วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เพลง: อนิจจสูตรทุกขสูตรและอนัตตสูตรเห็นไตรลักษณ์ ปล่อยวาง


เพลง: 
อนิจจสูตรทุกขสูตรและอนัตตสูตรเห็นไตรลักษณ์ ปล่อยวาง

[บทที่ 1]

รูปไม่เที่ยง เปลี่ยนไปทุกวัน
เวทนานั้นเกิดดับแปรผัน
สัญญา สังขาร ไม่คงนิรันดร์
วิญญาณก็ผันตามเหตุปัจจัย

[บทก่อนฮุก]

เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงแท้
อย่าเข้าไปยึดแน่นในใจ
เห็นความจริงด้วยสติภายใน
แล้วค่อยปล่อยความอยากให้จางลง

[ฮุก]

เห็นอนิจจัง แล้วปล่อยวาง
เห็นทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่น
เห็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวฉัน
ขันธ์ทั้งห้านั้นไม่ใช่ของเรา

ละฉันทะ ละราคะ
ละความติดข้องที่ผูกหัวใจ
เมื่อปัญญาส่องเห็นความจริงภายใน
ความยึดมั่นย่อมค่อยสลาย

[บทที่ 2]

ร่างกายเปลี่ยน อย่าหลงว่าคงอยู่
สุขหรือทุกข์ก็ไม่อยู่ยั่งยืน
ความคิดเปลี่ยนทุกวันทุกคืน
อย่าถือสิ่งอื่นเป็นตัวตน

[บทเชื่อม]

เมื่อเห็นเกิด แล้วเห็นดับ
เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงในทุกหน
ใจย่อมรู้ว่าไม่มีสิ่งใด
ควรยึดมั่นว่า “เรา” หรือ “ของเรา”

[ฮุก]

เห็นอนิจจัง แล้วปล่อยวาง
เห็นทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่น
เห็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวฉัน
ขันธ์ทั้งห้านั้นไม่ใช่ของเรา

ละฉันทะ ละราคะ
ละความติดข้องที่ผูกหัวใจ
เมื่อปัญญาส่องเห็นความจริงภายใน
ความยึดมั่นย่อมค่อยสลาย

[ท่อนจบ]

ไม่ต้องหนีโลก ไม่ต้องเกลียดกาย
เพียงเห็นความจริงอย่างรู้เท่าทัน
เมื่อความอยากและความยึดมั่นเบาบาง
ใจย่อมพบหนทางแห่งอิสรภาพ

“อนิจจสูตร–ทุกขสูตร–อนัตตสูตร” ชี้ทางคลายยึดขันธ์ 5 ด้วยการละฉันทะ–ราคะ

พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตาของขันธ์ 5 พร้อมวางแนวทางปฏิบัติให้ละ “ฉันทะ–ราคะ–ฉันทราคะ” เพื่อคลายความยึดมั่นและนำจิตไปสู่ความเป็นอิสระ

พระนครสาวัตถี — หลักธรรมใน อนิจจสูตร ทุกขสูตร และอนัตตสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 17 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 9 สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค นำเสนอหลักการพิจารณา ขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ผ่านลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา พร้อมชี้แนวทางการละความติดข้องในแต่ละระดับ

สาระสำคัญของพระสูตรชุดนี้ไม่ได้หยุดเพียงการบอกว่า “ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา” แต่พระพุทธองค์ทรงเน้นต่อไปถึงการ ละฉันทะ ละราคะ และละฉันทราคะ ที่มีต่อขันธ์เหล่านั้น

อนิจจสูตร: ละฉันทะในสิ่งที่ไม่เที่ยง

อนิจจสูตรที่ 1 พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายพึงละ ฉันทะ ในสิ่งที่ไม่เที่ยง

