เพลง: โกฏฐิตสูตรเปิดเส้นทางจากอวิชชาสู่วิชชา ชี้ชัดต้องรู้ “ขันธ์ 5–เหตุเกิด–ความดับ–ข้อปฏิบัติ”
[บทที่ 1]
รูปเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย
เวทนาเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่ง
สัญญา สังขาร เปลี่ยนทุกสิ่ง
วิญญาณก็เกิดดับตามกาล
[บทก่อนฮุก]
อย่าหยุดเพียงเห็นสิ่งที่เกิด
จงพิจารณาเหตุที่ทำให้เป็น
เมื่อรู้เหตุ ย่อมเห็นความดับชัดเจน
แล้วเรียนรู้ทางเดินสู่ความดับ
[ฮุก]
จากอวิชชา สู่วิชชา
รู้เหตุเกิด รู้ความดับไป
รู้คุณ รู้โทษ ด้วยปัญญาในใจ
รู้หนทางให้พ้นจากความยึดมั่น
จากอวิชชา สู่วิชชา
เห็นขันธ์ห้าตามความเป็นจริง
รูป เวทนา สัญญา สังขารทุกสิ่ง
วิญญาณล้วนเกิดดับตามเหตุปัจจัย
[บทที่ 2]
เมื่อความโกรธเกิดขึ้นในใจ
จงถามว่าเหตุใดจึงเกิด
เมื่อความอยากเข้ามาบรรเลง
จงมองให้เห็นเหตุแห่งความอยาก
เมื่อเห็นเหตุ ย่อมเห็นทางดับ
เมื่อเห็นทาง ย่อมรู้จักวาง
ไม่ต้องหนี ไม่ต้องต่อต้าน
เพียงรู้ตามความเป็นจริง
[บทเชื่อม]
รู้สิ่งที่เกิด รู้เหตุที่มา
รู้ความดับด้วยปัญญา
รู้ข้อปฏิบัติที่นำพา
ให้จิตก้าวพ้นจากความยึดมั่น
[ฮุก]
จากอวิชชา สู่วิชชา
รู้เหตุเกิด รู้ความดับไป
รู้คุณ รู้โทษ ด้วยปัญญาในใจ
รู้หนทางให้พ้นจากความยึดมั่น
จากอวิชชา สู่วิชชา
เห็นขันธ์ห้าตามความเป็นจริง
เมื่อความหลงค่อย ๆ จางทุกสิ่ง
ใจย่อมพบทางแห่งความสงบ
[ท่อนจบ]
ไม่ใช่เพียงรู้ แต่ต้องเห็นจริง
ไม่ใช่เพียงคิด แต่ต้องเข้าใจ
จากความหลงสู่แสงแห่งปัญญาในใจ
ก้าวจากอวิชชา สู่วิชชา
“โกฏฐิตสูตร” เปิดเส้นทางจากอวิชชาสู่วิชชา ชี้ชัดต้องรู้ “ขันธ์ 5–เหตุเกิด–ความดับ–ข้อปฏิบัติ”
พระสารีบุตร–พระมหาโกฏฐิตะ สนทนาธรรมกลางป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เปิดหลักสำคัญของการพัฒนาปัญญา จากการไม่รู้ความจริงของขันธ์ 5 สู่การรู้เหตุเกิด ความดับ และข้อปฏิบัติให้ถึงความดับ
พระนครพาราณสี — หลักธรรมจาก โกฏฐิตสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นำเสนอแนวทางพัฒนาปัญญาที่มีความละเอียดลึกซึ้ง โดยพระสารีบุตรและพระมหาโกฏฐิตะสนทนาธรรมเกี่ยวกับความหมายของ อวิชชา และ วิชชา ผ่านการพิจารณาขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
สาระสำคัญของพระสูตรทั้ง 3 ตอน คือ การเปลี่ยนจาก “ไม่รู้ความจริง” ไปสู่ “รู้ความจริงอย่างครบถ้วน” ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ มีอยู่ แต่ต้องรู้ถึง เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับ
โกฏฐิตสูตรที่ 1: อวิชชาคือไม่รู้คุณ โทษ และทางสลัดออก
ในโกฏฐิตสูตรที่ 1 พระสารีบุตรเป็นผู้ถามพระมหาโกฏฐิตะว่า อวิชชาคืออะไร และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชาด้วยเหตุเพียงใด
พระมหาโกฏฐิตะอธิบายว่า ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับธรรม ย่อม ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป และไม่รู้ชัดในลักษณะเดียวกันเกี่ยวกับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง อวิชชาคือการมองสิ่งต่าง ๆ ไม่ครบด้าน เห็นสิ่งที่น่าพอใจ แต่ไม่เห็นโทษ และไม่เห็นวิธีที่จะพ้นจากความยึดติด
