เพลง: โนจเมสิยาสูตรไม่ยึดว่ามีไม่ยึดว่าไม่มี
[บทที่ 1]
รูปเกิดขึ้น แล้วก็เปลี่ยนไป
เวทนาเกิดในใจ แล้วก็เลือนหาย
สัญญาความจำ สังขารทั้งหลาย
ล้วนเกิดดับไป ตามเหตุปัจจัย
[บทก่อนฮุก]
เมื่อใจยึดว่า “ฉันนั้นมี”
ก็เกิดความกลัวเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป
เมื่อใจยึดว่า “ฉันนั้นไม่มี”
ก็ยังเป็นทิฏฐิที่ใจเข้าไปยึดถือ
[ฮุก]
ไม่ยึดว่ามี ไม่ยึดว่าไม่มี
ไม่หลงในความคิดว่า “ฉัน” หรือ “ของฉัน”
รูป เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณทั้งนั้น ล้วนไม่เที่ยง
ไม่ยึดว่ามี ไม่ยึดว่าไม่มี
มองตามความจริงด้วยปัญญา
สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมเปลี่ยนไป
ปล่อยความยึดไว้ แล้วใจจะเป็นอิสระ
[บทที่ 2]
สิ่งที่เราเห็น ไม่เคยหยุดนิ่ง
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงตามเหตุทั้งหลาย
อย่าหยิบสิ่งใดมาบอกว่า “ตัวเรา”
อย่าหยิบความคิดมาผูกหัวใจ
[สะพานเพลง]
ไม่ต้องค้นหาว่า “เราคือใคร”
ไม่ต้องสร้างคำตอบมาผูกพัน
เพียงเห็นสิ่งต่าง ๆ ตามเหตุปัจจัยนั้น
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
[ฮุกสุดท้าย]
ไม่ยึดว่ามี ไม่ยึดว่าไม่มี
ไม่ตกอยู่ในทิฏฐิสองทาง
เห็นขันธ์ทั้งห้าตามความเป็นจริง
ความยึดก็จาง ความทุกข์ก็คลาย
ไม่ยึดตัวตน ไม่ยึดความว่าง
ไม่สร้างความเห็นมาครอบครองใจ
เมื่อรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน
เส้นทางแห่งธรรมจะนำสู่ความสงบ
[ท่อนจบ]
มีหรือไม่มี ไม่ใช่สิ่งให้ยึด
เพียงรู้และเห็นด้วยใจที่ตื่น
เมื่อความยึดมั่นค่อย ๆ จางคืน
ความสงบย่อมปรากฏในใจ
“โนจเมสิยาสูตร” ชี้รากแห่ง “นัตถิกทิฏฐิ” เมื่อยึดขันธ์ 5 จึงเกิดความเห็นว่า “เราไม่มี”
พระนครสาวัตถี — พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหลักธรรมใน โนจเมสิยาสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค สูตรที่ ๔ ว่าด้วยเหตุแห่ง นัตถิกทิฏฐิ หรือความเห็นในลักษณะว่า “เราไม่พึงมี” และ “บริขารของเราไม่พึงมี” โดยทรงชี้ให้เห็นว่า ความเห็นดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการอาศัยและยึดมั่นในขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
พระพุทธเจ้าทรงชี้เหตุแห่งความเห็นว่า “เราไม่มี”
พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า เมื่ออะไรมีอยู่ อาศัยอะไร และยึดมั่นอะไร จึงเกิดทิฏฐิว่า
“เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี”
พระองค์ทรงอธิบายว่า เมื่อ รูป มีอยู่ บุคคลอาศัยรูปและยึดมั่นในรูป จึงเกิดความเห็นดังกล่าวได้ เช่นเดียวกัน เมื่ออาศัยและยึดมั่นใน เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ก็สามารถเกิดความเห็นว่า “เราไม่พึงมี” และ “บริขารของเราไม่พึงมี”
สาระสำคัญจึงอยู่ที่ “การยึดมั่น” มิใช่เพียงการมีอยู่ของขันธ์ ๕
ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์
พระพุทธองค์ทรงถามต่อว่า รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่เที่ยง
เมื่อถามว่าสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ภิกษุทั้งหลายตอบว่า เป็นทุกข์
พระองค์จึงทรงชี้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา จะนำสิ่งนั้นมาเป็นฐานของทิฏฐิว่า
“เราไม่พึงมี เราจักไม่มี และบริขารของเราจักไม่มี”
ได้หรือไม่
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ไม่ใช่เช่นนั้น
หลักเดียวกันนี้ถูกนำไปพิจารณากับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
พระสูตรเตือนให้พ้นจาก “สองขั้ว” ของความเห็นเรื่องตัวตน
ในแง่การปฏิบัติ โนจเมสิยาสูตรมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะชี้ให้เห็นว่า การเข้าไปยึดขันธ์ ๕ สามารถนำจิตไปสู่ความเห็นเกี่ยวกับ “ตัวตน” ได้หลายลักษณะ ทั้งการยึดว่า “มีตัวตนถาวร” หรือการยึดในอีกด้านหนึ่งว่า “ตัวตนไม่มี”
ประเด็นสำคัญของพระพุทธธรรมจึงไม่ใช่การให้ผู้ปฏิบัติเลือกยึดอยู่กับความเห็นขั้วใดขั้วหนึ่ง แต่เป็นการ เห็นขันธ์ ๕ ตามความเป็นจริง ว่าเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และดับไปตามเหตุปัจจัย
เมื่อจิตไม่ยึดขันธ์ว่าเป็น “เรา” หรือยึดความเห็นว่า “เราไม่มี” อย่างสุดโต่ง ก็ย่อมมีโอกาสเห็นความจริงโดยไม่ถูกครอบงำด้วยทิฏฐิ
จาก “เราไม่มี” สู่การเห็นตามความเป็นจริง
โนจเมสิยาสูตรจึงเป็นคำเตือนให้ระมัดระวัง การสร้างทิฏฐิจากขันธ์ ๕ เพราะทั้งการยึดว่า “มีเรา” และการยึดว่า “ไม่มีเรา” อาจกลายเป็นความเห็นที่จิตเข้าไปยึดถือได้
แนวทางของอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว คือการพิจารณาขันธ์ ๕ ด้วยปัญญา เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ และเห็นความแปรปรวน จนเกิดความคลายกำหนัดและความยึดมั่น
สาระสำคัญของโนจเมสิยาสูตรจึงอยู่ที่การไม่ตกเป็นทาสของทิฏฐิ แต่กลับมาเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง เมื่อการยึดมั่นคลายลง จิตย่อมเดินหน้าไปสู่ความหลุดพ้น
English Translation
The No Ce Me Siya Sutta: The Origin of the Nihilistic View
At Sāvatthī, the Blessed One asked the monks:
“Monks, when what exists, depending on what, and clinging to what does such a view arise:
‘May I not exist. May what belongs to me not exist. I shall not exist, and what belongs to me shall not exist’?”
