เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และ อดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากประเด็นที่มีการเสนอให้พระสงฆ์ทั่วประเทศอ่านหนังสือบันทึก “คดีเงินทอนวัด” โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องรู้เท่าทันการเมือง การปกครองคณะสงฆ์ ผู้บังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรนำมาศึกษากันอย่างจริงจัง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับพระพุทธศาสนาไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินหรือคดีความ แต่ยังรวมถึงเรื่อง ความโลภ การใช้อำนาจ การเลือกปฏิบัติ การบิดเบือนความจริง และการปล่อยให้คนที่ทำไม่ถูกต้องเข้ามามีอิทธิพลต่อวงการพระพุทธศาสนา
นายณพลเดชกล่าวว่า หากจะมองเรื่องนี้ให้กว้างขึ้น ควรย้อนกลับไปดู พระสุบินนิมิต 16 ประการของพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งปรากฏในเรื่องมหาสุบินชาดก โดยแหล่งข้อมูลด้านวัฒนธรรมระบุว่า เนื้อหาของพระสุบินถูกอธิบายถึงสภาพสังคมในช่วงที่กุศลธรรมลดลง อกุศลธรรมเพิ่มขึ้น และพระพุทธศาสนาเสื่อมลงตามลำดับ
นายณพลเดชกล่าวว่า หากนำทั้ง 16 ข้อมาดู ไม่ควรเอาไปตีความว่าเป็นการทำนายเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในประเทศไทยแบบตรงตัว แต่ควรอ่านเป็น คำเตือนเรื่องพฤติกรรมของคนและสังคม โดยเฉพาะเมื่อคนเริ่มไม่ยึดธรรมะและให้ความสำคัญกับเงิน อำนาจ และผลประโยชน์มากกว่าความถูกต้อง
สุบินข้อที่ 1 เป็นเรื่องโค 4 ตัวทำท่าจะชนกันแต่สุดท้ายไม่ชนกัน มีคำอธิบายถึงบ้านเมืองที่เกิดความอดอยาก ผู้ปกครองทุจริตและใช้อำนาจไม่อยู่ในธรรม ข้อนี้จึงเตือนเรื่อง ผู้มีอำนาจที่ไม่ยึดความถูกต้อง ซึ่งหากเกิดขึ้นมาก สังคมก็จะมีปัญหาตามมา
ข้อที่ 2 เป็นต้นไม้เล็กแต่กลับออกดอกออกผลเต็มไปหมด สื่อถึงสังคมที่ความสัมพันธ์ทางเพศเกิดขึ้นเร็วและคนขาดความละอาย ข้อนี้สะท้อนเรื่อง การเปลี่ยนแปลงของค่านิยมและการขาดความยับยั้งชั่งใจ
ข้อที่ 3 เป็นเรื่องลูกโคที่เพิ่งเกิดแต่แม่โคกลับกินนมลูกตัวเอง ถูกอธิบายว่าเป็นช่วงที่คนขาดความกตัญญู ลูกไม่รู้คุณพ่อแม่ และใช้พ่อแม่เพื่อประโยชน์ของตัวเอง ข้อนี้สะท้อนว่าเมื่อคนคิดถึงแต่ตัวเอง ความสัมพันธ์พื้นฐานของสังคมก็เริ่มเสีย
ข้อที่ 4 เป็นเรื่องนำลูกโคไปเทียมเกวียน แต่ปล่อยโคใหญ่ให้ไปเที่ยว คำทำนายกล่าวถึงการให้คนที่ไม่มีความสามารถหรือประสบการณ์เข้ามารับตำแหน่ง ขณะที่คนมีความรู้ความสามารถกลับถูกละเลย นายณพลเดชมองว่าเรื่องนี้สามารถนำมาเป็นข้อคิดได้ว่า การแต่งตั้งคนต้องดูความสามารถและความซื่อสัตย์ ไม่ใช่ดูความใกล้ชิดหรือผลประโยชน์
ข้อที่ 5 ม้าสองปาก กินเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม ถูกอธิบายถึงผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีที่ไม่เที่ยงธรรมและรับผลประโยชน์จากคู่ความทั้งสองฝ่าย ข้อนี้จึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่ต้อง รู้เท่าทันผู้บังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะหากคนทำหน้าที่ตัดสินเรื่องถูกผิดไม่ยึดความเป็นธรรม ความเสียหายจะเกิดกับทั้งสังคม
ข้อที่ 6 เป็นเรื่องถาดทองคำที่ถูกนำไปใช้รองสิ่งสกปรก สื่อถึงการกลับค่าของสังคม คนที่ควรได้รับการยกย่องกลับถูกลดคุณค่า ขณะที่คนที่มีอำนาจหรือมีฐานะกลับได้รับการยกย่องเพราะผลประโยชน์
