วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ม.มหิดลเปิดรับสมัครพระเณรนักเรียน รับทุนเฉลิมราชกุมารี เรียนต่อวิทยาลัยศาสนศึกษา



ม.มหิดล ขยายโอกาสรับสมัครทุนเฉลิมราชกุมารี โครงการเพชรศาสนา ประจำปี 2563 ให้พระภิกษุ/สามเณร และนักเรียนทั่วไปได้มีโอกาสศึกษาต่อที่วิทยาลัยศาสนศึกษา

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 มหาวิทยาลัยมหิดล โดย วิทยาลัยศาสนศึกษา ร่วมกับ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มอบ “ทุนเฉลิมราชกุมารี” จาก “โครงการเพชรศาสนา” แก่พระภิกษุ/สามเณรจากโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั่วประเทศที่มีผลการเรียนดีเด่นในระดับ Top 100 เข้าศึกษาต่อ ณ วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา โดยริเริ่มโครงการเมื่อปี 2562 มาในปี 2563 ได้ขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังกลุ่มนักเรียนทั่วไปที่สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากต่างจังหวัด หรือด้อยโอกาสทางการศึกษาภาคบังคับและปัจจุบัน จากโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอื่นๆ ให้มีโอกาสได้รับทุนเข้ามาศึกษาต่อด้วย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เรืออากาศโท ทันตแพทย์ชัชชัย คุณาวิศรุต รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ และรักษาการแทนคณบดีวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โลกในยุคดิสรัปชันที่ไร้พรมแดนเช่นปัจจุบันมีการเปิดกว้างทางการนับถือศาสนา การศึกษาเพื่อการนำพาโลกสู่สันติภาพ ด้วยความเข้าใจในความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข จึงมีบทบาทมากกว่าการมุ่งศึกษาเพียงศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ซึ่ง วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบันได้มีการปรับการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยได้จัดให้มีการศึกษาศาสนา-ความเชื่อต่างๆ ในแง่มุมที่หลากหลาย เพื่อความเข้าใจอย่างลึกซึ้งบนพื้นฐานของเหตุและผล ร่วมด้วยทักษะต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้นักศึกษาสามารถปรับตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก



บรรยากาศการเรียนการสอนที่ วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล สามารถสัมผัสได้ถึงความเป็นสากล โดยมีคณาจารย์ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ และจัดให้นักศึกษาที่เป็นพระภิกษุสามเณร และนักศึกษาทั่วไป ได้เรียนร่วมกัน แต่เป็นไปด้วยความเหมาะสมตามหลักศาสนา ซึ่งโครงการเพชรศาสนา ในส่วนของพระภิกษุ/สามเณร สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะเป็นฝ่ายรับผิดชอบให้ทุนการศึกษาตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนจบการศึกษาปริญญาตรี ซึ่ง วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เป็น 1 ใน 3 สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดให้พระภิกษุ/สามเณรได้เลือกเรียนในโครงการเพชรศาสนา โดยมีหนึ่งในคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาทุนการศึกษาจากวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของ แพทย์หญิงคุณอรวรรณ คุณวิศาล ประธานมูลนิธิน้ำทอง คุณวิศาล ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

สามเณรกิตติพัชญ์ อุ่นปิง หนึ่งในผู้รับ “ทุนเฉลิมราชกุมารี” จาก “โครงการเพชรศาสนา” ปี 2562 ซึ่งกำลังศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศาสนศึกษา วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เล่าว่า ท่านเกิดที่จังหวัดสระบุรี สาเหตุที่บวชเรียนเป็นสามเณรตั้งแต่จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เนื่องจากโยมพ่อและโยมแม่มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา สามเณรกิตติพัชญ์ อุ่นปิง ได้ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 6 ที่โรงเรียนมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย (วัดชูจิตธรรมาราม) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา โดยได้รับทุนจากโครงการเพชรศาสนา ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จนเมื่อสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่านได้สมัครเรียนวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการเสนอแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) ที่แสดงประวัติและผลงานวิชาการและกิจกรรมจิตอาสา ซึ่งท่านเคยได้ไปร่วมแข่งขันตอบปัญหาวิชาภาษาบาลี และร่วมกิจกรรมจิตอาสาของโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง 