The monks replied that their teachings were rooted in the Blessed One.
The Buddha then explained:
“When form exists, depending on form and clinging to form, such a view arises:
‘May I not exist. May what belongs to me not exist. I shall not exist, and what belongs to me shall not exist.’
Likewise, when feeling exists, depending on feeling and clinging to feeling, such a view arises.
When perception exists, depending on perception and clinging to perception, such a view arises.
When mental formations exist, depending on mental formations and clinging to them, such a view arises.
When consciousness exists, depending on consciousness and clinging to consciousness, such a view arises.”
The Buddha then asked:
“Monks, what do you think? Is form permanent or impermanent?”
“Impermanent, venerable sir.”
“And whatever is impermanent—is it suffering or happiness?”
“Suffering, venerable sir.”
“Then can a person, based on something that is impermanent, suffering, and subject to change, establish the view:
‘May I not exist. May what belongs to me not exist. I shall not exist, and what belongs to me shall not exist’?”
“No, venerable sir.”
The Buddha then asked the same questions concerning feeling, perception, mental formations, and consciousness.
The monks answered that all of them are impermanent, suffering, and subject to change. Therefore, such things cannot properly serve as a foundation for the view that “I shall not exist” or “what belongs to me shall not exist.”
The Meaning of the Teaching
The No Ce Me Siya Sutta points to the danger of becoming attached to views concerning the self.
The teaching does not encourage a person to cling to the idea of a permanent self, nor does it encourage attachment to an extreme idea of non-existence. Instead, it directs the practitioner to examine the five aggregates as they actually are.
Form, feeling, perception, mental formations, and consciousness arise and change according to conditions. They are impermanent and subject to suffering when clung to.
A noble disciple who sees this clearly becomes disenchanted with clinging, develops dispassion, and moves toward liberation.
The essential message is:
Do not cling to “I exist.”
Do not cling to “I do not exist.”
See the five aggregates as they truly are.
Song: Neither Clinging to Being nor Non-Being
[Verse 1]
Form arises, then it changes,
Feelings rise and fade away.
Perceptions and formations
Never remain the same.
[Pre-Chorus]
When the mind says, “I exist,”
Fear arises when things change.
When the mind says, “I do not exist,”
It may still cling to a view.
[Chorus]
Do not cling to “I am,”
Do not cling to “I am not.”
Do not make a self from “I”
Or from all that I have got.
Form and feeling, perception,
Formations and consciousness—
All arise and pass away,
None are fixed or permanent.
[Verse 2]
Everything we see keeps changing,
Moving with conditions known.
Do not take a changing process
And declare it as your own.
[Bridge]
There is no need to build a story,
There is no need to grasp a name.
Simply see things as they arise,
Remain, transform, and fade.
[Final Chorus]
Do not cling to “I am,”
Do not cling to “I am not.”
Do not fall into either view,
Do not let the mind be caught.
See the five aggregates clearly,
See them just as they truly are.
When attachment fades away,
Freedom is no longer far.
[Ending]
Being or non-being—
Neither one is ours to hold.
See the truth with wisdom clear,
And let the heart be free.
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๔. โนจเมสิยาสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งนัตถิกทิฏฐิ [๓๕๒] พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออะไร มีอยู่ เพราะอาศัยอะไร เพราะยึดมั่นอะไร จึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของ เราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเป็นรากฐาน ฯลฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีทิฏฐิ อย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี บริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี. เมื่อเวทนามีอยู่ ... เมื่อสัญญามีอยู่ ... เมื่อสังขารมีอยู่ ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี. [๓๕๓] พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยง หรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้น บ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง? ภิ. ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า? ภิ. เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า. พ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา พึงเกิดมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า เราไม่พึงมี และบริขารของเราไม่พึงมี เราจักไม่มี บริขารของเราจักไม่มี เพราะไม่อาศัยสิ่งนั้น บ้างหรือ? ภิ. ไม่ใช่เช่นนั้น พระเจ้าข้า. พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความ เป็นอย่างนี้มิได้มี.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น