ข้อที่ 7 เป็นเรื่องคนฟั่นเชือก แต่ไม่รู้ว่ามีสุนัขแอบกัดเชือกอยู่ด้านล่าง สื่อถึงการที่คนหนึ่งกำลังสร้างฐานะหรือทำงาน แต่กลับมีอีกคนค่อย ๆ ทำลายผลประโยชน์ของเขาโดยที่ไม่รู้ตัว ข้อนี้ถ้านำมาใช้กับสังคมปัจจุบันก็เป็นข้อเตือนเรื่อง คนที่ทำลายองค์กรหรือทำลายคนอื่นจากภายในโดยที่เจ้าตัวไม่รู้
ข้อที่ 8 เป็นเรื่องคนจำนวนมากขนน้ำมาใส่โอ่งใหญ่ใบเดียว ทั้งที่โอ่งเล็กจำนวนมากยังว่างอยู่ มีคำอธิบายถึงผู้มีอำนาจที่เรียกเอาผลประโยชน์จากประชาชนเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง ข้อนี้จึงชัดเจนเรื่อง ความโลภและการเอาประโยชน์ส่วนรวมไปกองไว้กับคนบางคน
ข้อที่ 9 เป็นสระน้ำที่ตรงกลางขุ่น แต่บริเวณริมสระกลับใส มีคำอธิบายถึงผู้ปกครองที่ขาดศีลธรรม เอาเปรียบประชาชน จนคนสุจริตต้องหนีออกไป ข้อนี้สะท้อนปัญหาที่น่ากลัวมาก คือ เมื่อคนไม่ดีมีอำนาจ คนดีอาจกลายเป็นคนที่อยู่ไม่ได้
ข้อที่ 10 เป็นเรื่องข้าวที่หุงไม่เท่ากัน มีทั้งดิบ สุก และแฉะ ถูกอธิบายถึงคนตั้งแต่ผู้มีอำนาจ สมณชีพราหมณ์ ไปจนถึงประชาชนที่ไม่ตั้งอยู่ในธรรม และถืออำนาจเป็นหลัก
นายณพลเดชกล่าวว่า ข้อนี้น่าสนใจสำหรับวงการพระพุทธศาสนา เพราะคำเตือนไม่ได้พูดถึงเฉพาะคนทั่วไป แต่พูดถึง สมณชีพราหมณ์ด้วย นั่นหมายความว่า หากคนในวงการศาสนาเองไม่รักษาหลักธรรม ก็สามารถทำให้สังคมเกิดความเสื่อมได้เช่นกัน
ข้อที่ 11 เป็นเรื่องนำแก่นจันทน์ราคาแพงไปแลกกับนมเปรี้ยว ถูกอธิบายถึงพระที่ไม่แสดงธรรมเพื่อให้คนเข้าใจธรรม แต่กลับแสดงธรรมเพื่อหวังลาภและสักการะ นี่เป็นข้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระพุทธศาสนา เพราะเตือนว่า เมื่อพระธรรมถูกนำไปแลกกับผลประโยชน์ ความศรัทธาก็จะค่อย ๆ ลดลง
ข้อที่ 12 เป็นเรื่องน้ำเต้าที่กลวงกลับจมน้ำ ขณะที่สิ่งที่ควรลอยกลับลอย ถูกอธิบายว่าในอนาคตคนโกหก คนประจบ และคนโกงอาจได้รับความเชื่อถือ ขณะที่คำพูดของคนมีความรู้และคนดีถูกมองข้าม
นายณพลเดชกล่าวว่า ข้อนี้ตรงกับสิ่งที่สังคมต้องระวังมาก เพราะหากวันหนึ่ง คนพูดเก่งแต่ไม่จริงกลับได้รับความนิยมมากกว่าคนพูดความจริง สังคมจะเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรถูกอะไรผิด และพระพุทธศาสนาก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย
ข้อที่ 13 เป็นเรื่องก้อนหินใหญ่ลอยน้ำ ซึ่งถูกอธิบายถึงการกลับค่าของอำนาจ คนที่ควรได้รับความเคารพกลับถูกลดคุณค่า และคนที่ใช้อำนาจโดยไม่ยึดธรรมกลับขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่น
ข้อที่ 14 เป็นเรื่องกบเขียดตัวเล็กไล่กัดงูใหญ่ ถูกอธิบายถึงคนที่หลงอยู่ในกามและยอมให้อารมณ์หรือความต้องการของตัวเองควบคุมชีวิต ข้อนี้จึงเป็นเรื่องของ การปล่อยให้กิเลสอยู่เหนือเหตุผล
ข้อที่ 15 เป็นภาพหงส์ทองซึ่งเป็นสัตว์ชั้นสูงกลับอยู่ท่ามกลางกา ถูกอธิบายถึงคนดีหรือผู้มีคุณธรรมที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของคนที่ไม่เหมาะสม จนบางคนต้องหนีออกไปหรือจำต้องยอมอยู่ใต้ระบบนั้น
และ ข้อที่ 16 ซึ่งนายณพลเดชมองว่าสำคัญกับประเด็นพระพุทธศาสนาอย่างมาก คือภาพ เสือซึ่งเป็นสัตว์ที่แข็งแรงกลับกลัวแพะ โดยคำอธิบายระบุถึงการที่ผู้มีอำนาจไม่คบคนมีความรู้และกลับให้อำนาจแก่คนสอพลอ รวมถึงมีคำเตือนเกี่ยวกับวงการสงฆ์ว่า พระที่ผิดพระธรรมวินัยอาจไปยุยงให้ประชาชนเกลียดพระที่รักษาพระธรรมวินัย