ตรงกันข้าม อริยสาวกผู้ได้สดับธรรม ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงทั้ง คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออก ของขันธ์ 5 ซึ่งเรียกว่า “วิชชา”
โกฏฐิตสูตรที่ 2: เพิ่มมิติ “ความเกิดและความดับ”
ในโกฏฐิตสูตรที่ 2 หลักธรรมถูกขยายให้ลึกยิ่งขึ้น โดยอวิชชาไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่รู้คุณ โทษ และทางสลัดออก แต่รวมถึงการ ไม่รู้ความเกิดและความดับ ของขันธ์ 5 ด้วย
ปุถุชนย่อมไม่รู้ชัดถึง
ความเกิด → ความดับ → คุณ → โทษ → อุบายเครื่องสลัดออก
ของรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
ขณะที่อริยสาวกย่อมรู้สิ่งเหล่านี้ตามความเป็นจริงทั้งหมด
หลักธรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาปัญญาต้องมองปรากฏการณ์อย่างเป็นกระบวนการ ไม่ใช่เห็นเพียงสภาพที่กำลังปรากฏอยู่ แต่ต้องพิจารณาว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร และเมื่อมีเหตุให้เกิดแล้ว ย่อมมีเหตุให้ดับไปได้อย่างไร
โกฏฐิตสูตรที่ 3: รู้ครบถึง “เหตุเกิด–ความดับ–หนทางสู่ความดับ”
ในโกฏฐิตสูตรที่ 3 พระมหาโกฏฐิตะอธิบายความแตกต่างระหว่างอวิชชากับวิชชาในระดับที่ละเอียดขึ้นอีกขั้น
อวิชชา คือการไม่รู้ชัดว่า
- รูปคืออะไร
- เหตุเกิดแห่งรูปคืออะไร
- ความดับแห่งรูปคืออะไร
- ข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับแห่งรูปคืออะไร
และเช่นเดียวกันกับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
ส่วน วิชชา คือการรู้ชัดทั้งหมดดังกล่าวตามความเป็นจริง
จุดสำคัญจึงอยู่ที่คำว่า “ข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับ” เพราะพระสูตรไม่ได้สอนเพียงให้รู้ว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นและดับไป แต่ยังชี้ให้เห็นว่าผู้มีปัญญาต้องเข้าใจหนทางปฏิบัติที่จะนำไปสู่ความดับแห่งสิ่งนั้นด้วย
ขันธ์ 5 กลายเป็นพื้นที่ฝึกปัญญา
โกฏฐิตสูตรทั้งสามตอนมีจุดร่วมสำคัญคือ การนำ ขันธ์ 5 มาเป็นฐานในการพิจารณาความจริง
รูป ต้องรู้ทั้งตัวรูป เหตุเกิด ความดับ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับ
เวทนา ต้องรู้ธรรมชาติของความรู้สึก เหตุเกิด ความดับ และทางออกจากการยึดติด
สัญญา ต้องรู้การกำหนดหมายและความเปลี่ยนแปลงของมัน
สังขาร ต้องรู้กระบวนการปรุงแต่ง เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด และหนทางดับความปรุงแต่ง
วิญญาณ ต้องรู้ธรรมชาติของการรับรู้ เหตุเกิด ความดับ และข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับ
แนวทางนี้ทำให้การพิจารณาธรรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะขันธ์ 5 กำลังทำงานอยู่ในประสบการณ์ของมนุษย์ตลอดเวลา
จาก “รู้สิ่งที่เกิดขึ้น” สู่ “รู้เหตุที่ทำให้เกิด”
สาระสำคัญอีกประการของโกฏฐิตสูตรคือ การพัฒนาปัญญาไม่ควรหยุดอยู่ที่การสังเกตว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้น” แต่ต้องก้าวต่อไปสู่คำถามว่า “อะไรเป็นเหตุให้เกิด?”
