วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: ปริมุจจิตสูตรไม่ใช่ของเราไม่ใช่ตัวตน

 


เพลง: ปริมุจจิตสูตรไม่ใช่ของเราไม่ใช่ตัวตน

[บทที่ 1]
รูปกายที่เราเฝ้าหวงแหน
วันคืนเปลี่ยนแปรไม่คงอยู่
เกิดขึ้นแล้วดับไปให้เราเรียนรู้
อย่ายึดถือว่าเป็นตัวเรา

เวทนาสุขทุกข์ที่เกิดขึ้น
เป็นเพียงคลื่นหนึ่งในใจเรา
เมื่อรู้ทันไม่ยึดมั่นเอา
ความทุกข์เบาบางลงทันที

[ท่อนฮุก]
ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่ตัวเราที่ต้องยึดไว้
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งหลาย
เกิดแล้วดับไปตามเหตุปัจจัย

ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา
พิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นความจริง
เมื่อปล่อยความยึด ความทุกข์ก็ยิ่ง
ค่อย ๆ ดับลงจากใจ

[บทที่ 2]
สัญญาที่จำเรื่องราวทั้งหลาย
สังขารปรุงแต่งมากมายในจิต
วิญญาณรับรู้ทุกสิ่งที่คิด
แต่ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตน

เมื่อเห็นตามจริงไม่หลงยึดถือ
ใจย่อมเลิกถือสิ่งทั้งปวง
ความอยาก ความหลงที่เคยคอยลวง
ค่อย ๆ คลายลงด้วยปัญญา

[ท่อนฮุก]
ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตน
ไม่ใช่ตัวเราที่ต้องยึดไว้
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งหลาย
เกิดแล้วดับไปตามเหตุปัจจัย

ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา
พิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นความจริง
เมื่อปล่อยความยึด ความทุกข์ก็ยิ่ง
ค่อย ๆ ดับลงจากใจ

[บทสร้อย]
เห็นความเกิด เห็นความดับ
เห็นทุกสิ่งไม่เที่ยงแปรผัน
รู้ทันขันธ์ห้าในทุกคืนวัน
ใจนั้นจึงพบทางแห่งเสรี

[ท่อนจบ]
ไม่ใช่ของเรา...ไม่ใช่ของเรา
ไม่ใช่ตัวเรา...ไม่ใช่ตัวตน
เมื่อปัญญาส่องสว่างในใจทุกหน
ความยึดมั่นดับลง...มุ่งตรงสู่ความหลุดพ้น

“ปริมุจจิตสูตร” ชี้ทางพิจารณาขันธ์ 5 ด้วยปัญญา เห็นตามความเป็นจริง เพื่อความหลุดพ้น

พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค เปิดแนวทางสำคัญในการปฏิบัติธรรมผ่าน ปริมุจจิตสูตรที่ 1 และปริมุจจิตสูตรที่ 2 ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักการพิจารณาขันธ์ 5 เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเกิดปัญญาเห็นสภาวธรรมตามความเป็นจริง และนำไปสู่ความหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น

พระสูตรกล่าวถึง รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของประสบการณ์ชีวิต โดยพระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุทั้งหลายว่า ควรพิจารณาขันธ์เหล่านี้หรือไม่ว่า “นั่นเป็นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าไม่ควรพิจารณาเช่นนั้น

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า สิ่งที่ควรปฏิบัติคือการพิจารณาขันธ์ 5 “ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง” ว่า

“นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”

หลักธรรมดังกล่าวเป็นหัวใจของการคลายความยึดมั่นในขันธ์ 5 เพราะมนุษย์มักเข้าไปยึดถือร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิดปรุงแต่ง และการรับรู้อารมณ์ว่าเป็น “ตัวเรา” หรือ “ของเรา” เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงจึงนำไปสู่ความเศร้า ความผิดหวัง ความกลัว และความทุกข์

จาก “ตัวตน” สู่การเห็นความจริง

ปริมุจจิตสูตรชี้ให้เห็นว่า การหลุดพ้นไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธชีวิตหรือการทำลายขันธ์ 5 แต่เกิดจาก การเห็นขันธ์ตามความเป็นจริงด้วยปัญญา เมื่อเห็นว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณไม่ใช่สิ่งที่ควรยึดว่าเป็นของเรา เป็นเรา หรือเป็นตัวตนของเรา ความยึดมั่นย่อมค่อย ๆ คลายลง

สาระสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนวิธีมองจาก “นี่คือตัวเรา” มาเป็น “นี่คือสภาวธรรมที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย”

เมื่อผู้ปฏิบัติมองเห็นเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ย่อมเกิดปัญญาและความเบื่อหน่ายในสิ่งที่เคยยึดถือ เมื่อความยึดมั่นลดลง ความกำหนัดและความหลงก็ลดลงตามลำดับ อันเป็นแนวทางไปสู่ความหลุดพ้น

หลักปฏิบัติที่นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

หลักธรรมจากปริมุจจิตสูตรสามารถนำมาฝึกได้ด้วยการมีสติรู้เท่าทันขันธ์ 5 เช่น เมื่อเกิดความเจ็บปวด ให้รู้ว่าเป็น “เวทนา” ไม่จำเป็นต้องสร้างความคิดว่า “ฉันกำลังทุกข์” เมื่อเกิดความโกรธ ให้รู้ว่าเป็นสภาวะของจิตและสังขารที่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องยึดว่า “ฉันเป็นคนโกรธ”

เช่นเดียวกับความสำเร็จ ความล้มเหลว ความชอบ ความไม่ชอบ หรือความคิดเห็นต่าง ๆ ล้วนสามารถนำมาพิจารณาได้ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ไม่ควรเข้าไปยึดถือเป็นตัวตนถาวร

ปริมุจจิตสูตรที่ 2 ย้ำหลักเดิม เพื่อให้เกิดความมั่นคงในปัญญา

ในปริมุจจิตสูตรที่ 2 พระพุทธเจ้าทรงย้ำหลักการเดียวกันว่า ภิกษุทั้งหลายพึงพิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงว่า “นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา”

การกล่าวซ้ำในพระสูตรจึงสะท้อนความสำคัญของการฝึกพิจารณาอย่างสม่ำเสมอ เพราะการลดความยึดมั่นไม่ใช่เพียงการเข้าใจด้วยความคิด แต่ต้องอาศัยการเห็นสภาวธรรมโดยตรงผ่านการมีสติและปัญญา

พระสูตรระบุถึง อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเกิดความรู้ชัดและดำเนินไปสู่ภาวะที่ไม่ต้องมีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนั้นอีกต่อไป อันสะท้อนเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติ คือการพ้นจากความยึดมั่นและความทุกข์

บทสรุป

“ปริมุจจิตสูตร” จึงเป็นหลักธรรมที่ชวนให้มนุษย์หันกลับมาสำรวจสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” อย่างลึกซึ้ง โดยไม่เชื่อความรู้สึกหรือความคิดที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่ให้ใช้ ปัญญาอันชอบพิจารณาตามความเป็นจริง

เมื่อเห็นขันธ์ 5 ว่า ไม่ใช่ของเรา ไม่เป็นเรา และไม่ใช่ตัวตนของเรา การยึดติดย่อมคลายลง และเมื่อความยึดมั่นคลาย ความทุกข์ก็ย่อมมีโอกาสดับลงตามไปด้วย

สาระของพระสูตรจึงมิใช่เพียงคำสอนให้ “ปล่อยวาง” แต่เป็นการฝึก เห็นความจริงจนจิตสามารถปล่อยวางได้ด้วยปัญญา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญบนหนทางแห่งความหลุดพ้นตามพระพุทธธรรม

The Parimucchita Sutta: Contemplating the Five Aggregates for Liberation

The Parimucchita Sutta, found in the Saṃyutta Nikāya, Khandha-saṃyutta, presents an important teaching on contemplating the Five Aggregates in order to develop wisdom and attain liberation.

The Buddha asked the monks whether they should regard form, feeling, perception, formations, and consciousness as follows: “This is mine, this I am, this is my self.”

The monks replied that they should not.

The Buddha then taught that the Five Aggregates should be contemplated with right wisdom, according to reality, in this way:

“This is not mine. This I am not. This is not my self.”

This teaching addresses the fundamental tendency to identify with the body, feelings, perceptions, mental formations, and consciousness. Human beings commonly regard these changing experiences as “me” or “mine.” When these things change or disappear, attachment can give rise to suffering, disappointment, fear, and sorrow.