สิ่งที่ไม่เที่ยง ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

การละฉันทะในที่นี้หมายถึงการไม่ปล่อยให้ความพอใจ ความมุ่งหมาย หรือความต้องการเข้าไปยึดติดกับสิ่งที่มีธรรมชาติเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ร่างกายเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกเปลี่ยนแปลง ความจำและการรับรู้เปลี่ยนแปลง ความคิดปรุงแต่งเปลี่ยนแปลง และการรับรู้อารมณ์ก็เปลี่ยนแปลงเช่นกัน

เมื่อสิ่งเหล่านี้ไม่เที่ยง การยึดติดว่าต้องเป็นไปตามความต้องการของเราย่อมเป็นเหตุให้เกิดความคับข้องใจ

อนิจจสูตรที่ 2–3: จากละฉันทะสู่ละราคะ

อนิจจสูตรที่ 2 เน้นการละ ราคะ ในสิ่งที่ไม่เที่ยง ส่วนอนิจจสูตรที่ 3 ให้ละทั้ง ฉันทะและราคะ หรือฉันทราคะ ในขันธ์ 5

จึงสามารถมองเป็นลำดับการฝึกได้ว่า

เห็นความไม่เที่ยง → ลดความพอใจที่ยึดติด → คลายความกำหนัด → ลดการยึดถือ

เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นความไม่เที่ยงอย่างต่อเนื่อง ความหลงใหลในสิ่งที่เคยคิดว่าจะให้ความมั่นคงถาวรย่อมลดลง

ทุกขสูตร: ละความยึดติดในสิ่งที่เป็นทุกข์

ในทุกขสูตรที่ 1 พระพุทธองค์ทรงชี้ว่า ภิกษุทั้งหลายพึงละ ฉันทะในสิ่งที่เป็นทุกข์ และสิ่งที่เป็นทุกข์นั้นครอบคลุมขันธ์ 5

ทุกขสูตรที่ 2 เน้นการละ ราคะ ในขันธ์ 5 ส่วนทุกขสูตรที่ 3 เน้นการละ ฉันทราคะ ในขันธ์ 5

หลักธรรมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า เมื่อสิ่งใดเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ การเข้าไปยึดติดกับสิ่งนั้นย่อมเพิ่มภาระให้แก่จิต

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่า “ขันธ์เป็นทุกข์” ไม่ได้หมายความว่าทุกประสบการณ์จะต้องเป็นความเจ็บปวดตลอดเวลา แต่หมายถึงขันธ์ทั้งหลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถรักษาให้อยู่ในอำนาจได้อย่างสมบูรณ์ และเมื่อเข้าไปยึดถือก็สามารถเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้

อนัตตสูตร: ละความยึดว่าเป็นตัวเราและของเรา

อนัตตสูตรที่ 1–3 นำเสนออีกมิติหนึ่ง คือ อนัตตา

พระพุทธองค์ตรัสว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา จึงพึงละฉันทะ ละราคะ และละฉันทราคะในขันธ์เหล่านั้น

หลักอนัตตาในที่นี้ชี้ให้เห็นว่า ขันธ์ 5 ไม่ใช่สิ่งที่สามารถควบคุมได้อย่างเด็ดขาดตามความต้องการของบุคคล

หากรูปเป็นตัวตนที่ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ บุคคลย่อมสามารถสั่งได้ว่า “ขออย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าเปลี่ยนแปลง” แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น

เช่นเดียวกับเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ล้วนเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยและเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ

การเห็นอนัตตาจึงเป็นการลดความสำคัญมั่นหมายว่า “นี่คือเรา นี่เป็นของเรา นี่คือตัวตนของเรา”

ฉันทะ–ราคะ–ฉันทราคะ: สามระดับของความติดข้อง

พระสูตรทั้ง 9 ตอนทำให้เห็นคำสำคัญ 3 ระดับ ได้แก่

ฉันทะ — ความพอใจ ความมุ่งหมาย หรือความต้องการที่มีต่อสิ่งนั้น

ราคะ — ความกำหนัด ความติดใจ ความหลงใหล

ฉันทราคะ — ความพอใจและความกำหนัดที่ผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น