เมื่อรู้เหตุเกิด ก็สามารถพิจารณาความดับได้ และเมื่อเข้าใจความดับ ก็สามารถเรียนรู้ข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับได้
โครงสร้างการเรียนรู้ตามพระสูตรจึงอาจสรุปเป็นลำดับว่า
รู้สิ่งที่เกิดขึ้น → รู้เหตุเกิด → รู้ความดับ → รู้ข้อปฏิบัติสู่ความดับ
นี่คือการเปลี่ยนจากการรับรู้แบบผิวเผินไปสู่การเห็นเหตุและผลตามหลักธรรม
บทเรียนสำหรับชีวิตประจำวัน
หลักธรรมในโกฏฐิตสูตรสามารถนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตได้ เช่น เมื่อเกิดความโกรธ ไม่ควรเพียงรู้ว่า “กำลังโกรธ” แต่ควรพิจารณาต่อว่า อะไรเป็นเหตุให้ความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธดับได้อย่างไร และควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อไม่ให้ความโกรธครอบงำจิต
เช่นเดียวกับความอยาก ความกลัว ความเสียใจ หรือความหลง หากสามารถมองเห็นทั้ง สิ่งที่เกิดขึ้น เหตุที่ทำให้เกิด การดับ และแนวทางปฏิบัติ ก็จะช่วยให้การใช้ชีวิตมีสติและปัญญามากขึ้น
สรุป: อวิชชาคือไม่รู้ วิชชาคือรู้ครบ
โกฏฐิตสูตรจึงนำเสนอความแตกต่างระหว่างอวิชชาและวิชชาอย่างเป็นระบบ
อวิชชา คือไม่รู้ความจริงของขันธ์ 5 ไม่รู้คุณ ไม่รู้โทษ ไม่รู้ความเกิด ไม่รู้ความดับ และไม่รู้ข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับ
วิชชา คือรู้ชัดตามความเป็นจริงทั้งตัวขันธ์ เหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับ
สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการ “รู้มาก” แต่คือการ รู้ตามความเป็นจริงจนสามารถคลายความยึดมั่นและเดินไปสู่ความดับแห่งทุกข์ได้
โกฏฐิตสูตรจึงเป็นอีกพระสูตรที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญญาที่แท้จริงต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของจิต จากความไม่รู้ไปสู่ความรู้ จากความยึดมั่นไปสู่การปล่อยวาง และจากความหลงไปสู่ความเข้าใจตามความเป็นจริง
Song: From Ignorance to Wisdom Inspired by The The Koṭṭhita Sutta
[Verse 1]
Form arises through conditions,
Feelings move and change with time.
Perceptions and formations shift,
Consciousness arises and declines.
[Pre-Chorus]
Do not stop at what appears,
Look deeply into its cause.
When the cause is clearly seen,
The path toward cessation becomes clear.
[Chorus]
From ignorance to wisdom,
Know the arising, know the end.
Know the benefit, know the danger,
Know the path where clinging ends.
From ignorance to wisdom,
See the five aggregates as they are.
Form and feeling, thought and perception,
Consciousness changing near and far.
[Verse 2]
When anger rises in the heart,
Ask what causes it to start.
When desire begins to grow,
Look deeply at the roots below.
When the cause is clearly known,
The way to cessation can be shown.
Neither running nor resisting,
Simply seeing, understanding.
[Bridge]
Know what arises, know its cause,
Know cessation through wisdom.
Know the practice that leads beyond
Attachment, craving, and confusion.
[Chorus]
From ignorance to wisdom,
Know the arising, know the end.
Know the benefit, know the danger,
Know the path where clinging ends.
From ignorance to wisdom,
See the five aggregates as they are.
When delusion slowly disappears,
The mind moves toward peace and freedom.
[Final Verse]
Wisdom is more than knowing words,
It is seeing truth within.
From delusion toward understanding,
From attachment toward release,
From ignorance to wisdom.
The Koṭṭhita Sutta explains the path from ignorance to true knowledge through a complete understanding of the five aggregates—their nature, arising, cessation, benefits, dangers, and the practice leading to their cessation.
At the Isipatana Deer Park near Benares, Venerable Sāriputta and Venerable Mahākoṭṭhita engaged in a discussion concerning the meaning of ignorance and true knowledge.
The First Koṭṭhita Sutta
Venerable Sāriputta asked Venerable Mahākoṭṭhita:
“What is ignorance, and in what way is a person said to be possessed of ignorance?”
Venerable Mahākoṭṭhita replied that an ordinary person who has not learned the Dhamma does not clearly understand, according to reality, the benefit, danger, and way of escape from form.
The same lack of understanding applies to:
- feeling,
- perception,
- formations, and
- consciousness.
This is called ignorance.
By contrast, a noble disciple who has learned the Dhamma clearly understands, according to reality, the benefit, danger, and way of escape from the five aggregates.
This is called true knowledge.
The Second Koṭṭhita Sutta
The second discourse expands the teaching by adding two essential dimensions: arising and cessation.
Ignorance means failing to understand according to reality:
arising → cessation → benefit → danger → way of escape
with regard to form, feeling, perception, formations, and consciousness.
True knowledge means clearly understanding all of these dimensions according to reality.
This shows that wisdom does not merely observe what is present. It investigates how something arises, how it ceases, what makes it attractive, what makes it dangerous, and how attachment to it can be overcome.
The Third Koṭṭhita Sutta
The third discourse presents an even more detailed definition.
Ignorance means not clearly understanding:
- what form is,
- what causes the arising of form,
- what causes the cessation of form,
- and the practice leading to the cessation of form.
The same principle applies to feeling, perception, formations, and consciousness.
