วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

"สามารถ"หลับตาโพสต์! ขอวัดเป็นที่พึ่งคนยากช่วงวิกฤติโควิด-19



เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตรองหัวหน้าพรรค และอดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้รัฐต้องออกมาตรการต่างๆมากมาย จนวงจรธุรกิจหยุดนิ่ง ผู้คนเดือดร้อน ลำบากยากเข็ญกันไปถ้วนหน้า ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้จ่าย ติดค้างค่าเช่าห้อง ค่าเช่าบ้าน จนต้องออกไปเร่ร่อนนอนตามใต้สะพาน ไม่มีข้าว ไม่มีน้ำจะกิน รอพึ่งกระบวนการช่วยเหลือจากรัฐก็ล่าช้า เข้าถึงยาก 

นมัสการไปถึงท่านเจ้าอาวาสวัดทุกวัด โดยเฉพาะวัดในเขตชุมชนเมือง ที่มีคนเดือดร้อนไร้ที่พึ่งพิงเป็นจำนวนมาก ท่านเปิดวัดรับคนเดือดร้อนเหล่านี้ได้หรือไม่ หาที่พักให้ได้อยู่ได้นอน ได้ใช้ห้องน้ำ มีอาหาร น้ำดื่มพอประทังชีวิต ไม่ต้องห่วง วัดเป็นเสมือนเนื้อนาบุญ คนที่อยากทำบุญ อยากบริจาค เพื่อผู้เดือดร้อน มีอยู่มากมาย แต่ละวัดเพียงจัดพระนั่งรอรับของบริจาคอยู่ที่วัดให้ศีลให้พร แค่นั้น รับรองว่าสิ่งของบริจาคจะหลั่งไหลเข้าวัดอย่างล้นเหลือ บุคคลากรทางสาธารณสุข เช่น แพทย์ พยาบาล อนามัย อสม. ในละแวกใกล้เคียงวัด เข้าไปช่วยพระท่านจัดระเบียบ ให้คำแนะนำเรื่องการป้องกันไวรัส จนท แรงงานในพื้นที่เข้าไปแนะนำเรื่องอาชีพ จนท กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าไปดูเรื่องความเป็นอยู่ จัดที่นอน หมอน มุ้ง ผ้าห่ม ให้เพิ่มเติมจากของวัดที่อาจมีไม่พอเพียง ทราบว่าท่านพระพยอม วัดสวนแก้วท่านเริ่มแล้ว ให้ที่อยู่ ให้ข้าวทาน ให้งานทำ มีค่าแรงให้ได้ใช้จ่ายด้วย แต่คงรับได้จำนวนจำกัด ท่านเจ้าอาวาสทุกวัด ช่วยกันหน่อย เมตตาเปิดวัด เพื่อคลี่คลายความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้ญาติโยมเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เขาหนีร้อนมาพึ่งเย็น หวังมาพึ่งใบบุญจากวัดของลูกศิษย์พระตถาคตนะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ไวรัสโควิด-19ได้ระบาดในประเทศไทย เว็บไซต์บ้านเมืองได้รายงานการที่วัดต่างๆทั่วประเทศไทยได้สนองพระดำริของสมเด็จอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาปริญายก ที่ประทานความห่วงใยแกผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงมีพระดำริให้วัดทั่วประเทศที่มีศักยภาพตั้งโรงทานบรรเทาทุกข์ 

อย่างเช่นเมื่อวันที่ 6 เมษายน  2563 เว็บไซต์บ้านเมืองได้รายงานว่า แม่ชีทองสุข นานเจ็ดสีและชาวคณะฮ่องกงและจีน ร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้บริจาคข้าว 200 ถุงมาม่า 200 ห่อปลากระป๋อง 450 กระป๋องถวายวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ซึ่งมีพระสงฆ์ 112 รูป สามเณร 40 รูป รวมถึงชนแถววัดประยุรอีก 5 ชุมชน แจกข้าวสารปลากระป๋องแล้วก็แจกมาม่าให้กับชุมชนอีก 5 ชุมชนรอบวัด 

ศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ประจำแขวงอรุณอมรินทร์ ณ วัดนายโรง พระมงคลรัตโนภาส,ดร. ที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดเรืองยศสุทธาราม กรุงเทพฯ นำคณะสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์ตั้งโรงทาน จุดบริการอาหารและเครื่องอุปโภค โดยจุดบริการจะเปิดทุกวันจันทร์วันละ 400 ชุด ณ  วัดเรืองยศสุทธาราม กรุงเทพ เวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

พระโสภณพัฒนบัณฑิต รองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาเขตขอนแก่น  นำคณะสงฆ์จังหวัดขอนแก่นร่วมกับคณะสงฆ์วัดธาตุพระอารามหลวง และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือ

