วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2567

"แอ๊ด คาราบาว"ยอมเปลี่ยนชื่อเพลง"ฆาตกรเต่างอย" เป็น “ฆาตกรเต่านินจา" ตามที่ "ดร.มหานิยม" จี้ ชาวเต่างอยไม่สบายใจ



เมื่อวันที่  3 มกราคม 2567 จากกรณีที่ แอ๊ด คาราบาว หรือ นายยืนยง โอภากุล ศิลปินแห่งชาติ ได้แต่งเพลง ฆาตกรเต่างอย ปล่อยออกมาให้ได้ฟังกันไปแล้วตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2567    โดยเนื้อเพลงมีการกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ไม่เชื่อไม่ควรลบหลู่อย่างนางพญาเต่างอย พร้อมขอบคุณ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ และอีกหลายคนรวมถึงสื่อมวลชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคดีน้องชมพู่ ที่บ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร

ส่งผลให้ ดร.นิยม เวชกามา ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (คนที่ 1) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ฯพณฯ ภูมิธรรม เวชยชัย) และ ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนครเขต 2 กล่าวถึงกรณีบนโซเชียลฯได้แชร์คลิปนายยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ศิลปินแห่งชาติ ได้เล่นดนตรีเพลง "ฆาตกรเต่างอย" โดยมีเนื้อหากล่าวถึงคดีการเสียชีวิตของน้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ ที่ศาลจังหวัดมุกดาหารพิพากษาจำคุก 20 ปี นายไชย์พล วิภา หรือลุงพล  แห่งบ้านกกกอก ต.กกตูม อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย นั้นว่า 

"การแต่งเพลงดังกล่าวกระทบกระทั่งจิตใจของคน อ.เต่างอย ที่จะต้องรับชะตากรรมในชื่อเพลงฆาตกรเต่างอย ซึ่งเป็นความเจ็บช้ำน้ำใจตนต้องขอบอกว่าคนที่กระทำผิดก็ไม่ใช่เป็นคนอำเภอเต่างอยแต่อย่างใดแต่การมาแต่งเพลงอย่างนี้มันกระทบจิตใจกันเหลือเกินตนจึงอยาก ซึ่งตอนต้นเพลงก็เป็นเนื้อความที่ดีแต่การลงท้ายด้วยฆาตกรเต่างอยไม่เป็นธรรมกับคนเต่างอยเลย ทั้งนี้ตนวอนขอให้แอ็ดคาราบาว  เปลี่ยนคำว่า ฆาตกรเต่างอย เป็นอย่างอื่น"

ทางด้านนายวันชัย พิชัยคำ อายุ 68 ปี รองประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอเต่างอย กล่าวว่า ส่วนตัวชื่นชมผลงานเพลงของแอ๊ด คาราบาว แต่หลังจากเพลงฆาตกรเต่างอย ถูกปล่อย ก็ได้ฟังเนื้อหาแล้วในชื่อเพลงนำเอาคำว่า เต่างอย มาตั้งชื่อเพลงว่า"ฆาตกรเต่างอย" ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จริงแล้วเรื่องคดีน้องชมพู่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นที่นี้

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการมาของผู้เกี่ยวข้องในคดีขณะนั้นทางคุณจิตหรา ดึงตัวมาร่วมงานบวงสรวง ซึ่งยังเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยเพียงเท่านั้น แอ๊ด คาราบาว คงไปเข้าใจว่าคนเต่างอยสนับสนุนเลยไปมีเนื้อหาอยู่ในเพลง

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ที่จริงชาวอำเภอเต่างอยและพญาเต่างอยไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับเรื่องนี้ ตอนนี้เพลงที่ปล่อยออกไปสร้างความเสียหายต่อชาวอำเภอเต่างอย จึงอยากฝากถึงแอ๊ดคาราบาว ว่า ให้เปลี่ยนชื่อเพลงได้หรือไม่ หวั่นคนจะเข้าใจผิดว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องในคดีก็เป็นคนที่นี่ ซึ่งลานพญาเต่างอยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีผู้คนมากราบไหว้สักการะทั่วทุกสารทิศ เกรงจะกระทบต่อการท่องเที่ยวที่กว่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ตั้งแต่ผลกระทบโควิด-19นั้น

ล่าสุดวันนี้( 3 ม.ค.)  แอ๊ด คาราบาว ศิลปินเพื่อชีวิตชื่อดัง โพสต์ข้อความในเพจ Add Bao ถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่า  “สืบเนื่องมาจากเพลง ฆาตกรเต่างอย ที่ผมแต่งขึ้นมา เพื่อมอบให้พี่แต้ม พลตำรวจตรี วิชัย สังข์ประไพ เป็นของขวัญปีใหม่ แต่แล้วก็มีเสียงทัดทานจากชาวเต่างอยว่าอยากให้เปลี่ยนชื่อเพลง เพราะมันทำให้เสียชื่อเสียง ผมจึงประกาศมาในที่นี้ว่าขอเปลี่ยนชื่อเป็น ฆาตกรเต่านินจา โปรดรับทราบโดยทั่วถึงกันนะครับพี่น้อง”


ทำบุญแนวใหม่! "ธนบวร สิริคุณากรกุล" เหมาทัวร์พาพระสงฆ์จารึกสังเวชนียสถาน สืบสานพระพุทธศาสนา


