วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เสียงแนะจากคนเคยอยู่ในรั้วสีเขียว! อย่าเพียงแต่พูดอยู่บนเวที แต่จงลงมือทำความดีเพื่อประชาชน



วันที่ ๒๑ ก.พ.๒๕๖๒ เฟซบุ๊ก ทองย้อย แสงสินชัยได้โพสต์ข้อความว่า อย่าเพียงแต่พูดอยู่บนเวที แต่จงลงมือทำความดีเพื่อประชาชน

ตอนนี้แถวบ้านผมอึกทึกไปด้วยเสียงรถโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เรียกเป็นคำย่อว่า ส.ส. อ่านว่า สอ-สอ

เดี๋ยวนี้พูดเป็นคำย่อกันทั่วไปหมด อีกไม่นานคงไม่มีใครรู้ว่า ส.ส. ย่อมาจากคำเต็มว่ากระไร

นอกจากรถโฆษณาแล้ว ที่ทำกันจนเป็นมาตรฐานทั่วไปก็คือ ติดป้ายโฆษณาข้างทาง

สรุปว่า วิธีหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในบ้านเราที่ประพฤติกันอยู่ ณ เวลานี้ก็คือ

๑ ติดป้ายโฆษณา 
๒ ใช้รถกระจายเสียงโฆษณา
๓ แสดงตัวทางช่องทางต่างๆ เช่นตั้งเวที เดินไปตามบ้านผู้คน และโฆษณาทางสื่อสมัยใหม่

เนื้อหาสาระที่แสดงออก สรุปให้สั้นที่สุดก็คือบอกว่าจะทำนั่นนี่โน่น

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่นักเลือกตั้งประพฤติกันมาตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการเลือกตั้งในเมืองไทย และทุกวันนี้ก็ยังคงใช้วิธีเดิม-วิธีเดียว

คือพูดเพียงอย่างเดียวเท่านั้นว่าจะทำ

แต่ไม่ทำ

ผมขอเชิญชวนให้ตั้งวงพิจารณาวิธีหาเสียงกันให้ดีๆ

นักเลือกตั้งบอกว่าจะทำนั่นนี่โน่น

เช่นที่บ้านผม-เขาบอกว่าจะทำให้ข้าวเปลือกราคาเกวียนละหมื่นบาท-อย่างนี้เป็นต้น

ที่ผมอยากให้ตั้งข้อสังเกตก็คือ เขาบอกว่าจะทำนั่นนี่โน่น

แต่ไม่ได้บอกวิธีทำ

วิธีทำเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

นั่นนี่โน่นที่บอกว่าจะทำนั้น จะพูดให้สวยหรูขนาดไหนก็ได้ แต่จะสำเร็จได้ตามที่พูดขึ้นอยู่กับวิธีทำ ประกอบด้วยรายละเอียดในการลงมือทำว่า ๑- ๒- ๓- ต้องทำอะไรและทำอย่างไร

ซึ่งนักเลือกตั้งร้อยทั้งร้อยไม่ได้บอกประชาชน

แต่ที่สำคัญเหนือขึ้นไปอีกก็คือ ศักยภาพหรือความสามารถในการที่จะทำได้จริงตามวิธีทำนั้นๆ

บอกวิธีทำด้วยก็จริง แต่พอลงมือทำเข้าจริง ทำไม่ได้ หรือบอกประชาชนว่าทำได้ แต่จริงๆ แล้วทำไม่ได้-นี่ก็ไม่ได้ยกขึ้นเอามาพูดเอามาบอกกัน

และที่น่าคิดก็คือ คนทั่วไปก็มักจะไม่ได้สนใจที่จะตรึกตรองตามไปให้ตลอดสายว่า-ที่พูดนั่นสามารถลงมือทำได้จริงแค่ไหน

ส่วนมากฟังเอา “มัน” หรือไม่ก็พลอยฝันเฟื่องไปกับเรื่องที่บอกว่าจะทำ แต่ไม่ได้คิดถึงความเป็นจริง

-----------------

อาจจะมีผู้ออกมาแก้แทนว่า ในขั้นตอนหาเสียง ไม่ใช่เวลาที่จะมาแจกแจงวิธีทำซึ่งมีรายละเอียดมาก นั่นต้องไปว่ากันอีกตอนหนึ่ง

แล้วจะไปว่ากันตอนไหน?