พระราชปริยัติสุนทร เจ้าคณะจังหวัดฉะเชิงเทรา ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธร มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พระครูสุตตภาวนาพิธาน เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด พระใบฎีกาเชษฐ์ จารุธมโม ประธานสภาองค์กรนิสิต, คณะสงฆ์ และอาจารย์วิทยาลัยสงฆ์พุทธโสธรฯ บริจาคน้ำดื่มและไข่ไก่ ให้ศูนย์โรงทานช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid -19) ผู้ยากไร้ และผู้ป่วยติดเตียง ณ #สำนักงานรองเจ้าคณะอำเภอท่าตะเกียบ วัดเขาถ้ำแรต ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา 

วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยศรัทธาสาธุชน เปิดโรงทาน มอบทาน มอบธรรม มอบน้ำใจ สู้ภัย COVID-19 ณ สภาธรรมกายสากล และหอฉันคุณยายอาจารย์ฯ ตามแนวพระดำริสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก โดยเปิดให้ประชาชน ได้เข้ามารับอาหารซึ่งผลิตจากโรงครัวของที่วัดได้ทุกวัน ติดต่อร่วมเป็นเจ้าภาพภัตตาหารได้ที่ โทร.02-8311000 หรือบริจาคออนไลน์ได้ที่ https://donate.dkcmain.org

คณะสงเขตบางกอกใหญ่ ร่วมกับคณะสงฆ์วัดอรุณราชวราราม นำโดยพระธรรมรัตนดิลก กรรมการมหาเถรสมาคม ผู้รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 9 เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม โรงพยาบาลนครธน สำนักงานเขตบางกอกใหญ่ สถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ จัดทำศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบความยากลำบาก ถวายอาหารพระภิกษุ-สามเณร ภายในอาราม รวมทั้งแจกจ่ายให้กับผู้ประสบความยากลำบาก ในสถานการณ์การแพร่เชื้อไวรัสโคโรนาในขณะนี้ และวันนี้มีคุณสุวิทย์ กิ่งแก้ว ที่ปรึกษาอาวุโส บมจ ซีพี ฮอลล์ และคณะได้มาร่วมถวายข้าวกล่อง อาหารแห้ง ด้วย

ขณะที่เพจองค์ม่อน ธรรมะอารมณ์ดี  ได้โพสต์ข้อความว่า วันนี้ออกถวายภัตตาหารเพลพระ 200 กล่อง วัดที่ไม่ได้ออกบิณฑบาตและอยู่ห่างจากชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 ในเขตพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว โครงการสังฆประชาปันสุข กิจกรรมคณะสงฆ์เพื่อสาธารณะสงเคราะห์ เพื่อร่วมปันสุขผู้ป่วยติดเตียงเพื่อร่วมปันสุข ปันกำลังใจแด่ผู้ประสบปัญหาวิกฤตโรคไวรัสอุบัติใหม่ Covid-19 และบุคคลากรทางการแพทย์ส่วนงานของอำเภออรัญประเทศ พร้อมเปิดช่องทางร่วมปันบุญปันสุขจากบุคคลทั่วไป 

ก่อนหน้านี้ได้โพสต์ว่า ผ่านไปแล้ว 5 วัน 79 ชีวิต บรรยากาศศูนย์พักพิงชั่วคราว จากคนอื่นสู่ความเป็นครอบครัวเดียวกัน ผ่านไปแล้ว 5 วัน สำหรับ 79 ชีวิตในศูนย์พักพิงชั่วคราว สำนักปฏิบัติธรรมป่าโมกข์ธรรมาราม ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว 1 ใน 13 ศูนย์ฯ ของอำเภออรัญประเทศ ในการพักพิงชั่วคราวของคนอรัญประเทศที่กลับจากกัมพูชา 

ตลอดระยะเวลา 5 วันที่ผ่านมา คณะสงฆ์อำเภออรัญประเทศ นายอำเภออรัญประเทศ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.หนองสังข์ รพ.สต.หนองสังข์ และทุกๆท่านที่ร่วมบริจาคอาหารน้ำดื่ม และส่งกำลังใจให้พวกเรา พวกเราได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นอย่างดีในการดูแลพี่น้องที่มาพักพิง แม้ด้วยข้อจำกัด เราอาจไม่ใช่สถานที่ทีดี 100 % แต่เราพยายามดูแลให้ดีที่สุด ตามระเบียบของทางสาธารณสุข