 
เมื่อวันที่  3 มกราคม 2567 รองศาตราจารย์ ดร.ธนบวร สิริคุณากรกุล พร้อมคณะญาติธรรมได้ร่วมกันพาพระสงฆ์จำนวน 15 รูป จารึกบุญ ณ สังเวชนียสถานทั้ง 4 ที่  ในประเทศอินเดียและเนปาล  คือ ลุมพินีวัน ตั้งอยู่ในเขตประเทศเนปาล ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า  , พุทธคยา ที่ถือเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  , สารนาถ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก และ สุดท้าย ,   กุสินารา ประเทศอินเดีย เป็นที่ตั้งของ สาลวโนทยาน สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จปรินิพพาน เป็นเวลา10วัน ซึ่งพระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระสงฆ์จากจังหวัดนครพนม ซึ่งได้ครองตนประพฤติดี  ปฏิบัติชอบ

โดยการเดินทางในครั้งนี้นั้น อาจารย์ตุ้มได้กล่าวว่า เป็นความตั้งใจของตนที่ต้องการจะทำโครงการจารึกแสวงบุญในลักษณะนี้ปีละ1ครั้ง ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยมีเจตนารมณ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาในฐานะพุทธศาสนิกชน พร้อมทั้งร่วมทำบุญสร้างห้องน้ำถวายและร่วมสมทบทุนสร้างโรงพยาบาล แก่วัดไทยในอินเดียที่ขาดแคลน และในครั้งต่อไปคาดว่าปีนี้จะเดินทางไปช่วงเดือนพฤศจิกายน  และจะเพิ่มจำนวนของพระสงฆ์และสามเณรอีกด้วย ซึ่งพระสงฆ์จะคัดเลือกจากพระสงฆ์ที่อยู่ในต่างจังหวัดและทำหน้าที่เป็นอาจารย์ในโรงเรียนปริยัติธรรมตามพื้นที่ห่างไกล ในส่วนของสามเณรจะคัดเลือกจากคะแนนการสอบวิชาบาลีเป็นหลัก  



อาจารย์ตุ้มยังได้กล่าวอีกว่า หลักที่ใช้ในการคัดเลือกนั้นต้องการให้พระสงฆ์ สามเณรที่เข้าร่วมการเดินทางนำประสบการณ์ที่ได้รับไปถ่ายทอดในโรงเรียนปริยัติธรรม อีกทั้งเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา ตามหน้าของพุทธศาสนิกชนด้วย 


ข่าวดี กรมการจัดหางาน ร่วมกับ บ. ไทย สมายล์ บัส เสิร์ฟงาน 500 อัตรา ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ”



เมื่อวันที่  3 มกราคม 2567 นายสมชาย มรกตศรีวรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ได้เตรียมตำแหน่งงานว่างรองรับคนหางาน ผู้ว่างงาน และคนไทยทุกคนที่ต้องการมีงานทำ โดยลงพื้นที่หารือสถานประกอบการที่มีศักยภาพในการจ้างงาน มีสวัสดิการที่ดี เป็นบริษัทที่มีผู้ให้ความสนใจร่วมงานด้วยจำนวนมาก เพื่อบรรจุตำแหน่งงานลงใน แพลตฟอร์ม "ไทยมีงานทำ" เพื่อผู้ที่กำลังหางานจากทั่วประเทศสามารถใช้บริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่าย โดยล่าสุดบริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้บริการขนส่งผู้โดยสารด้วยรถประจำทางนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้แจ้งความต้องการรับสมัครพนักงานจำนวนมาก ใน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ กัปตันเมล์ (พนักงานขับรถ) บัสโฮสเตส (พนักงานต้อนรับ) พนักงานธุรการ และนายท่า มากกว่า 500 อัตรา เงินเดือน 18,000 – 30,000 บาท ตามตำแหน่งที่สมัคร โดยผู้ที่สนใจทำงานร่วมกับบริษัท ไทย สมายล์ บัส สามารถค้นหาและสมัครงานได้ที่เว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” ของกรมการจัดหางาน  ซึ่งเป็นระบบการให้บริการจัดหางานภาครัฐ บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด

สำหรับตำแหน่งงาน และคุณสมบัติที่บริษัท ไทย สมายล์ บัส เปิดรับสมัคร มี 4 ตำแหน่ง มากกว่า 500 อัตรา ดังนี้

1. กัปตันเมล์ (พนักงานขับรถ)

- อายุ 22 ปีขึ้นไป

- จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป หรือเทียบเท่า

- มีทักษะในการขับรถโดยสาร หรือรถบรรทุกขนส่งสินค้า

- มีใบอนุญาตขับรถประเภท 2 ขึ้นไป (ท2)

- สุขภาพร่างกายแข็งแรง  ไม่มีโรคประจำตัวอันอาจก่อให้เกิดอันตรายขณะปฏิบัติงานได้

- บุคลิกภาพดี  รักงานบริการ

- ไม่มีประวัติอาชญากรรม

- หากมีประสบการณ์การขับรถโดยสารไฟฟ้ามาก่อน จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

2. บัสโฮสเตส (พนักงานต้อนรับ)

- อายุ 20 ปีขึ้นไป

- จบการศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป หรือเทียบเท่า

- มีทักษะด้านการคำนวณ

- มีใบอนุญาตประจำรถ เก็บค่าโดยสาร

- สุขภาพร่างกายแข็งแรง  ไม่มีโรคประจำตัวอันอาจก่อให้เกิดอันตรายขณะปฏิบัติงานได้

- บุคลิกภาพดี  รักงานบริการ

- ไม่มีประวัติอาชญากรรม

- หากมีประสบการณ์การขับรถโดยสารไฟฟ้ามาก่อน จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ

3. พนักงานธุรการ

- อายุ 20 ปีขึ้นไป

- จบการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง (ปวส.)ขึ้นไป หรือเทียบเท่า

- สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ และ โปรแกรม MS Office ได้เป็นอย่างดี

- สามารถใช้อุปกรณ์และเครื่องมือสำนักงานได้เป็นอย่างดี

- สามารถทำงานเป็นกะได้

4. นายท่า

- อายุ 30 ปีขึ้นไป

- จบการศึกษา ระดับอนุปริญญาขึ้นไป หรือเทียบเท่า

- สามารถบริหารจัดการ และวางแผนการเดินรถได้

- สามารถทำงานเป็นกะได้

- หากมีประสบการณ์ในงานเดินรถ-ขนส่งมาก่อน จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ


สำหรับทุกคนที่ต้องการมีงานทำ สามารถใช้บริการจัดหางานได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือเลือกหางานผ่านระบบออนไลน์ บนแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ซึ่งให้บริการทั้ง Web Application ที่เว็บไซต์ ไทยมีงานทำ.doe.go.th  และ Mobile Application หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567

"วัดไม่ทิ้งโยม ถนนวังเจ้า ถนนสายบุญ" คณะสงร่วมกับฝ่ายปกครอง ขับเคลื่อนตามหลัก "บวร"



คณะสงฆ์วังเจ้าร่วมกับฝ่ายปกครอง ขับเคลื่อนโครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ ด้วยทุนทางวัฒนธรรม ตามหลัก "บวร" เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่  3 มกราคม 2567    นายศักดิ์ดา สำเภาเงิน นายอำเภอวังเจ้า เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนโครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ ของคณะสงฆ์ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า นำโดย พระปลัดดอกดิน นริสฺสโร เจ้าอาวาสวัดลาดยาวใหม่ อำเภอวังเจ้า เจ้าคณะตำบลเชียงทอง เป็นการบิณฑบาต ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องอุปโภค-บริโภค นำไปให้แก่ผู้ยากไร้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ เป็นการบูรณาการตามหลักการทรงงานศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคณะสงฆ์ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับอำเภอวังเจ้า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้ง 7 ภาคี ในพื้นที่อำเภอวังเจ้า ภายใต้แนวคิด “สานต่อ ก่อความคิด พัฒนาชีวิต” ซึ่งปัจจุบันได้มีการดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว และได้รับความชื่นชม และการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทุนทางวัฒนธรรม "ครอบครัว ศาสนา  สถานที่ราชการ หรือ สถานศึกษา" หรือ  บ้าน วัด ราชการ หรือ "บวร" เป็นภูมิคุ้มกัน เพื่อความมั่นคงในระดับชุมชนหมู่บ้าน



นายศักดิ์ดา สำเภาเงิน นายอำเภอวังเจ้า กล่าวว่า โครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ ของคณะสงฆ์ตำบลเชียงทอง อำเภอวังเจ้า เกิดขึ้นจากความตั้งใจของ พระปลัดดอกดิน นริสฺสโร เจ้าอาวาสวัดลาดยาวใหม่ อำเภอวังเจ้า เจ้าคณะตำบลเชียงทอง ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือญาติโยมในพื้นที่ตำบลเชียงทอง ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2561 พระปลัดดอกดิน นริสฺสโร ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลเชียงทอง หลวงพ่อท่านได้เมตตาเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่ แล้วพบว่าครัวเรือนจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือในด้านค่าใช้จ่ายในครัวเรือน มีทั้งผู้สูงอายุที่มีรายได้แค่จากการรอรับเบี้ยผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กที่มีคนในครอบครัวเสพยาเสพติด ทำให้ขาดโอกาสทางการศึกษา ซึ่งพระปลัดดอกดินได้ร่วมกับคณะสงฆ์ในพื้นที่ และภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง จัดทำโครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ โดยจะรับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม เงินบริจาค และเครื่องอุปโภค-บริโภค เพื่อไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนและผู้ยากไร้ในพื้นที่ ซึ่งโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างมากในช่วงที่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 พี่น้องประชาชนทุกคนลำบาก ทางวัดเองก็ลำบาก แต่จำเป็นจะต้องลุกขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ลำบากกว่า ทำให้สามารถช่วยเหลือชาวบ้านได้เป็นจำนวนมาก และในปัจจุบันทางคณะสงฆ์มีเครือข่ายผู้สนับสนุนในพื้นที่จำนวนมาก และยังมีการรับบิณฑบาตข้าวสารอาหารแห้ง ฯลฯ มาอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการประชุมคณะสงฆ์ประจำตำบลทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง



ด้านพระปลัดดอกดิน นริสฺสโร เจ้าอาวาสวัดลาดยาวใหม่ อำเภอวังเจ้า เจ้าคณะตำบลเชียงทอง กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา ภายใต้โครงการวัดไม่ทิ้งโยม ถนนสายบุญ มีการให้ความช่วยเหลือครัวเรือนในพื้นที่แล้ว จำนวน 1,537 ครัวเรือน ซึ่งในปีนี้ พ.ศ. 2567 ได้มีการประชุมร่วมกับอำเภอวังเจ้า และคณะกรรมการสาธารณสงเคราะห์อำเภอวังเจ้า รุ่นที่ 1 หารือถึงแนวทางให้ความช่วยเหลือ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ต้องการความช่วยเหลือรายเดิม โดยทางคณะสงฆ์ และกลไกฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ติดตาม และสำรวจปัญหาความต้องการ รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว ต่อมากลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ขอรับความช่วยเหลือรายใหม่ ซึ่งจะต้องมีการบูรณาการให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐเพิ่มเติม เพื่อยกระดับการให้ความช่วยเหลือทั้งสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค ข้าวสารอาหารแห้ง นอกจากนี้ทางวัดลาดยาวใหม่ยังมีพื้นที่แปลงผักต้นแบบที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งได้น้อมนำแนวทางมาจากโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง และโครงการทางนี้มีผล ผู้คนรักกัน ที่ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนสร้างความมั่นคงทางอาหาร ปลูกผักสวนครัวเพื่อลดรายจ่าย รวมถึงปลูกพืชสมุนไพร เพื่อรับประทานเป็นยาบำรุงสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งผลผลิตที่ได้จากแปลงผักในวัด จะนำไปแจกจ่ายให้ญาติโยม ทุกวันพระ

"นอกจากนี้คณะสงฆ์ในพื้นที่ตำบลเชียงทองยังได้ให้ความช่วยเหลือในด้านการจัดตั้งกองทุนภายใต้โครงการนี้อีกด้วย โดยจะนำเงินที่ประชาชนบริจาคมาช่วยเหลือการจัดงานศพให้กับคนไร้ญาติ ศพละ 2,000 บาท และเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมให้จำนวน 1 คืน และการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กในครัวเรือนที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น ครอบครัวที่พ่อและแม่ของเด็กติดยาเสพติด และเด็กอาศัยอยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย เพียงลำพัง ถ้าเป็นเด็กผู้ชายทางคณะสงฆ์จะสนับสนุนให้มีการบวชเรียน แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะมีการส่งเสริมให้เข้าเรียนในสถานศึกษาในพื้นที่ และใช้กลไกติดตามจากคณะกรรมการสาธารณสงเคราะห์ รุ่นที่ 1 ที่มีจำนวนผู้ดูแล 5 รายต่อ 1 หมู่บ้าน ประกอบด้วย พระ เด็กนักเรียน และผู้ใหญ่ ข้าราชการบำนาญ เพื่อส่งเสริมด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการสร้างต้นทุนของชีวิต พร้อมทั้งส่งเสริมให้รู้จักการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ปลูกผัก เช่น ข่า ตะไคร้ กะเพรา ใบมะกรูด พริก และเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ควบคู่กับการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งการคัดแยกขยะ การจัดทำถังขยะเปียกลดโลกร้อน การจัดการดินและน้ำอย่างยั่งยืน เพื่อให้เป็นทรัพยากรที่สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพและมีสารอาหารที่ครบถ้วนให้แก่ครอบครัวและคนในชุมชน สอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลก 2566 ภายใต้แนวคิด ดินดี น้ำดี ชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน (Sustainable soil and water for better life)” นายศักดิ์ดาฯ กล่าว

นายศักดิ์ดา สำเภาเงิน นายอำเภอวังเจ้า กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเป้าหมายต่อไป ทีมอำเภอวังเจ้า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ มีแนวคิดที่จะ Change for Good โดยการสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการทำให้ "ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" โดยการขยายเครือข่ายการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ และสร้างกลไกที่มีความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีการโอน ย้าย ของข้าราชการในพื้นที่ โดยการทำงานแบบยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้ทุนทางวัฒนธรรม "ครอบครัว ศาสนา  สถานที่ราชการ หรือ สถานศึกษา" หรือ  บ้าน วัด ราชการ หรือ "บวร" สร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อความมั่นคงในระดับชุมชนหมู่บ้าน เพื่อแก้ไขปัญอย่างเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา สิ่งสำคัญ คือ ภาครัฐต้องเป็นส่วนที่กระตุ้น ปลุกเร้า และจับมือให้ทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยลงมือลงแรงไปด้วยกัน ซึ่งสิ่งที่เราทุกคนจะได้รับนอกจากจะเป็นความสุขทางใจแล้ว ยังช่วยทำให้คนในชุมชนของเรามีความเข้มแข็งมั่นคงอีกด้วย


#WorldSoilDay #วันดินโลก 

#UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI 

#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข

#SoilandWaterasourceoflife 

#SustainableSoilandWaterforbetterlife

#ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน  

#SDGsforAll #ChangeforGood


วธ. เผยบทบาทวัด-ศาสนสถาน สร้างสังคมคุณธรรม แหล่งท่องเที่ยวเส้นทางสายบุญ



วธ. เผยบทบาทวัด-ศาสนสถาน สร้างสังคมคุณธรรม-ส่งเสริมพระพุทธศาสนา-ดันแหล่งท่องเที่ยวเส้นทางสายบุญ ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรม พร้อมหนุนวัดทั่วประเทศทำงานควบคู่ สวจ.ทั่วประเทศด้วยมิติศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม

เมื่อวันที่  3 มกราคม 2567   นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า  กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีจุดมุ่งหมายให้ “วัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์มีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทย” มุ่งขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม และพร้อมเป็นหน่วยงานสนับสนุนให้งานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยเมื่อไม่นานมานี้ วธ. ได้รับเกียรติให้เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่เข้ามาแลกเปลี่ยนและพูดคุยในการประชุมเจ้าคณะจังหวัดคณะธรรมยุตประชุมสัญจรกับคณะอนุกรรมการคณะธรรมยุตครั้งที่ 1/2566 โดยมีสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขาธิการคณะธรรมยุต คณะอนุกรรมการคณะธรรมยุต 5 คณะ เจ้าคณะจังหวัดคณะธรรมยุต พระเถรานุเถระ นายชนะกิจ คชชี ผู้อำนวยการกองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน นายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการกองโบราณคดี และข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยได้ร่วมเสวนาบรรยายในเรื่อง การอนุรักษ์ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ซึ่งบรรยายโดยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นำเสนอกิจกรรมโครงการและผลการดำเนินงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมที่กระทรวงวัฒนธรรมได้สนับสนุนส่งเสริมพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในด้านกรมศิลปากร มีนายพงศ์ธันว์ สำเภาเงิน ผู้อำนวยการกองโบราณคดี ได้บรรยายเรื่อง การขึ้นทะเบียนการอนุรักษ์โบราณสถาน

นางยุพา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้วางกรอบการดำเนินงานอนุรักษ์ส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมไว้ 5 ประการ ประกอบด้วย 1.นโยบายและยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา ใช้มิติทางศาสนาปลูกจิตสำนึกและเสริมสร้างค่านิยมเชิงบวกสู่สังคมคุณธรรมในบริบทสังคมไทย 2.จัดโครงการ กิจกรรมในการส่งเสริมพระพุทธศาสนา อาทิ การสนับสนุนศาสนทายาท ซึ่งในปีนี้ วธ. ได้ถวายทุนการศึกษาแด่พระภิกษุสามเณร ไปแล้วกว่า 3,400 รูป จัดโครงการฝึกอบรมพระพิธีธรรม ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้สืบทอดพิธี สงเคราะห์พระภิกษุ สามเณรที่ประสบภัย จัดอบรมพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ จัดโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถานฯกรรม โครงการอุดหนุนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ รวมถึงโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน 3.การยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลการยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา รางวัลเสาเสมาธรรมจักรและพระราชทานโล่รางวัล รวมถึงมอบพัดรองและเข็มเชิดชูเกียรติ ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา 

4.ส่งเสริมการนำสื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เผยแพร่ศาสนา 5.มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มกางเศรษฐกิจและสังคมด้วยมิติทางศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม อาทิ จัดทำเส้นทางการท่องเที่ยว เส้นทางพระเถราจารย์ เส้นทางบูชาพระบรมธาตุ เส้นทางศรัทธาลุ่มน้ำโขง กิจกรรม “อารามอร่าม 10 วัดและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ตลอดจนการนำทุนทางวัฒนธรรม สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวสัมผัสวิถีสุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” พระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ รวมถึงการจัดแสดงงานศิลปะและประติมากรรมจากศิลปินที่ร่วมงาน THAILAND BIENNALE, CHIANGRAI 2023 ณ บริเวณศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย

“มุ่งหวังว่าข้อมูลที่นำมาบรรยายในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์และนำไปปรับใช้ในแต่ละวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทางกระทรวงวัฒนธรรม มีสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมขับเคลื่อนและสนับสนุนการดำเนินงานควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลสำคัญ งานประจำปี หรืองานด้านศาสนาที่สำคัญต่างๆ” ปลัด วธ. กล่าว 

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเป็นปีที่ 6 ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ สามารถปฏิบัติงานร่วมกัน ปรึกษาหารือกัน ทำให้งานของคณะสงฆ์เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลเป็นอย่างดี เพื่อให้เจ้าคณะจังหวัดและคณะอนุกรรมการคณะธรรมยุตได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แก้ไขปัญหาและอุปสรรคข้อขัดข้องที่เกิดขึ้น ร่วมชี้แจงแนะนำระเบียบวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องและเหมาะสม ส่งเสริมสนับสนุนให้ศาสนกิจของคณะสงฆ์เป็นไปด้วยความเรียบร้อยดีงาม และเปิดโอกาสให้ได้สอบถามปัญหาและรับทราบข้อเสนอแนะ


เริ่มแล้ว! ธรรมยาตรากตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ปีที่ 12 - สร้างศาสนทายาท - ฟื้นฟูศีลธรรม - บำเพ็ญประโยชน์ เสริมสิริมงคลต้อนรับศักราชใหม่ 2567

 


เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า วันนี้พระธรรมยาตรา จำนวน 1,140 รูป ในโครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชา มหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง  ปีที่ 12 ออกธรรมยาตราเป็นปฐมเริ่มรับศักราชใหม่ ณ วัดพระธรรมกาย สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย อนุสรณ์สถานลำดับที่ 7 โดยมีพุทธศาสนิกชน นักเรียน เด็กดีวีสตาร์ รวมถึงชาวต่างประเทศร่วมถวายการต้อนรับด้วยการโปรยกลีบดอกไม้ตลอดเส้นทางธรรมยาตรา  6.74 กิโลเมตร