อ้าว ก็ตอนที่ได้รับเลือกตั้งแล้ว และได้เป็นรัฐบาลโน่นสิ

อ้าว (บ้าง) แล้วถ้าไม่ได้รับเลือกตั้งล่ะ

ไม่ได้รับเลือกตั้งก็เลิกกัน จบแค่นั้น

ไม่ใช่ความผิดของข้าพเจ้า อยากไม่เลือกข้าพเจ้าเองทำไมล่ะ

นักเลือกตั้งบ้านเราร้อยทั้งร้อยเป็นแบบนี้

ระหว่างที่ไม่มีเลือกตั้ง ประเทศชาติและประชาชนมีปัญหามากมาย มนุษย์พวกนี้ไม่เคยออกมาช่วย-แม้เพียงออกความเห็น บอกวิธีแก้ปัญหา-ซึ่งไม่ต้องทำเองแท้ๆ ก็ไม่มี

แต่พอมีเลือกตั้ง ทีนี้เสนอหน้าออกมาอาสารับใช้ประชาชนรับใช้ประเทศชาติกันให้เกลื่อนไปหมด

ถ้าไม่ได้รับเลือก ก็หายหน้าไป ลืมไปหมดสิ้นว่าได้เคยพูดว่าจะรับใช้ประชาชนรับใช้ประเทศชาติ

มนุษย์ที่มีนิสัยเช่นนี้แหละที่กำลังลงสนามเสนอตัวให้พวกเราเลือกอยู่ในเวลานี้

-----------------

ถ้าตั้งจะรับใช้ประชาชนรับใช้ประเทศชาติจริงๆ ผมมีข้อเสนอ

ข้อเสนอของผมก็คือ

๑ ประมวลปัญหาว่า ขณะนี้บ้านเมืองของเรามีปัญหาอะไรบ้าง ๑- ๒- ๓- เก็บรวบรวมข้อมูลไว้

๒ ตั้งเป้าหมายว่าบ้านเมืองของเราควรจะเป็นเช่นไร ควรจะมีอะไรหรือควรจะทำอะไรบ้าง เช่นเด็กไทยควรจะมีลักษณะนิสัยอย่างไรที่พึงประสงค์-อย่างนี้เป็นต้น คิดไว้ฝันไว้ให้หมด

๓ ต่อไปก็คิดหาวิธีแก้ไข หรือที่เรียกว่า “วิธีทำ” ปัญหาโน้นทำอย่างนี้ ๑- ๒- ๓- จึงจะแก้ได้ เป้าหมายนั้นทำอย่างนี้ ๑- ๒- ๓- จึงจะบรรลุได้

๔ ลงมือทำ ไม่ต้องรอว่าต้องมีเลือกตั้งจึงจะทำได้ ไม่ต้องรอว่าฉันต้องมีตำแหน่งก่อนจึงจะทำได้ และไม่ต้องรอว่าฉันและพวกพ้องต้องได้รับค่าตอบแทนฉันจึงจะทำ

๕ อะไรที่ทำด้วยตัวเองไม่ได้ แต่เห็นว่าใครทำได้ หรือใครมีหน้าที่จะต้องทำ ก็เอาวิธีทำนั้นๆ ไปเสนอเขา ไปบอกเขาให้ทำอย่างนั้นๆ และไม่ใช่ว่าบอกเขาแล้ว ถ้าเขาไม่ทำ ก็เลิก แต่ต้องหาทางกระตุ้นเตือนให้เขาทำต่อไปอีก ไม่ปล่อยมือง่ายๆ

ทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็สิ่งที่ควรทำ-ถ้าอ้างว่าต้องการจะรับใช้ประเทศชาติและประชาชน

ถ้าใครศึกษาพระพุทธศาสนามาบ้าง จะรู้ทันทีว่า-วิธีที่ว่ามานี้คือปฏิปทาของพระโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์คือบุคคลที่ตั้งปณิธานทำงาน มิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หากแต่เพื่อประโยชน์ของมวลมนุษยชาติเลยทีเดียว

เสนอแนะอย่างนี้ จะต้องมีคนออกมาแย้งว่า โอย ทำไม่ได้หรอก หาไม่ได้หรอกคนแบบนั้น ฝันไปเถอะ

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องถึงระดับเป็นพระโพธิสัตว์ก็ได้ เอาแค่ทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศไทย-แค่นี้ก็พอ

ทำได้หรือไม่

ชักลังเลแล้วสิ

นั่นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่า พวกเราส่วนมาก-โดยเฉพาะนักเลือกตั้งที่เสนอหน้าอยู่ในเวลานี้-ไม่ได้เคยคิดตั้งใจที่จะแบกรับภาระของชาติบ้านเมือง หากแต่คิดเพียงแค่จะหาประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้องเท่านั้น และเล็งเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นหนทางหนึ่งที่จะแสวงหาประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

-----------------

ถ้ายังอยากจะพิสูจน์ตัวเองเพื่อลบล้างคำปรามาสของผม (ตามที่ว่ามา) ผมก็มีงานง่ายๆ ที่ขอเสนอ-เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้โดยตรงเลยทีเดียวแหละ

นั่นก็คือ ณ เวลานี้ประชาชนส่วนมากยังไม่ทราบว่าหน่วยเลือกตั้งที่เขาจะต้องไปลงคะแนนนั้นอยู่ที่ไหน

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ วันเลือกตั้งจะมีคนไปลงคะแนนผิดที่เป็นจำนวนมาก