ผ่านไป 5 วัน บรรยากาศที่นี่ ไม่ใช่ศูนย์พักพิง เราทำให้บรรยากาศมันคือบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง มันคือการมาเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ดูจิตใจ ดูแลร่างกาย ของตัวเอง 14 วัน ทุกคนช่วยกันดูแลที่พัก ห้องน้ำ ลานวัด และร่วมกันสวดมนต์ นั่งสมาธิ ช่วงสั้นๆ ในทุกคืน ก่อนแยกย้าย มีชั่วโมงเรียน "วิชาชีวิต"  ผ่านการฟังธรรม ตื่นเช้ามา ทุกคนต่างทำหน้าที่ เหมือนอยู่บ้าน กวาดถูศาลา ซักผ้า อาบน้ำ ทานกาแฟ ทานอาหาร 3 มื้อ เราหวังว่า พวกเราจะผ่านมันไปได้ และผ่านไปด้วยกัน

และตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน  2563 เป็นต้นมาเว็บไซต์บ้านเมืองก็ได้รายงานบรรยากาศการตั้งโรงทานของวัดทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง



"นักวิชาการ มจร"โต้นักวิชาการมะกัน ระบุ"พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสภาษาบาลี"



วันที่  4 พฤษภาคม พ.ศ.2563  หลังจากมีนักวิชาการพุทธศาสนามหายานชื่อ  ดร. Jan Nattier ชาวอเมริกัน ปาฐกถา เกี่ยวกับภาษาบาลี โดยปาฐกถาว่า "พระพุทธเจ้าเจ้าไม่ได้พูดภาษาบาลี"  ในการเผยแผ่ธรรมะของพระองค์ กลายเป็นเรื่องฮือฮาในสังคมชาวพุทธในประเทศไทย เรื่องนี้ รศ.ดร.เวทย์ บรรณกรกุล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลี โพสต์เฟซบุ๊กความว่า
           
เป็นที่ฮือฮา ! ฝรั่งบอก พระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสภาษาบาลี
           
พวกเรา นี่ก็แปลก ! ต้องอ้างฝรั่ง จึงเชื่อและเห็นคล้อยตาม
  
เป็นที่ฮือฮากันใหญ่ คนฟังอาจจะคิดว่า "เป็นข้อค้นพบใหม่" กันเลยทีเดียว (พูดถึงเพื่อนเถรวาทชาวไทยด้วย) คลิป YouTube นาทีที่ 9.21
             
…. we will have to ask some very basic questions for example what language did the buddha speak that’s pretty basic now if you ask a pious Theravada Buddhist today if you ask one of my neighbors in Thailand They’ll be eager and quick to reply he spoke Pali ……


(มีรอยยิ้มแบบ ???? จากผู้บรรยาย และเสียงหัวเราะ)  ช่อง YouTube :  https://youtu.be/aCCkA12ynLs





ข้อความตอนหนึ่ง  "อาจจะช็อกเลยทีเดียว เมื่อรู้ว่า "บาลี ไม่ใช่ภาษาสำหรับบันทึกคำสอนดั้งเดิมนาที 27.30 เป็นต้นไป  … Pali are not original teachings in anyone’s dialect they are translations or at least transpositions into different wording using various progress elements…..
          
ข้อมูลที่ Jan Nattier บรรยายชั่วโมงกว่า ๆ คามคลิปเต็ม มีประโยชน์หลายอย่าง  บางเรื่อง  ผมกลับพบว่า Jan Nattier ประมวลข้อมูลความรู้สาระที่มีอยู่ในคัมภีร์เถรวาทนั่นแหละ มาพูดใหม่ ที่พวกเราฮือฮากัน "เพราะพวกเรา เรียนห่างเหินคัมภีร์เก่าของเราต่างหาก"

เรื่อง "บาลี ไม่ใช่ภาษา"  เรื่องนี้ผมเรียนตั้งแต่ชั้นบาลีไวยากรณ์ว่า "พุทฺธวจนํ ปาเลตีติ ปาลิ"  ภาษาสำหรับรักษาพระพุทธพจน์  เมื่อศึกษาคัมภีร์ปทรูปสิทธิ ก็ยิ่งมีหลักฐานชัดเจนว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสด้วย “ภาษาบาลี” รับรู้กันตั้งแต่เรียนแล้วว่า ในสมัยพระพุทธองค์ไม่มีภาษาบาลี  พระพุทธองค์ทรงเทศนาเผยแผ่อริยสัจด้วยภาษามูลมาคธี จะแปลว่า ภาษามคธเก่า มาคธีโบราณก็ได้  (อ้างอิงจากคัมภีร์ ปทรูปสิทธิ และคัมภีร์สายเถรวาทหลายแห่ง ปรากฏข้อความว่า  สา มาคธี  มูลภาสา ฯลฯ สมฺพุทธา จาปิ ภาสเร)