Seeing Reality Without Clinging

The essential point of the Parimucchita Sutta is that liberation does not mean rejecting the Five Aggregates. Rather, it means seeing them clearly as they truly are.

When a practitioner sees that form, feeling, perception, formations, and consciousness should not be regarded as “mine,” “I,” or “my self,” attachment gradually weakens.

The practitioner begins to move from the perception:

“This is me.”

to the understanding:

“This is a phenomenon arising and changing according to conditions.”

Through continuous contemplation, wisdom develops. Attachment, craving, and delusion gradually diminish. This process leads toward liberation.

Applying the Teaching in Daily Life

The teaching can be practiced in everyday situations through mindfulness.

When pain arises, one can recognize it simply as feeling, rather than immediately creating the thought, “I am suffering.”

When anger arises, one can recognize it as a mental formation rather than identifying with it as, “I am an angry person.”

In the same way, success, failure, likes, dislikes, opinions, and emotional reactions can all be observed as conditioned phenomena rather than permanent possessions or identities.

The Second Parimucchita Sutta

The second discourse repeats the same essential teaching. The Buddha instructs the monks to contemplate form, feeling, perception, formations, and consciousness with right wisdom according to reality:

“This is not mine. This I am not. This is not my self.”

The repetition emphasizes the importance of continuous practice. Understanding the teaching intellectually is not enough. It must be directly observed through mindfulness and wisdom.

The noble disciple who sees in this way develops clear understanding and progresses toward liberation, with no further task remaining for attaining that state.

Conclusion

The Parimucchita Sutta invites us to examine deeply what we call “self.” Instead of automatically believing every thought, feeling, or perception, we learn to observe the Five Aggregates with wisdom and see them according to reality.

When we clearly understand:

“This is not mine. This I am not. This is not my self,”

clinging gradually fades. As clinging fades, suffering also has the opportunity to cease.

The teaching is therefore not merely an instruction to “let go.” It is a path of seeing reality so clearly that the mind naturally lets go through wisdom.

Song: Not Mine, Not Me, Not Self

Verse 1
This body that I hold so dear
Changes with every passing year
It rises and fades, then disappears
I learn to see, I release my fears

Pleasure and pain arise within
Like passing waves that rise and dim
When I see them without holding tight
The burden fades, the heart finds light

Chorus
Not mine, not me, not self
Nothing here belongs to me
Form and feeling, perception, thought
Consciousness as they may be

Not mine, not me, not self
See them clearly as they arise
When clinging fades, suffering fades
And wisdom opens up our eyes

Verse 2
Perceptions remember what has been
Mental formations rise and spin
Consciousness knows what comes and goes
But none of these is who I am

When reality is clearly seen
The heart lets go of what has been
Desire and delusion lose their hold
And peace arises pure and whole

Chorus
Not mine, not me, not self
Nothing here belongs to me
Form and feeling, perception, thought
Consciousness as they may be

Not mine, not me, not self
See them clearly as they arise
When clinging fades, suffering fades
And wisdom opens up our eyes

Bridge
See the arising, see the passing
See that nothing stays the same
Watch the Five Aggregates with wisdom
And release the sense of “I” and “mine”

Final Chorus
Not mine, not me, not self
Let the heart be free at last
No more grasping, no more holding
No more chains from the past

Not mine, not me, not self
Wisdom shows the way to see
When all attachment falls away
The heart awakens... and is free

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๖. ปริมุจจิตสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น
[๓๐๖] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า นั่นไม่ของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้หรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า หามิได้พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาค ตรัสว่า ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของ เราดังนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อ ความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

๗. ปริมุจจิตสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการพิจารณาเห็นขันธ์ ๕ เพื่อความหลุดพ้น
[๓๐๗] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เธอทั้งหลายพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้หรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า. พระผู้มี พระภาคตรัสว่า ดีละ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงพิจารณาเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว เห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ฯลฯ กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Inspired by The จันทนสูตร

 ท่านเป็นนักข่าวมืออาชีพ ช่วยเขียนข่าวโดยมีเนื้อหานี้ประกอบ [หลักธรรมใน  จันทนสูตร    พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๗  สังยุตตนิ...