ข้อเสนอของผมก็คือ-ขอแรงผู้สมัครทั้งหลายช่วยแจ้งให้ประชาชนแต่ละบ้านได้รับทราบหน่อย จะได้หรือไม่

ยกตัวอย่างง่ายๆ รถโฆษณาที่ผ่านไปทางถนนซอยบ้านไหนก็ประกาศไปด้วยว่า ท่านที่มีบ้านอยู่ในซอยนี้ หมู่บ้านนี้ บ้านเลขที่นี้ถึงเลขที่นี้ หน่วยเลือกตั้งของท่านอยู่ที่โน่นๆ นะครับ

เรื่องนี้เรื่องเดียว ช่วยบอกกันชัดๆ แค่นี้ ทำได้หรือไม่

“วันอาทิตย์ที่ ๒๔ มีนาคม แปดโมงเช้าถึงห้าโมงเย็นไปเลือกตั้ง”

ประโยคนี้พูดกรอกหูเป็นพันๆ ครั้ง ทั้งๆ ที่คนทั้งประเทศเขารู้อยู่แล้ว

แต่หน่วยเลือกตั้งของเขาอยู่ที่ไหน 
ยังไม่มีใครบอกเลยแม้แต่ครั้งเดียว

...............

คงจะมีคนออกมาออกรับแทนอีกกระมังว่า เรื่องนี้เขามีหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว เดี๋ยวหน่วยงานนั้นเขาจะมีหนังสือไปถึงทุกบ้านเอง ไม่ใช่หน้าที่ของผู้สมัครที่จะต้องบอก

อ้าว!

ก็งานของบ้านเมืองที่เสนอหน้าสมัครเข้าไปทำกันอยู่นี้ก็มีคน มีหน่วยงานที่เขาทำอยู่แล้วทั้งนั้น

แล้วสมัครเข้าไปทำอะไรกันอีก?

แต่-ไม่ต้องเถียงกันหรอกครับ ผมเพียงแต่พยายามจะบอกว่า-นี่ไงคือประโยชน์ของประชาชนที่ควรช่วยกันทำ

พระโพธิสัตว์นั้นท่านมีแต่พยายามหาเหตุผลเพื่อจะได้ทำงานเพื่อมวลมนุษยชาติ

ท่านไม่เคยเกี่ยงว่างานนี้ไม่ต้องทำเพราะมีคนอื่นทำอยู่แล้ว

..................

แถมให้อีกหน่อยก็ยังได้ว่า - กรุณาช่วยกันเสนอแนะให้ปรับปรุงวิธีลงคะแนนด้วยวิธีที่ง่ายและแน่นอนได้หรือไม่

เท่าที่ผ่านมาทุกครั้ง ไปถึงหน่วยเลือกตั้ง (นี่หมายถึงผ่านพ้นปัญหาไปผิดที่หรือไม่รู้ว่าหน่วยลงคะแนนของตัวอยู่ที่ไหนไปแล้ว) จะต้องไปพลิกดูบัญชีว่าชื่อของตัวอยู่หมายเลขลำดับที่เท่าไร แล้วจึงไปเข้าแถวยื่นบัตรให้เจ้าที่ตรวจ กว่าจะหาชื่อเจอ กว่าจะตรวจเสร็จ กว่าจะเซ็นชื่อเสร็จ กว่าจะได้ใบลงคะแนนถือไปเข้าคูหากาบัตร เสียเวลาและอารมณ์ไปเป็นอันมาก

ช่วยหาวิธีทำให้ง่ายขึ้นได้หรือไม่

เช่น-เพียงแต่ถือบัตรประจำตัวประชาชนไปยื่น เจ้าหน้าที่รับไปแปะเข้ากับเครื่องอะไรสักอย่าง ก็ยืนยันได้ทันทีว่าคุณเป็นใคร เข้าคูหากาเบอร์ได้ทันที - ทำแบบนี้ได้หรือไม่

ยิ่งถ้าคิดหาวิธี-นั่งอยู่กับบ้านก็สามารถลงคะแนนได้ ยิ่งประเสริฐนัก

อย่าเพิ่งบอกว่าทำไม่ได้

แต่จงช่วยกันคิดหาวิธีที่จะทำให้ได้

นี่ไงคือ-งานเพื่อประชาชนตรงตัว

ผู้เสนอตัวออกมาให้ประชาชนเลือกนั่นแหละที่ควรจะต้องเป็นหัวหอกในการลงไปทำงานแบบนี้

นี่แค่งานเฉพาะหน้าเท่านั้น

งานระยะยาวยังมีอีกอเนกอนันตัง-ที่ยังไม่มีคนคิดทำ

ไม่ใช่เอาแต่ยืนพูดอยู่บนเวที

แต่ไม่เคยลงมือทำความดีเพื่อประชาชน

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย
๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
๑๑:๓๗

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...