อรรถกถาหลาย ๆ แห่ง เช่นอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค เป็นต้น ก็ยืนยันชัดเจนว่า "พระพุทธเจ้าทรงใช้ภาษามูลมาคธี มาคธิกา แปลว่า ภาษาชาวมคธ"   ในการประกาศเผยแผ่ศาสนธรรมเลือกแคว้นใหญ่ที่มีอิทธิพลทั้งเศรษฐกิจ ภาษาและวัฒนธรรม คือ แคว้นมคธ พระอัครสาวกซ้ายขวา ที่เป็นกำลังในการเผยแผ่ก็เป็นชาวแคว้นมคธ พระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา มีอิทธิพลกำลังสำคัญในการเผยแผ่ระดับพระธรรมสังคาหกาจารย์ (ผู้สังคายนาพระธรรมวินัย) ต้องนำบทธรรมบรรยายของท่านนับเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพุทธพจน์ คือ "ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค"  (พระไตร ปิฎกเล่มที่ 31 ของไทย)
         
ด้วยความหลากหลายของ "มูลมาคธี"  ตามสำเนียงพื้นเพของพระสาวก และอาจเจือปนด้วยภาษาถิ่นเดิมของแต่ละท่าน พระกัจจายนะจึงได้รจนาระเบียบกฎเกณฑ์ภาษามูลมาคธีขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นภาษากลาง และใช้เป็นหลักจดจารึกพระพุทธพจน์โดยเฉพาะ โดยท่านตั้งอธิการสูตรครอบคลุมกัจจายนสูตรทั้งหมดว่า "ชินวจนยุตฺตํ หิ"  แปลว่า (สูตรที่แสดงต่อไปนี้) ถูกต้องเหมาะสมกับพระพุทธพจน์ แปลให้เข้าใจง่าย ๆ คือคัดเลือกหลักภาษาเฉพาะที่เหมาะสมกับพระพุทธดำรัสเท่านั้น

จากหลักฐาน กัจจายนสูตร "ชินวจนยุตฺตํ หิ"  ข้อนี้ ทำให้ทราบว่า "มูลมาคธี"  มีความหลากหลายผสมผสานปรากฤตโบราณบ้าง สันสกฤตบ้าง ภาษาถิ่นบ้าง พระอรหันต์ อริยสาวก สาวก มีมาจากต่างแคว้น ต่างเมือง ต่างภาษาวัฒนธรรม ท่านก็ต้องเลือกภาษาของตนและของคนพื้นเมืองในการเผยแผ่ธรรม ดังนั้น พระมหากัจจายนะ  จึงรจนากัจจายนสูตร กฎเกณฑ์หลักภาษามูลมาคธี เพื่อให้สาวกรักษา สืบทอด พระพุทธพจน์ต่อไปได้ กฎเกณฑ์ระเบียบภาษาที่รจนาขึ้นใหม่นี้ มีจุดมุ่งหมายรักษา พระพุทธพจน์ พระอรรถกถาจารย์ในยุคหลัง จึงเรียกว่า "ปาลิ" 
         
ปาลิ คือ ระเบียบกฎเกณ์ภาษาที่บัญญัติขึ้นใหม่(จากมูลมาคธี) เป็นภาษากลางของพุทธศาสนา(เถรวาท) เป็นภาษาที่ปรุงแต่งรักษาคัมภีร์โดยเฉพาะ แน่นอนครับ ภาษาดั้งเดิมของพุทธศาสนา ไม่ใช่ภาษาบาลี แต่เป็น"มูลมาคธี"  ใหม่  นี่คือสิ่งที่ชาวพุทธเถรวาทผู้ศึกษาคัมภีร์ รับรู้กันมานานแล้วว่า คำว่า "ปาลิ ไม่มีในพระไตรปิฎก  ปาลิ พึ่งมีปรากฏในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา" 
       
มีผู้นำบางบทบางตอนเรื่องนี้ แปลเป็นภาษาไทยแล้ว ขออนุโมทนา และขออนุญาตแชร์ให้แพร่หลาย พวกเราจะได้กลับไปศึกษาคัมภีร์สัททาวิเสสเถรวาทดั้งเดิม เมื่อ Jan Nattier ถามอีก จะได้ไม่ตอบว่า "พระพุทธเจ้า พูด (ตรัส) ภาษาบาลี"  ตาม link facebookhttps://www.facebook.com/insideexplorer/videos/2722833591279346/

 อย่างไรก็ตามเวลา 20.00 น.วันนี้วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ(IBSC) มจร จะจัดรายการออนไลน์ ฟังความเป็นจากนักวิชาการเพิ่มเติม


วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

โปรดทราบ!ผู้ปลูกพืชตรวจสอบรายชื่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรด้านพืชด่วน



วันที่  4 พฤษภาคม พ.ศ.2563 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 เห็นชอบโครงการช่วยเหลือเกษตรกร กรณีที่ได้ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและครอบครัว เป้าหมายไม่เกิน 10 ล้านราย โดยจะจ่ายเงินช่วยเหลือโดยตรง จำนวน 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2563        โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก  เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ จำนวน 8.43 ล้านราย และกลุ่มที่ 2  เกษตรกรที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ไม่เกิน 1.57 ล้านราย  

 สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกพืช       กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำแนวทางปฏิบัติในการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร           ตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกร กรณีที่ได้ผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนส่งรายชื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิจะได้รับการเงินช่วยเหลือตามโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการคัดกรองตรวจสอบสิทธิตามเงื่อนไขของภาครัฐเท่านั้น ซึ่งขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แบ่งเกษตรกร ด้านพืช จำนวน 3 กลุ่ม ดังนี้  

กลุ่มที่ 1 เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562 และปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2563 แล้ว จำนวน 6.3 ล้านครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2563) ขอให้ไปตรวจสอบรายชื่อที่ติดประกาศภายในชุมชน (ตามที่ตั้งแปลงปลูก) ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2563 หากมีรายชื่ออยู่ในกลุ่มนี้ ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆอีก โดยจะเป็นรายชื่อเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายแรกที่จะส่งไปคัดกรองเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และขอให้รอผลคัดกรองตรวจสอบสิทธิในการเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งนี้ ธ.ก.ส.จะโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารเท่านั้น  

กลุ่มที่ 2 เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ก่อนปี 2562 และยังทำการเกษตรอยู่ จำนวน 1.7 ล้านครัวเรือน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2563) ขอให้ไปตรวจสอบรายชื่อที่ติดประกาศภายในชุมชน (ตามที่ตั้งแปลงปลูก) หากพบว่ามีชื่ออยู่ในกลุ่มนี้ ขอให้ไปปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับผู้นำชุมชน หรือ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 โดยจะเป็นรายชื่อเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายที่ 2 ที่ส่งไปคัดกรองเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และขอให้รอผลคัดกรองตรวจสอบสิทธิในการเข้าร่วมโครงการฯ  

กลุ่มที่ 3 เกษตรกรรายใหม่ ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกร หลังจากที่ปลูกพืชแล้ว 15 วัน ให้มาติดต่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับผู้นำชุมชน หรือ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หรือที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 โดยรายชื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ จะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ 2 ที่ส่งไปคัดกรองเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ต่อไป  ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิจะได้รับการเงินช่วยเหลือตามโครงการ จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการคัดกรองตรวจสอบสิทธิตามเงื่อนไขของภาครัฐเท่านั้น 

ทั้งนี้การขึ้นทะเบียนเกษตรกรรายใหม่ ภายหลังจากเกษตรกรทำการปลูกพืชแล้ว 15 วัน และมาขอขึ้นทะเบียนเกษตรกร ตามหลักเกณฑ์ของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร โดยกรอกแบบฟอร์ม ทบก.01 พร้อมแนบหลักฐานที่กำหนด ส่งให้ผู้นำชุมชน หรือ อกม. รวบรวมส่งสำนักงานเกษตรอำเภอแล้ว เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะดำเนินการบันทึกข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล ติดประกาศในชุมชน 3 วัน หรือตรวจสอบพื้นที่จริง หรือจัดทำผังแปลงเกษตรกรรมดิจิทัลต่อไป  หากมีข้อสงสัย สามารถโทรสอบถามได้ก่อน ที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก เพื่อลดความเสี่ยง เลี่ยงการเดินทาง 

"สมเด็จพระสังฆราช" ทรงยก "สติ-ปัญญา" ช่วยพ้นภัย เป็นคติธรรมวันวิสาขบูชา ๒๕๖๓



วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๓ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ ความว่า



"ดิถีวิสาขบูชา อันเป็นวันคล้ายวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นวันสำคัญสากลของโลก มีกาลกำหนดขึ้นไว้ เป็นนักขัตฤกษ์พิเศษ เพื่อให้พุทธบริษัทได้กระทำสักการบูชา แด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยดวงจิตตั้งมั่นในความเชื่อ และความเลื่อมใสต่อพระพุทธคุณ ซึ่งเป็นโอสถวิเศษ และเป็นเครื่องป้องกันสรรพพิบัติภัยทั้งปวง

ภัยใหญ่หลวงสำหรับทุกชีวิต ตามหลักพระพุทธศาสนา มี ๓ ประการ กล่าวคือ ความแก่ ๑ ความเจ็บ ๑ และความตาย ๑ ไม่มีภัยอื่นใด ที่ผู้คนหวาดหวั่นครั่มคร้าม ไปมากกว่าภัยทั้งสามประการนี้อีกแล้ว พระพุทธองค์ผู้ทรงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ ได้โปรดประทานหนทางดับภัยไว้แล้วแก่โลก กล่าวคือ "อริยมรรค" ซึ่งเป็นไปเพื่อละ เพื่อล่วงพ้นภัย ย่อมดับเหตุแห่งการเกิด ที่นำไปสู่ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ได้อย่างสิ้นเชิง