การละสิ่งเหล่านี้จึงเป็นกระบวนการคลายความยึดติดในจิต ไม่ใช่เพียงการบังคับตนเองให้ไม่ชอบสิ่งต่าง ๆ แต่เป็นการใช้ปัญญาเห็นธรรมชาติของสิ่งที่กำลังยึดถือ

ขันธ์ 5 กับการฝึกสติในชีวิตประจำวัน

หลักธรรมชุดนี้สามารถนำมาใช้ในการฝึกสติได้ทุกวัน

เมื่อเห็นร่างกายเปลี่ยนแปลง ให้ระลึกว่า รูปเป็นอนิจจัง

เมื่อเกิดความสุขหรือความทุกข์ ให้ระลึกว่า เวทนาไม่เที่ยง

เมื่อความจำ ความคิด และมุมมองเปลี่ยนไป ให้เห็นว่า สัญญาและสังขารไม่เที่ยง

เมื่อการรับรู้เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์และเหตุปัจจัย ให้เห็นว่า วิญญาณไม่เที่ยง

จากนั้นพิจารณาต่อว่า สิ่งเหล่านี้เมื่อไม่เที่ยง ไม่อยู่ในอำนาจ และเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น ย่อมไม่ควรเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวเราและของเรา

จากการเห็นไตรลักษณ์สู่การปล่อยวาง

สาระสำคัญของพระสูตรทั้งสามชุดสามารถสรุปเป็นกระบวนการได้ว่า

เห็นอนิจจัง → เห็นทุกขัง → เห็นอนัตตา → ละฉันทะ → ละราคะ → ละฉันทราคะ → คลายความยึดมั่น

การปฏิบัติจึงไม่ใช่เพียงการท่องจำคำว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” แต่เป็นการนำหลักดังกล่าวมาพิจารณาประสบการณ์จริงในกายและใจ

เมื่อเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ความอยากให้สิ่งไม่เที่ยงเป็นสิ่งเที่ยงย่อมลดลง ความอยากควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ย่อมเบาบาง และความยึดว่า “เป็นเรา–เป็นของเรา” ย่อมค่อย ๆ คลายตัว

บทสรุป

อนิจจสูตร ทุกขสูตร และอนัตตสูตร จึงเป็นชุดพระธรรมที่เน้น การเห็นความจริงของขันธ์ 5 และการนำความเห็นนั้นไปสู่การละความติดข้อง

อนิจจัง สอนให้เห็นว่าไม่เที่ยง
ทุกขัง สอนให้เห็นว่าการยึดถือสิ่งที่แปรเปลี่ยนย่อมนำมาซึ่งความคับข้อง
อนัตตา สอนให้เห็นว่าไม่ควรยึดสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นตัวตนถาวร

เมื่อปัญญาเห็นทั้งสามลักษณะอย่างชัดเจน การละฉันทะ ราคะ และฉันทราคะจึงไม่ใช่การฝืนใจ แต่เป็นผลจากการเห็นความจริง

แก่นของพระสูตรจึงอยู่ที่ “เห็นความจริงเพื่อคลายความยึดมั่น” และเปลี่ยนการดำเนินชีวิตจากการพยายามครอบครองสิ่งที่ไม่เที่ยง ไปสู่การรู้เท่าทัน ยอมรับ และปล่อยวางอย่างมีปัญญา

Song: “See the Three Marks, Let Go”

Verse 1

Form is changing every day,
Feelings rise and fade away.
Perceptions shift, formations turn,
Consciousness changes as conditions return.

Pre-Chorus

When we see that nothing stays,
We no longer cling in the same old ways.
With mindfulness and wisdom bright,
We let attachment fade from sight.

Chorus

See impermanence, let go,
See the suffering caused by clinging.
See not-self, release the thought,
“These five aggregates belong to me.”

Let desire go, let lust fade,
Let the chains of attachment fall.
When wisdom sees the truth within,
The heart grows free from clinging all.