โครงการธรรมยาตรา กตัญญูบูชามหาปูชนียาจารย์ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) พระผู้ปราบมาร อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ปีที่ 12 จัดขึ้นโดยความร่วมมือจาก คณะสงฆ์ องค์การพุทธโลก(พล) ร่วมด้วยคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทั่วโลก และภาคีเครือข่าย 20 องค์กร ระหว่างวันที่ 2-31 มกราคม พ.ศ. 2567 ณ อนุสรณ์สถาน 7 แห่ง ประกอบด้วย ลำดับที่ 1 อนุสรณ์สถานมหาวิหารพระมงคลเทพมุนี (โลตัสแลนด์) อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดด้วยรูปกายเนื้อ ลำดับที่ 2 คลองบางนางแท่น อ.สามพราน จ.นครปฐม สถานที่ตั้งมโนปณิธานบวชตลอดชีวิต ลำดับที่ 3วัดสองพี่น้อง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี สถานที่เกิดในเพศสมณะ ลำดับที่ 4 วัดโบสถ์บน บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี สถานที่เกิดด้วยกายธรรม ลำดับที่ 5 วัดบางปลา อ.บางเลน จ.นครปฐม สถานที่เผยแผ่วิชชาธรรมกายครั้งแรก ลำดับที่ 6 วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร สถานที่ค้นคว้าและเผยแผ่วิชชาธรรมกาย และลำดับที่ 7 วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี สถานที่ขยายวิชชาธรรมกาย และพื้นที่ใกล้เคียง เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเครือข่าย บวร บ้าน วัด โรงเรียน และราชการ 

ตลอดเดือนมกราคม พระธรรมยาตราทั้ง 1,140 รูปจะดำเนินกิจวัตรตามบทฝึกพระใหม่ และร่วมกับประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงจัดพิธีจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ถวายมหาสังฆทานแด่วัดในชุมชน เพื่อสืบอายุพระพุทธศาสนา, ทอดผ้าป่าบำรุงวัดในท้องถิ่น, มอบทุนการศึกษาให้กับสถานศึกษาและเยาวชนในชุมชน ปลูกฝังให้เยาวชนรักวัดในท้องถิ่นด้วยกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามหลัก “บวร” (บ้าน-วัด-โรงเรียน) การรณรงค์รักษาศีล 5 ในหมู่ประชาชน เป็นต้น ซึ่งรูปแบบกิจกรรมทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา (หมู่บ้านรักษาศีล 5 ) ของคณะสงฆ์ไทย และจะได้นำบุญที่เกิดขึ้นน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี 

โดยปีนี้ กิจกรรมสำคัญของธรรมยาตราที่สอดคล้องกับหลัก "บวร" ได้แก่ พิธีถวายมหาสังฆทาน จำนวน ครั้ง 3 รวม 368 วัด ได้แก่ วันเสาร์ที่ 6 ม.ค. 140 วัด ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมพระมงคลเทพมุนี จ.สุพรรณบุรี, วันพุธที่ 10 ม.ค. 121 วัด ณ วัดไร่ขิง จ.นครปฐม และวันเสาร์ที่ 20 ม.ค. 107 วัด ณ วัดตะเคียน จ.นนทบุรีพิธีทอดผ้าป่าทำนุบำรุงวัด 31 วัด ได้แก่ วันศุกร์ที่ 5 ม.ค. วัดอัมพวัน, วัดสองพี่น้อง, วัดใหม่พิบูลผล, วัดใหม่นพรัตน์ จ.สุพรรณบุรี วันอังคารที่ 9 ม.ค. วัดสรรเพรญ, วัดบางช้างใต้ จ.นครปฐม วัดภาวนาภิรตาราม กทม. วัดศรีเมือง จ.นนทบุรี วันเสาร์ที่ 13 ม.ค. วัดพรสวรรค์, วัดไผ่โรงวัว จ.สุพรรณุบร วัดตรีพาราสีมาเขต จ.พระนครศรีอยุธยา วัดนราภิรมย์ จ.นครปฐม วันพุธที่ 17 ม.ค. วัดอัมพวัน วัดบัวแก้วเกษร วัดบ่อทอง, จ.นนทบุรี วัดบางขัน, วัดเกิดการอุดม จ.ปทุมธานี วันพฤหัสบดีที่ 18 ม.ค. วัดโบสถ์บน, วัดโพธิ์เอน วัดสิงห์, วัดตะเคียน, วัดปรางค์หลวง จ.นนทบุรี วันศุกร์ที่ 19 ม.ค. วัดบางรักใหญ่, วัดลำพญา, วัดผาสุการาม, วัดศิลามูล วันอังคารที่ 23 วัดบางเลน, วัดบางปลา, วัดบางไผ่นารถ, วัดรางกำหยาด จ.นครปฐม วัดคู้สลอด พระนครศรีอยุธยา และเยาวชนในพื้นที่ไปร่วมบำรุงวัดด้วยกิจกรรม ความดีสากล UG5 ในวัดต่าง ๆ ตามเส้นทางมหาปูชนียาจารย์

นอกจากนี้ ประชาชนทั่วไปสามารถไปร่วมกิจกรรมธรรมยาตราได้ตลอดเดือนมกราคม พ.ศ. 2567 เพื่อ เสริมสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับประเทศชาติ รวมถึงเผยแพร่วัฒนธรรมชาวพุทธแก่ชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย ได้แก่ พิธีต้อนรับพระ 7 ครั้ง ในวันที่ 2, 3, 7, 11, 15, 21, 28 พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และจุดประทีป 7 ครั้ง วันที่ 6, 10, 14, 20, 24, 26, 31 พิธีตักบาตร วันที่ 7, 11, 15, 21, 25 โดยติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ www.ธรรมยาตรา.com, www.dhammakaya.net, www.gbnus.com หรือสอบถาม โทร.02-831-1234


ออกแบบพื้นที่วัดระฆัง" 150 ไร่ เป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตร"ทฤษฎีใหม่"