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระปัจฉิมวาจาก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า "วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ" แปลความว่า "สังขารมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" จึงขอทุกท่าน หันกลับมาพิจารณาชีวิตของตนๆ ผู้ล้วนกำลังเผชิญภยันตรายกันอยู่ทั่วหน้า โดยไม่อาจทราบได้ว่า ความเจ็บและความตายจะมาถึงเมื่อไร ขอจงเร่งสั่งสมอบรม "ความไม่ประมาท"  ให้ถึงพร้อม ขอจงเร่งขวนขวายสั่งสม เพิ่มพูนกุศลธรรมให้เจริญงอกงามขึ้นในตน เพื่อผลคือ "สติ"  และ "ปัญญา" อันสามารถช่วย ให้ล่วงพ้นจากภัยได้ ในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ

ขอสาธุชน อย่าละเลยการบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา อันนับเป็น "ปฏิบัติบูชา" ที่พึงกระทำต่อพระรัตนตรัย เพื่อความดำรงคงมั่น แห่งพระสัทธรรม ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นประทีปส่องใจเวไนยนิกรทั้งปวงสืบไป ตลอดกาลนาน เทอญ"

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

"สันติศึกษา มจร"ปรับหลักสูตรใหม่รับ New Normal เปิดสมัครนิสิตไทยและอินเตอร์ทั้งระดับโท-เอก



"สันติศึกษา มจร" ปรับหลักสูตรใหม่สอดรับยุค New Normal เปิดรับนิสิตปริญญาโท เอก ทั้งไทยและอินเตอร์ พร้อมลดค่าเทอมเรียน 15% ตลอดหลักสูตร

วันที่ 2 พ.ค.2563  หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ภายใต้การลงนามความร่วมมือกับสำนักงานศาลยุติธรรม และสถาบันพระปกเกล้า หลังจากผนึกกำลังกันปรับปรุงหลักสูตรใหม่ให้สอดรับกับสังคมยุค New Normal โดยเน้นพัฒนาผู้เรียนให้เป็นวิศวกรสันติภาพ ลงพื้นทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชุมชนและสังคม โดยใช้ฐานคิดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ของยูเอ็น ที่มุ่งพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มาเป็นกรอบการวิจัยและพัฒนา



พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษาและผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ มจร เปิดเผยว่า หากกำลังมองหาหลักสูตรใหม่ เพื่อสร้างโลกและชีวิตใหม่ด้วย Mindset ใหม่ ในยุคปกติรูปแบบใหม่หรือยุค New Normal สำหรับการบ่มเพาะลมหายใจแห่งความสุข ร่วมพัฒนาเศรษฐกิจ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เพื่อสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืนตามแนว Sustainable Development Goals: SDGs ขององค์การสหประชาชาติ ผู้สนใจสามารถค้นหาคำตอบได้จากหลักสูตรสันติศึกษา มจร 

"ทั้งนี้ หลักสูตรปริญญาเอกนั้น จะเปิดให้ศึกษา 3 แผน คือ (1) แผน 1.1 เน้นการวิจัยและการพัฒนาในพื้นที่จริง เพื่อใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือเสริมสร้างสังคมสันติสุข (2) แผน 1.2 ผู้เรียนที่มีประสบการณ์ผ่านการทำงานมานาน สามารถนำวุฒิปริญญาตรีมาสมัครเรียนปริญญาเอก และ (3) แผน 2.1 เน้นพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างชีวิตและสังคมสันติสุข ทั้งในห้องเรียนและภาคสนาม" ผอ.หลักสูตรสันติศึกษา มจร กล่าวและว่า

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบรายละเอียดการรับสมัครได้ที่โครงการหลักสูตรสันติศึกษา มจร  ได้ที่เบอร์ 063-561-5326 หรือศึกษารายละเอียดได้จาก www.ps.mcu.ac.th หรืออีเมล์ peace@mcu.ac.th หรือดูมูลผ่านเพจ peacemcu โดยเปิดรับสมัครตั้งแต่ วันนี้ ถึง 25 มิถุนายน 2563

"อาจารย์ มจร" แนะนำพุทธจิตวิทยา ใช้ชีวิตสู้ภัยโควิค-19 อย่างมีความสุขแบบ New Normal