Verse 2

The body changes, do not claim it lasts,
Pleasure and pain are moving past.
Thoughts transform through every night and day,
Nothing permanent can stay.

Bridge

See arising, see passing away,
See change in everything each day.
Nothing deserves the claim of “me,”
Nothing can be held eternally.

Chorus

See impermanence, let go,
See the suffering caused by clinging.
See not-self, release the thought,
“These five aggregates belong to me.”

Let desire go, let lust fade,
Let the chains of attachment fall.
When wisdom sees the truth within,
The heart grows free from clinging all.

Final Verse

We need not hate the world or body,
We only need to see things clearly.
As craving and attachment fade,
The heart discovers freedom's way.

The Anicca, Dukkha, and Anatta Suttas teach the impermanence, unsatisfactoriness, and selfless nature of the five aggregates, while showing how to abandon desire, lust, and attachment toward them.

At Sāvatthī, the Buddha taught the monks to abandon desire and attachment toward what is impermanent, suffering, and not-self.

The teaching concerns the five aggregates:

form, feeling, perception, formations, and consciousness.

The Anicca Suttas: Letting Go of Desire for What Is Impermanent

The first Anicca Sutta teaches:

“Monks, you should abandon desire for what is impermanent.”

What is impermanent?

Form is impermanent. Feeling is impermanent. Perception is impermanent. Formations are impermanent. Consciousness is impermanent.

Therefore, one should abandon attachment and desire toward these changing phenomena.

The second Anicca Sutta emphasizes abandoning lust or attachment toward what is impermanent.

The third emphasizes abandoning both desire and lust, or deep attachment, toward the five aggregates.

The progression can therefore be understood as:

Seeing impermanence → reducing attachment → fading of lust → letting go.

The Dukkha Suttas: Letting Go of What Is Unsatisfactory

The first Dukkha Sutta teaches that one should abandon desire for what is suffering or unsatisfactory.

The five aggregates are described in this way.

The second Dukkha Sutta emphasizes abandoning lust toward them, while the third emphasizes abandoning both desire and lust.

This does not mean that every experience is painful at every moment.

Rather, the five aggregates cannot be maintained permanently according to our wishes. Because they change and cannot be fully controlled, clinging to them can become a source of suffering.

The Anatta Suttas: Letting Go of What Is Not-Self

The three Anatta Suttas focus on the principle of not-self.

Form, feeling, perception, formations, and consciousness are described as not-self. Therefore, one should abandon desire, lust, and attachment toward them.

If the body were a permanent self under our complete control, we could command:

“Let my body never age. Let it never become sick. Let it never change.”

But this is impossible.

The same applies to feeling, perception, formations, and consciousness. They arise dependent upon conditions and change according to those conditions.

Understanding not-self therefore weakens the assumption:

“This is me. This is mine. This is my permanent self.”

Desire, Lust, and Deep Attachment

The three expressions point to different dimensions of attachment.

Desire refers to interest, intention, or wanting.

Lust refers to fascination, passion, and attachment.

Desire-and-lust refers to the combination of attraction and attachment that binds the mind strongly to an object.

The teaching is therefore a gradual process of releasing the mind from attachment through wisdom.

Practicing with the Five Aggregates

These teachings can be applied directly to mindfulness practice.

When we observe the changing body, we recognize:

Form is impermanent.

When pleasant or unpleasant feelings arise:

Feeling is impermanent.

When memories, perceptions, and mental constructions change:

Perception and formations are impermanent.

When consciousness changes according to different conditions:

Consciousness is impermanent.

We then contemplate that these changing phenomena cannot be completely controlled and therefore should not be regarded as a permanent “self” or “mine.”

From Seeing the Three Characteristics to Letting Go

The central progression can be summarized as:

Seeing impermanence → seeing unsatisfactoriness → seeing not-self → abandoning desire → abandoning lust → abandoning deep attachment → releasing clinging.

The practice is therefore not merely memorizing the words “impermanent, suffering, and not-self.”