ปลัดมหาดไทยร่วมกับวัดระฆังโฆสิตาราม ประชุมหารือการออกแบบพื้นที่วัดระฆัง 150 ไร่ จ.นครนายก น้อมนำพระราชปณิธานสู่การขยายผล "ศูนย์การเรียนรู้เกษตร "ทฤษฎีใหม่" ตามแนวทางอารยเกษตร" เพื่อเป็นแหล่งเสริมสร้างองค์ความรู้ สู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับประชาชน

เมื่อวันที่  2 มกราคม 2567  เวลา 09.00 น. ที่ห้อง War Room อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ประชุมหารือการออกแบบพื้นที่วัดระฆัง 150 ไร่ คลอง 15 อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ให้เป็น "ศูนย์การเรียนรู้เกษตร "ทฤษฎีใหม่" ตามแนวทางอารยเกษตร" ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการสำรวจพื้นที่ดังกล่าว เพื่อออกแบบเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตร "ทฤษฎีใหม่" ตามแนวทางอารยเกษตร โดยมีนายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก นายธนารักษ์ วรปรีชาพันธุ์ โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดนครนายก นายวิลาศ บุญโต พัฒนาการจังหวัดนครนายก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยมุ่งมั่นตั้งใจทำทุกวิถีทางเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยการน้อมนำพระราชปณิธาน “แก้ไขในสิ่งผิด” ที่พระราชทานผ่านพระราชดำรัสความว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยถอดบทเรียนความสำเร็จอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริ จำนวนกว่า 5,151 โครงการ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด สู่การเป็น "อารยเกษตร" เพื่อให้เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความเป็นอารยะ มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สวยงาม

“กระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการสำรวจออกแบบทางด้านวิศวกรรมและสถาปัตยกรรม พื้นที่วัดระฆัง 150 ไร่ คลอง 15 อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เพื่อนำไปสู่การจัดทำแบบโครงสร้างวิศวกรรมและออกแบบสถาปัตยกรรม โครงการอารยเกษตร นครนายก เพื่อให้เป็น "ศูนย์การเรียนรู้เกษตร "ทฤษฎีใหม่" ตามแนวทางอารยเกษตร" เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำ มีความเข้าใจในพื้นที่ของตัวเอง ทำให้มีพื้นที่เป็นแหล่งรวมปัจจัย 4 คือ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน มีการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการปลูกป่า 3 อย่าง ที่ให้ประโยชน์ 4 อย่าง อาทิ ป่าไม้ใช้สอย ก็จะนำมาสร้างบ้าน สร้างที่อยู่อาศัย มีป่าไม้กินได้ นำเป็นอาหาร เป็นยาสมุนไพร มีป่าเศรษฐกิจ เป็นแหล่งรายได้ของครัวเรือน เป็นพืชที่สามารถนำมาจำหน่ายใช้สอยได้ และประโยชน์ในประการสุดท้าย คือ ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ในการจะช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศ และลดภาวะโลกร้อน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า โครงการอารยเกษตร นครนายก เป็นการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้รับการสืบสาน รักษา และต่อยอด โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระราชทานพื้นที่ลักษณะนี้ว่า "อารยเกษตร" คือ มีโคก มีหนอง มีนา มีคลองไส้ไก่ เป็นลำห้วยลำธาร มีหลุมขนมครกอยู่กระจายในพื้นที่ มีการปรับปรุงพื้นที่ มีพื้นที่สำหรับปลูกสมุนไพร ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ยืนต้น พร้อมทำให้ต้นไม้ของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้พันธุกรรมพืช ด้วยการน้อมนำแนวทางตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยทำป้ายให้ความรู้ชื่อและสรรพคุณของต้นไม้ เพื่อสามารถใช้เป็นที่ศึกษาเรียนรู้ด้านพันธุกรรมพืชสำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งเมื่อคนรู้จักต้นไม้ รู้ประโยชน์ ก็จะมีความรักต้นไม้ และเป็นผู้เฉลียวฉลาดรอบรู้เรื่องพันธุ์ไม้ นอกจากนี้ต้องพัฒนาปรับพื้นที่ให้มีความสวยงาม มีอารยธรรม มีคุณธรรม สวยงามด้านจิตใจ ซึ่งความสวยงามด้านจิตใจที่เรามีจะได้ช่วยกันบริหารจัดการเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนมีความผาสุก มีการรวมกลุ่มกัน รวมจิตใจ รวมน้ำใจ รวมความรักความสามัคคีในการที่จะเอาคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปขยายผลให้ครบทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกครัวเรือน ดังนั้น เรื่องใหญ่ของคนมหาดไทย คือ การที่จะทำให้คนรวมจิตรวมใจกันในการที่จะช่วยกัน Change for Good สร้างสิ่งที่ดีขึ้นให้เกิดกับพี่น้องประชาชนได้ ต้องน้อมนำหลักการทรงงาน คือ ร่วมกันคิด ร่วมพูดคุยปรึกษาหารือ ร่วมกันทำ และสุดท้ายก็จะได้ร่วมรับประโยชน์ทั่วกัน และการดำเนินการในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่สำคัญของกระทรวงมหาดไทยและคณะสงฆ์ ที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนผ่าน MOU บทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชนให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม MOU โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข โดยได้รับเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการฝ่ายสาธารณูปการของมหาเถรสมาคม และ MOU ขับเคลื่อนโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ซึ่งมีเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานอำนวยการโครงการเป็นหลักชัย ร่วมกับผู้นำศาสนาทุกศาสนา ทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ในศีลในธรรมของศาสนาที่นับถือ เป็น "หมู่บ้านคุณธรรม" ทุกคนตั้งมั่นอยู่ในความดี ทำให้พี่น้องประชาชนมีความเข้มแข็ง สามารถดูแลตนเอง ครอบครัว และดูแลสังคมให้มีความอุดมสมบูรณ์พูนสุขโดยถ้วนหน้ากัน อีกด้วย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการดำเนินการขั้นต่อไป กรมโยธาธิการและผังเมือง จะได้นำเอาข้อมูลสำรวจพื้นที่ไปจัดทำแบบโครงสร้างวิศวกรรมและออกแบบสถาปัตยกรรมพร้อมทั้งมีแผนการอบรมเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการอารยเกษตร 6 จังหวัด (ภาคตะวันตก-กาญจนบุรี, ภาคเหนือ-พะเยา, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-อุบลราชธานี, ภาคกลาง-นครนายก, ภาคตะวันออก-จันทบุรี และภาคใต้-สตูล) ให้มีความเข้าใจในภารกิจ โดยมี ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้มีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญ เป็นผู้ถ่ายทอดวิทยาการองค์ความรู้ต่อไป ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของโครงการอารยเกษตร นครนายก เพื่อให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตร "ทฤษฎีใหม่" ตามแนวทางอารยเกษตร ให้กับพี่น้องประชาชนสามารถนำไปเป็นต้นแบบการเป็นแหล่งเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติในครัวเรือนและชนชุนของตนเอง เผื่อหากวันหนึ่งวันใดข้างข้างหน้า เกิด worst case มีโรคระบาด ภาวะศึกสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ เราจะมีอาหาร มีทรัพยากร ไว้เป็นคลังสำรองสำหรับครัวเรือนและชุมชน พร้อมรับมือต่อทุกสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน หากพวกเราช่วยกันหนุนเสริมทำให้พี่น้องประชาชนนำสิ่งที่ดีเหล่านี้ไปใช้จนเกิดผลเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ เราจะได้ร่วมกันทำกุศลอันยิ่งใหญ่ คือ การทำให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการสร้างความมั่นคงในระยะยาวด้วย “ศาสตร์ของพระราชา” ซึ่งจะเป็นมรดกในอนาคตสำหรับลูกหลานได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ด้านพระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร กล่าวว่า พื้นที่โครงการอารยเกษตร นครนายก เพื่อให้เป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตร "ทฤษฎีใหม่" ตามแนวทางอารยเกษตร จำนวน 150 ไร่ ของวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ซึ่งมีพระเดชพระคุณ พระเทพประสิทธิคุณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร เป็นหลักชัย ได้มีดำริให้ความเห็นชอบ และที่ประชุมทางวัดได้มอบหมายให้อาตมภาพได้ร่วมประชุมหารือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดการพื้นที่ เพื่อออกแบบเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตร "ทฤษฎีใหม่" ตามแนวทางอารยเกษตร เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ และทรงมุ่งมั่นในการสืบสานในพระราชปณิธานอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โดยพื้นที่จำนวน 150 ไร่ นี้ ได้รับบริจาคมาจากอุปัฏฐายิกาของทางวัด ประกอบไปด้วย อาจารย์แนบ มหานีรานนท์ จำนวน 100 ไร่ และคุณหญิงสรกิจพิศาล (ชลอ อมาตยกุล) อีกจำนวน 50 ไร่ ทั้งนี้ ทางวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ขออนุโมทนาโยมสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย โยมพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทั้งภาคราชการ ภาควิชาการ ภาคเอกชน ตลอดจนครบทั้ง 7 ภาคีเครือข่าย เพื่อที่จะได้ร่วมกันทำสิ่งที่ดี สร้างคุณประโยชน์อันไพบูลย์ ให้เกิดกับบรรดาพุทธศาสนิกชนตลอดจนปุถุชนผู้มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะร่วมกันสร้างสิ่งที่ดีให้กับชีวิตของตนเอง โดยเมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาสมดังความมุ่งมาดปรารถนาของทุกคนแล้ว จะสะท้อนให้เห็นสิ่งที่พวกเราจะได้สัมผัส นั่นคือ ธรรมชาติเป็นรมณีย์ อันมีสัปปายะ 7 ประการ ได้แก่ 1) อาวาสสัปปายะ ถิ่นที่อยู่อันเหมาะสม 2) โคจรสัปปายะ สถานที่อันสะดวกต่อการเดินทาง 3) ภัสสสัปปายะ พูดคุยแต่เรื่องที่เป็นสาราณียธรรม 4) ปุคคลสัปปายะ มีบุคคลเป็นกัลยาณมิตรคอยแนะนำ 5) โภชนสัปปายะ มีอาหารที่เหมาะสม 6) อุตุสัปปายะ มีดิน ฟ้า อากาศ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม 7) อิริยาปถสัปปายะ มีอิริยาบถที่เหมาะ ที่จะทำให้ชีวิตมีแต่ความสุขอย่างยั่งยืน


#WorldSoilDay #วันดินโลก 

#UN #FAO #GlobalSoilPartnership #MOI 

#กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข

#SoilandWaterasourceoflife 

#SustainableSoilandWaterforbetterlife

#ดินดีน้ำดีชีวีมีสุขอย่างยั่งยืน  

#SDGsforAll #ChangeforGood


"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...