ช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย การตั้งรับเหตุการณ์วิธีการพลิกปัญหาให้เป็นปัญญาเป็นอย่างไร ผศ.ดร.กมลาศ ภูวชนาธิพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แนะนำว่า หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา นำมาใช้ในวิกฤตินี้ได้ดีทีเดียว เราจะทำใจเราให้เย็นลง อดทนต่อความสูญเสียอย่างไร เราต้องมาฝึกใจยอมรับความจริงของชีวิต เข้าใจว่าเราอยู่ในกระแสโลก โลกธรรม 8 เป็นหลักธรรมสำคัญข้อหนึ่ง ที่เรานำมาปรับใช้ได้ทุกสถานการณ์ เมื่อมีลาภ เสื่อมลาภมียศเสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา มีสุข มีทุกข์ หลักความจริงนี้ที่มนุษย์ปุถุชนต้องประสบกันทุกคน เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อยู่ประจำกับชีวิต สังคมและโลกของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม 

ฝึกใจยอมรับความจริงเมื่อใจไม่ยอมรับความจริงของชีวิต และความเป็นไปของโลก เราจะเกิดทุกข์ ไม่สมปรารถนา ตามความคาดหวังก็เป็นทุกข์ เป็นเรื่องปกติสามัญของมนุษย์ หลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนา มีหลักดำเนินชีวิตที่จะให้เราข้ามผ่านความทุกข์ทั้งปวงได้ คือ การฝึกฝนใจของตัวเอง ต้นตอการเรียนรู้ความจริงของชีวิต คือ ใจของเรา ทำอย่างไรให้เราฝึกใจให้ไม่อ่อนไหวกับความจริง ความทุกข์ใจที่มาบีบคั้นตลอดเวลา อยู่กับความจริงที่เกิดขึ้นให้ได้เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เราฝึกใจยอมรับว่า เราแสวงหาความสุขนอกกายจากการเสพความสุขบริโภควัตถุภายนอกมาตอบสนองความสุขภายในมากแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องมาแสวงหาความสุขภายในกันแล้วดังพุทธพจน์ที่ว่า "ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ" การฝึกให้ใจ

สร้างต้นทุนทางใจด้วยสติวิธีคิดง่ายๆ คือ ทำบ้านให้ร่มเย็น คือ การกลับมาอยู่กับลมหายใจตัวเอง ทำใจที่ไร้บ้าน คือ การวิตกกังวล ความเครียด ต่างๆ ให้สงบลง อยู่กับปัจจุบัน ถ้าเคยฝึกมาบ้าง สติก็จะกลับมารวดเร็ว ถ้าคนไม่เคยฝึกอบรมใจ ใจก็จะกระเพื่อมขึ้นลงไปตามกระแสความเปลี่ยนไปของโลกภายนอก ถ้าเราเริ่มจะการฝึกจิตใจให้เข้มแข็งมาก่อน เราก็จะเรียกสติ กลับมาเร็วมากกว่าคนที่ไม่เคยฝึก เมื่อมีสติเกิดขึ้น ใจ โปร่ง โล่ง สบาย เราก็จะคิดแก้ปัญหาทุกอย่างได้ ข้อสำคัญ อย่าให้ความกลัวเข้ามาครอบงำจิตใจ จนขาดสติสัมปชัญญะ

วิธีคิดด้วยปัญญา การคิดแบบโยนิโสมนสิการ ทำให้เราเรียนรู้ที่จะเอาประโยชน์จากทุกปัญหา พลิกปัญหาให้เป็นปัญญาให้ได้ เราสามารถรู้เท่าทันกับสิ่งต่างๆที่มากระทบ ฝึกสืบสาว สาเหตุ วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้น ฝึกมองชีวิตว่า ไม่ว่าทุกข์หรือสุขเป็นสิ่งชั่วคราว เข้ามาอยู่อาศัยชั่วคราว ทุกอย่างเกิดขึ้นไม่นาน แล้วมันก็ผ่านไป ทุกชีวิตจะต้องเจอกับสภาวะที่บีบคั้น เพียงแต่จะมาในรูปแบบไหน อย่างไรแต่ถ้าเราปรับตัว ปรับใจต่อสถานการณ์ด้วยการใช้สติพิจารณาเราฝึกคิดแบบเร้ากุศลให้เรามีพลังใจที่จะดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง ดีงามอย่างไรตั้งคำถามให้กับตัวเองบ่อยๆเราจะอยู่กับความทุกข์ ให้มีความสุขได้อย่างไร 

การตั้งจิตไว้ดีการกำหนดจิต คิดบวกให้กับตัวเอง  คิดให้มีพลัง มองเหตุการณ์ที่เข้ามา เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต กำหนดจิต Mindset ฝึกมโนกรรมคิดดีกับตัวเองเสียก่อน แสดงออกต่อผู้อื่นด้วยใจเมตตา ไม่เบียดเบียนให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ โดยเฉพาะตอนนี้ เราจำเป็นต้องรักษาศีลในการอยู่ร่วมกัน สร้างสัมพันธที่ดีในการอยู่ร่วมกัน มีจิตสำนึกในการอยู่ร่วมกันในสังคมและสิ่งแวดล้อม ถือว่า เราได้ตั้งจิตไว้ดี มีความเมตตา ตั้งจิตเป็นกุศลต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม

ภาวนา 4 คือ เครื่องมือพัฒนาชีวิต เครื่องมือนำทางสำหรับการใช้ชีวิตแบบ New Normalยุคสถานการณ์โควิคCovid-19 ภายใต้กรอบแนวคิดภาวนา 4 ได้แก่ สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางสังคม สุขภาวะทางจิตใจ สุขภาวะทางปัญญา เป็นเครื่องมือที่วัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตนำไปสู่ความสุขได้ ผู้เขียนเสนอวิธีคิดและแนวปฏิบัติในการประเมินตนเองเบื้องต้น ว่าเราได้ปฏิบัติมากน้อยเพียงไร

1) เราสร้างสุขภาวะทางกายให้ดีได้อย่างไร คือ ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้แข็งแรง รู้จักรักษาสุขอนามัยตัวเอง ดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้มีความสะอาด เรียบร้อยอย่างไร มีสติการรับรู้ในการกิน อยู่ ฟัง เป็น มีใจคอยกำกับ ระลึกรู้คอยเตือนใจในการใช้ชีวิตประจำวัน

2) เราสร้างสุขภาวะทางสังคมที่ดีได้อย่างไร คือ มีสัมพันธภาพที่ดีต่อผู้อื่น ต่อสังคมอย่างไร ปฏิบัติตัวอย่างไร ไม่ให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่เบียดเบียนสังคม สร้างจิตสำนึกร่วมกันในสังคมอย่างไร รักษากฎกติกา มีวินัย รับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน แบ่งปัน เกื้อกูล ช่วยเหลือ เห็นอกเห็นใจผู้ที่อยู่ในภาวะคับข้องใจ หรืออยู่ในภาวะสูญเสียอย่างไร

3) เราสร้างสุขภาวะทางจิตใจได้อย่างไรคือ การฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง อดทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีจิตใจตั้งมั่น จัดการภาวะอารมณ์ได้ สร้างภูมิคุ้มกันทางทางใจให้มีพลังต่อสู้กับปัญหา อุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตได้ เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองต่อการตั้งรับกับสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิตได้ ฝึกใจให้สงบ ปลอดโปร่ง เสริมสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง สร้างแรงบันดาลใจด้านบวกให้ตัวเอง เมื่อใจเข้มแข็งก็จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นได้ดี

4) เราสร้างสุขภาวะทางปัญญาได้อย่างไร คือเราฝึกพิจารณารู้เท่าทันปัญหา เหตุการณ์ที่มากระทบไม่ว่าดีหรือร้าย เรารู้จักพิจารณาแยกแยะเห็นโทษ เอาเห็นประโยชน์กับสิ่งนั้นอย่างไร ใช้เหตุผลพิจารณามองให้รอบด้าน พลิกปัญหาให้เป็นปัญญาในแต่ละปัญหาอย่างไร ฝึกใจให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของชีวิตและโลก ฝึกจิตไม่ให้หวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่มากระทบ การใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท หลีกเลี่ยงการทำบาปทางกายและใจต่ออื่น เสาะแสวงหาข้อคิดหรือหลักธรรมมาเป็นเครื่องมือชี้นำทางให้การดำเนินชีวิต ลงมือฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อพิสูจน์สัจธรรมด้วยตนเอง

วิธีคิดที่นำเสนอข้างต้นเป็นทัศนะของผู้เขียนในการประยุกต์หลักคำสอนทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการดำเนินชีวิต ผู้อ่านสามารถลงมือปฏิบัติ ทดลองพิสูจน์ด้วยตนเอง ผลของการปฏิบัติเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล รู้ได้เฉพาะตน ต้องลงมือปฏิบัติถึงจะรู้ผลได้ด้วยตนเองเนื่องจากศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งการปฏิบัติ มีหลักธรรมให้เลือกปฏิบัติหลายระดับที่สามารถนำมาเชื่อมโยงเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิตให้มีความสุขได้ 

คณะสงฆ์ปทุมธานีและคณะน้อมถวายเครื่องบริโภคแด่สมเด็จพระสังฆราช



วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2563 คณะสงฆ์จังหวัดปทุมธานี นำโดยพระธรรมรัตนาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วยพระวิเทศธรรมาภรณ์ ประธานมูลนิธิธรรมกาย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และเครือข่ายคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลกเข้ากราบน้อมถวาย เครื่องบริโภคสมทบการตั้งโรงทานสนองพระดำริฯ และอุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระยาดของโรคโควิด-19 แด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เป็นผู้รับมอบถวาย ณ อาคารสัมฤทธิ์ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...