True knowledge means clearly understanding all these aspects according to reality.
The important point is that wisdom includes not only knowing that something arises and ceases, but also knowing the practice that leads toward its cessation.
The Five Aggregates as a Field of Wisdom
The five aggregates provide a direct field for contemplation.
Form should be understood in terms of its nature, causes, cessation, and the practice leading to cessation.
Feeling should be understood in terms of its arising, passing away, attraction, danger, and release from attachment.
Perception should be understood as a changing process of recognition and designation.
Formations should be understood as conditioned mental activities that arise and cease according to causes.
Consciousness should be understood as conditioned awareness that is also subject to arising and cessation.
From Knowing What Happens to Knowing Why It Happens
One of the most important lessons of the Koṭṭhita Sutta is that wisdom does not stop at recognizing an experience.
It asks:
What has arisen?
What caused it to arise?
How does it cease?
What practice leads toward its cessation?
This transforms simple observation into an investigation of cause and effect.
Applying the Teaching to Daily Life
For example, when anger arises, one can go beyond simply saying, “I am angry.”
A deeper investigation asks:
What caused the anger?
How does the anger arise?
How does it cease?
What practice can prevent anger from controlling the mind?
The same approach can be applied to craving, fear, sadness, attachment, and confusion.
The Central Message
The Koṭṭhita Sutta presents a systematic distinction:
Ignorance is the failure to understand the five aggregates, their causes, their cessation, their benefits, their dangers, and the practice leading to their cessation.
True knowledge is the clear understanding of all these dimensions according to reality.
Therefore, wisdom is not simply possessing more information. True wisdom transforms the mind—from ignorance to understanding, from attachment to letting go, and from delusion to seeing reality clearly.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๘. โกฏฐิตสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาและวิชชา [๓๒๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโกฏฐิตะอยู่ ณ ป่าอิสิปตน- *มฤทายวัน ใกล้พระนครพาราณสี. ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนในเวลาเย็น ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโกฏฐิตะถึงที่อยู่ ฯลฯ แล้วได้ถามท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า ดูกรท่าน โกฏฐิตะ ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบ ด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงไร? ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้ สดับแล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ. ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็น ผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล. [๓๒๙] เมื่อท่านพระมหาโกฏฐิตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้ถามว่า ดูกรท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร? ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ อริยสาวก ผู้ได้สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัด ออกแห่งรูป ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งคุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร แห่งวิญญาณ. ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า วิชชา และบุคคลเป็น ผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.๙. โกฏฐิตสูตรที่ ๒ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาและวิชชา [๓๓๐] พระนครพาราณสี ท่านพระสารีบุตรนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ถามท่าน พระมหาโกฏฐิตะว่า ดูกรท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร? ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูกรท่าน ผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความ ดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ. ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล. [๓๓๑] เมื่อท่านพระมหาโกฏฐิตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้ถามว่า ดูกร ท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบ ด้วยวิชชาด้วยเหตุเพียงเท่าไร? ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้ สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ. ดูกรท่านผู้ มีอายุ นี้เรียกว่า วิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.๑๐. โกฏฐิตสูตรที่ ๓ ว่าด้วยความหมายของอวิชชาและวิชชา [๓๓๒] พระนครพาราณสี. ท่านพระสารีบุตรนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ถาม ท่านพระมหาโกฏฐิตะว่า ดูกรท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า อวิชชา อวิชชา ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉน หนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร? ท่านพระมหาโกฏฐิตะกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่ง รูป ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งรูป ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งรูป ย่อม ไม่รู้ชัดซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่งสังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งวิญญาณ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งความดับแห่งวิญญาณ ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ. ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า อวิชชา และบุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล. [๓๓๓] เมื่อท่านพระมหาโกฏฐิตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงได้ถามว่า ดูกร ท่านโกฏฐิตะ ที่เรียกว่า วิชชา วิชชา ดังนี้ วิชชาเป็นไฉนหนอแล และบุคคลเป็นผู้ประกอบ ด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่าไร? ท่านพระมหาโกฏฐิตะตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ อริยสาวกผู้ได้ สดับแล้วในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดซึ่งรูป ย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป ย่อมรู้ชัดซึ่งความดับแห่ง รูป ย่อมรู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งรูป ย่อมรู้ชัดซึ่งเวทนา ... ซึ่งสัญญา ... ซึ่ง สังขาร ... ซึ่งวิญญาณ ย่อมรู้ชัดซึ่งเหตุเกิดแห่งวิญญาณ ย่อมรู้ชัดซึ่งความดับแห่งวิญญาณ ย่อม รู้ชัดซึ่งข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ ดูกรท่านผู้มีอายุ นี้เรียกว่า วิชชา และ บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยวิชชา ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น