา และภาคประชาชน นำหลักการดังกล่าวมาปรับใช้ในการบริหารความขัดแย้ง จะช่วยส่งเสริมการตัดสินใจด้วยปัญญา ลดการใช้อารมณ์ ลดความเกลียดชัง และสร้างวัฒนธรรมแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน
ปริวัฏฏสูตรจึงสะท้อนหลักการสำคัญว่า "สันติภาพโลกมิใช่เพียงการยุติสงคราม แต่คือการเข้าใจเหตุแห่งความทุกข์ และร่วมกันสร้างเหตุแห่งความสงบด้วยปัญญาและการปฏิบัติที่ถูกต้อง" ซึ่งยังคงเป็นแนวคิดร่วมสมัยที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับบุคคล สังคม และประชาคมโลก
English Translation
Parivaṭṭa Sutta: Understanding the Five Aggregates as the Foundation of Global Peace
The Parivaṭṭa Sutta teaches that the Buddha attained Perfect Enlightenment only after fully understanding the Five Aggregates of Clinging through four complete aspects:
- Understanding what they are.
- Understanding their origin.
- Understanding their cessation.
- Understanding the path leading to their cessation.
The five aggregates are form, feeling, perception, mental formations, and consciousness.
The Buddha explained that each aggregate arises because of specific causes and conditions.
- Form depends on physical nourishment.
- Feelings and perceptions arise through sensory contact.
- Mental formations arise through intention and contact.
- Consciousness arises dependent upon mind and body (name-and-form).
Since all conditioned phenomena arise from causes, they also cease when those causes cease.
The Noble Eightfold Path is the practical way leading to the cessation of attachment to these aggregates.
Applied to global peacebuilding, the Parivaṭṭa Sutta teaches that conflicts should never be addressed only at their visible surface.
True peace requires understanding:
- the nature of conflict,
- its underlying causes,
- the possibility of its cessation,
- and the practical path toward lasting peace.
Wars, social divisions, discrimination, and violence are rooted in attachment, ignorance, fear, and craving.
When societies replace ignorance with wisdom, selfishness with compassion, and hatred with understanding, sustainable peace becomes possible.
The Parivaṭṭa Sutta therefore offers a timeless framework for conflict transformation by encouraging humanity to investigate every problem through its causes, its ending, and the path leading to genuine liberation.
Song (English)
Turning Toward the Light of Peace
Verse 1
The world keeps turning day by day,
Holding tightly, losing its way.
Forms arise and fade from sight,
Nothing lasts beyond the night.
Verse 2
When we see what causes pain,
Hope begins to rise again.
Wisdom gently lights the way,
Leading hearts beyond dismay.
Pre-Chorus
Know the arising,
Know the end.
Walk the pathway
Truth will send.
Chorus
Turning toward the light of peace,
May all hatred finally cease.
Walking on the Noble Way,
Building hope for every day.
No more borders made by fear,
Every heart can now draw near.
Hand in hand the future grows,
Where compassion always flows.
Bridge
Every problem has a cause,
Every cause can find its pause.
Wisdom leads humanity,
Toward enduring harmony.
Final Chorus
Know the truth,
Release the chain.
Love will heal
The deepest pain.
Together we can clearly see,
A world united peacefully.
Ending
"When humanity understands the causes of suffering, it also discovers the path to lasting peace."
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๔. ปริวัฏฏสูตร ว่าด้วยการรู้อุปาทานขันธ์โดยเวียนรอบ ๔ [๑๑๒] พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน? คือ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ โดยเวียนรอบ ๔ ตามความเป็นจริง เพียงใด เราก็ยัง ไม่ปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างยอดเยี่ยม ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น. ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล เรารู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ โดยเวียนรอบ ๔ ตามความเป็น จริง เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้ชอบยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างยอดเยี่ยม ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและ มนุษย์. เวียนรอบ ๔ อย่างไร? คือ เรารู้ยิ่งซึ่งรูป ความเกิดแห่งรูป ความดับแห่งรูป ปฏิปทา อันให้ถึงความดับแห่งรูป รู้ยิ่งซึ่งเวทนา ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่งสัญญา ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่งสังขาร ฯลฯ รู้ยิ่งซึ่ง วิญญาณ ความเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ. [๑๑๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็รูปเป็นไฉน? คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูต รูป ๔. นี้เรียกว่ารูป. ความเกิดขึ้นแห่งรูป ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ความดับแห่งรูป ย่อมมีเพราะความดับแห่งอาหาร อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับ แห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูปอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วเพื่อความหน่าย เพื่อ ความคลายกำหนัด เพื่อความดับรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่าย่อมหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือ พราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับ แห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูปอย่างนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อ หน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า หลุดพ้นแล้วดี สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่า นั้น เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็น ของตน ความเวียนวนเพื่อปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น. [๑๑๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน? เวทนา ๖ หมวดนี้ คือ เวทนาเกิดแต่ จักขุสัมผัส เวทนาเกิดแต่โสตสัมผัส เวทนาเกิดแต่ฆานสัมผัส เวทนาเกิดแต่ชิวหาสัมผัส เวทนาเกิดแต่กายสัมผัส เวทนาเกิดแต่มโนสัมผัส. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าเวทนา ความ เกิดขึ้นแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนา ย่อมมีเพราะความ ดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้ แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งเวทนา อย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วเพื่อความหน่าย เพื่อ ความคลายกำหนัด เพื่อความดับเวทนา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชน เหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมหยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งเวทนาอย่างนี้ เป็นผู้ หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นเวทนา สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน ความเวียนวนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น. [๑๑๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัญญาเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๖ หมวดนี้ คือ ความสำคัญในรูป ความสำคัญในเสียง ความสำคัญในกลิ่น ความสำคัญในรส ความสำคัญ ในโผฏฐัพพะ ความสำคัญในธรรมารมณ์. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสัญญา. ความเกิดขึ้น แห่งสัญญา ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญา ย่อมมี เพราะความดับแห่ง ผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็น ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสัญญา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งสัญญาอย่างนี้ ฯลฯ ความวนเวียนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มี แก่สมณะหรือพราหมณ์ เหล่านั้น. [๑๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย เจตนา ๖ หมวดนี้ คือ รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรม สัญเจตนา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสังขาร. ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความ เกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับ แห่งสังขาร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งสังขารอย่าง นี้ ฯลฯ ความวนเวียนเพื่อปรากฏ ย่อมไม่มี แก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น [๑๑๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณ ๖ หมวดนี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ. ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย นี้เรียกว่าวิญญาณ. ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป ความดับแห่งวิญญาณย่อมมี เพราะความดับแห่งนามรูป อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ. ดูกรภิกษุทั้ง หลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งเหตุเกิดแห่ง วิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ อย่างนี้ ปฏิบัติแล้ว เพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณ สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่าใด ปฏิบัติดีแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่าย่อม หยั่งลงในธรรมวินัยนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่ง วิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่ง ข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลาย กำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าหลุด พ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มี กำลังสามารถเป็นของตน สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้มีกำลังสามารถเป็นของตน ความ วนเวียนเพื่อความปรากฏ ย่อมไม่มีแก่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น