นายณพลเดชกล่าวว่า ข้อ 11, 12 และ 16 เป็นสามข้อที่ควรนำมาพูดถึงมากที่สุดเมื่อพูดเรื่องความเสื่อมของพระพุทธศาสนา เพราะเกี่ยวกับพระที่หวังลาภสักการะ คนที่พูดไม่จริงแต่ได้รับความเชื่อถือ และความขัดแย้งภายในคณะสงฆ์ที่อาจทำให้พระที่ปฏิบัติดีถูกทำให้ประชาชนไม่เชื่อถือ
“ถ้าเราอ่าน 16 ข้อนี้ให้ดี จะเห็นว่าพระพุทธศาสนาไม่ได้เสื่อมเพราะคนภายนอกอย่างเดียว แต่สามารถเสื่อมจากคนข้างในได้ด้วย เมื่อพระบางรูปแสวงหาผลประโยชน์ เมื่อคนโกหกได้รับความเชื่อถือ เมื่อคนสอพลอได้อำนาจ และเมื่อพระที่ผิดวินัยไปทำให้คนเกลียดพระที่รักษาวินัย นี่ต่างหากที่น่ากลัว”
นายณพลเดชกล่าวอีกว่า เรื่องนี้จึงกลับมาที่กรณี “คดีเงินทอนวัด” ซึ่งควรศึกษาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพื่อปกป้องใครเป็นพิเศษ แต่เพื่อให้พระสงฆ์และประชาชนเข้าใจว่า เมื่อเกิดคดีขึ้นแล้ว กระบวนการตั้งแต่การร้องเรียน การสอบสวน การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ การดำเนินคดี ไปจนถึงการพิจารณาของศาล มีขั้นตอนอย่างไร และแต่ละฝ่ายมีสิทธิอะไร
“พระต้องรู้กฎหมาย แต่การรู้กฎหมายไม่ได้หมายความว่าพระต้องสู้กับรัฐ พระต้องรู้เพื่อป้องกันตัวเองและเพื่อให้รู้ว่าอะไรคือสิทธิ อะไรคือหน้าที่ อะไรคืออำนาจของเจ้าหน้าที่ และอะไรคือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำไม่ได้”
นายณพลเดชย้ำว่า การพูดถึงการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการกล่าวหาบุคคลหรือหน่วยงานโดยไม่มีหลักฐาน แต่หากพบว่ามีการทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ การกลั่นแกล้ง หรือการจงใจทำให้พระพุทธศาสนาเสียหาย ก็ต้องตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง
“การปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ใช่การปกป้องคนผิด แต่คือการไม่ปล่อยให้คนผิดทำลายพระพุทธศาสนา และไม่ปล่อยให้คนบริสุทธิ์ถูกทำลายเพียงเพราะเขาไม่มีอำนาจ”
นายณพลเดชกล่าวว่า หากประเทศไทยต้องการให้พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่คนทั่วโลกมองเห็นและเข้ามาศึกษา ประเทศไทยต้องทำให้คนเห็นว่าพระพุทธศาสนามีทั้งธรรมะ ความถูกต้อง และความยุติธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้ข่าวเรื่องความขัดแย้ง การทุจริต หรือการใช้อำนาจที่ไม่เหมาะสมกลายเป็นภาพจำของวงการสงฆ์ไทย
“เราไม่ควรกลัวการตรวจสอบ แต่ต้องทำให้การตรวจสอบเป็นธรรม ถ้าพระผิดก็ต้องลงโทษ ถ้าเจ้าหน้าที่ผิดก็ต้องลงโทษ ถ้าคนภายนอกเข้ามาหาผลประโยชน์จากวัดก็ต้องจัดการเหมือนกัน ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน เพราะถ้าธรรมะยังถูกยึดเป็นหลัก พระพุทธศาสนาก็ยังมีทางเดินต่อ แต่ถ้าเงิน อำนาจ และความโลภขึ้นมาอยู่เหนือธรรมะ วันนั้นความเสื่อมก็จะเกิดขึ้นเอง”
แหล่งข้อมูลทางวัฒนธรรมยังระบุด้วยว่า “พุทธทำนาย” ถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องว่าด้วยปัจจัยทางสังคมที่ทำให้คนประมาท กุศลธรรมลดลง และพระพุทธศาสนาเสื่อมคลายลงตามลำดับ ดังนั้น การนำพระสุบินทั้ง 16 ข้อมาพูดถึงในวันนี้จึงควรใช้เป็น ข้อเตือนใจให้คนในสังคมกลับมาดูพฤติกรรมของตัวเอง มากกว่าการนำไปกล่าวหาว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเป็น “คำทำนายที่เกิดขึ้นแล้ว” โดยตรง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น