It means observing these characteristics directly in our own body and mind.

When we see things according to reality, the desire to make impermanent things permanent gradually weakens.

The desire to control what cannot be completely controlled becomes lighter.

The identification of experience as “me” and “mine” gradually fades.

Conclusion

The Anicca, Dukkha, and Anatta Suttas provide a systematic teaching on seeing the true nature of the five aggregates and using that understanding to release attachment.

Impermanence teaches us that things change.

Unsatisfactoriness teaches us that clinging to changing things brings distress.

Not-self teaches us not to identify changing phenomena as a permanent self.

When these three characteristics are clearly understood, abandoning desire, lust, and attachment becomes a natural consequence of wisdom rather than an act of force.

The central message is:

See reality clearly, and attachment begins to fade.


[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

๒. อนิจจสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการละฉันทะในสิ่งที่เป็นอนิจจัง
[๓๓๕] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในสิ่งที่ไม่เที่ยง เสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง รูปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในรูปนั้นเสีย. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในวิญญาณ
๓. อนิจจสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการละราคะในสิ่งที่เป็นอนิจจัง
[๓๓๖] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละราคะในสิ่งที่ไม่เที่ยง เสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง รูปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละราคะในรูปนั้นเสีย. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละราคะในวิญญาณนั้น
๔. อนิจจสูตรที่ ๓
ว่าด้วยการละฉันทะราคะในสิ่งที่เป็นอนิจจัง
[๓๓๗] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในสิ่งที่ไม่ เที่ยงเสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง รูปเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในรูปนั้น เสีย. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะใน
๕. ทุกขสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการละฉันทะในสิ่งที่เป็นทุกข์
[๓๓๘] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในสิ่งที่เป็นทุกข์ เสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ รูปเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในรูปนั้นเสีย. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในวิญญาณ นั้นเสีย
จบ สูตรที่ ๕.
๖. ทุกขสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการละราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์เสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ รูปเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละราคะในรูปนั้นเสีย. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละราคะในวิญญาณนั้นเสีย
จบ สูตรที่ ๖.
๗. ทุกขสูตรที่ ๓
ว่าด้วยการละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นทุกข์เสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่ เป็นทุกข์ รูปเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในรูปนั้นเสีย. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นทุกข์ เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในวิญญาณนั้นเสีย.
๘. อนัตตสูตรที่ ๑
ว่าด้วยการละฉันทะในสิ่งที่เป็นอนัตตา
[๓๓๙] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละฉันทะในสิ่งที่เป็น อนัตตาเสีย ก็อะไรเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา รูปเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละฉันทะใน รูปนั้นเสีย. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละ ฉันทะในวิญญาณนั้นเสีย.

๙. อนัตตสูตรที่ ๒
ว่าด้วยการละราคะในสิ่งที่เป็นอนัตตา
[๓๔๐] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละราคะในสิ่งที่เป็นอนัตตา เสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา รูปเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละราคะในรูปนั้นเสีย เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละราคะในวิญญาณ นั้นเสีย.
๑๐. อนัตตสูตรที่ ๓
ว่าด้วยการละฉันทราคะในสิ่งที่เป็นอนัตตา
[๓๔๑] พระนครสาวัตถี. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะในสิ่งที่เป็น อนัตตาเสีย. ก็อะไรเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา รูปเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละฉันทราคะ ในรูปนั้นเสีย. เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเป็นสิ่งที่เป็นอนัตตา เธอทั้งหลายพึงละ ฉันทราคะในวิญญาณนั้นเสีย.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ณพลเดช" ชี้ 16 พระสุบินเตือนโลกเสื่อม พระพุทธศาสนาต้องระวังทั้งคนโลภ–คนใช้อำนาจผิด

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง จ.เชียงราย และ อดีตอนุกรรมาธิการพระพุทธศาสนา สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จาก...