สามเณรกิตติพัชญ์ อุ่นปิง ได้กล่าวฝากหลักธรรม “วิริยะ มีความเพียรเรียนหนังสือ ขันติ ถือความอดทนจนถึงฝัน สัจจะ จริงพูดสิ่งใดทำสิ่งนั้น กตัญญู สถาบันทุกวันคืน” ด้วยความภาคภูมิใจที่ได้เป็นนักศึกษาวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และมุ่งตามปณิธาน “ปัญญาของแผ่นดิน” ของมหาวิทยาลัยมหิดลต่อไป

ในปี 2563 นี้ “โครงการเพชรศาสนา” ได้จัด “ทุนเฉลิมราชกุมารี” สำหรับพระภิกษุ/สามเณร และนักเรียนทั่วไปที่จะเข้าศึกษาต่อวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 50 ทุน โดยกำหนดคุณสมบัติของผู้รับทุน ในส่วนของพระภิกษุ/สามเณรให้มีเกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) 4 ภาคการศึกษา ≥ 2.50 หรือเป็นผู้ได้เปรียญธรรม 5 ประโยค ส่วนนักเรียนทั่วไปให้มีเกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร (GPAX) 4 ภาคการศึกษา ≥ 3.00 เกณฑ์ขั้นต่ำคะแนนเฉลี่ยสาระการเรียนรู้ (GPA) วิชาภาษาอังกฤษ ≥ 3.00 วิชาภาษาไทย ≥ 3.00 วิชาสังคม ≥ 3.00 

เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้ จนถึงเวลา 12.00 น.ของวันที่ 25 ธันวาคม 2563 ที่ https://tcas.mahidol.ac.th/index.html ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายการศึกษา วิทยาลัยศาสนศึกษา ม.มหิดล โทร. 0-2800-2633 www.crs.mahidol.ac.th

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"มารค ตามไท"ชี้สังคมไทยขัดแย้งดื้อยา แนะใช้สันติวัฒนธรรมแก้



วันที่ ๑๙ ธ.ค.๒๕๖๓ พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร. อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา นักศึกษาหลักสูตรประกาศนีบัตรแนวคิดพื้นฐานการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี รุ่น ๕ สถาบันพระปกเกล้า  เปิดเผยว่า ทุกวันศุกร์ได้เติมเต็มเครื่องมือการทำงานด้านสันติวิธี โดยเรียนแนวคิดพื้นฐานการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี รุ่น ๕ สถาบันพระปกเกล้า จึงถอดบทเรียนของพัฒนาการของการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธีในสังคมไทย บรรยายโดย รศ. ดร. มารค ตามไท อาจารย์สาขาการสร้างสันติภาพมหาวิทยาลัยพายัพเชียงใหม่ ที่ระบุว่า 

"การจัดการความขัดแย้งในอดีตมนุษย์มีการพัฒนาการมาเป็นลำดับ ปัจจุบันมีการแก้อย่างเป็นระบบ มิใช่แก้ปัญหาตามสัญชาตญาณ จึงใช้คำว่า สันติวิธี สองความหมาย คือ ๑) #การต่อสู้เรียกร้องโดยสันติวิธี  ๒) #การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี เช่น มีการประท้วงโดยสันติวิธี แต่ฝ่ายที่จัดการผู้ประท้วงก็พยายามบอกว่าใช้วิธีการจัดการโดยสันติวิธี ทำให้เกิดความสับสน การต่อสู้เรียกร้องโดยสันติวิธี (non-violent action) เช่น ชูป้าย เดินขบวนรูปแบบต่างๆ  ติดสัญลักษณ์ตามเสื้อผ้า ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งให้ยุติการชุมชน ประชัดประชันเอาสินค้าไปเผา ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่คิดว่าไม่เป็นธรรม พยายามจะล้มกฏหมายด้วยการไม่ทำตามกฎหมาย เพราะไม่เห็นด้วย จงไม่ทำตาม เหมือนเด็กไม่ทำตามพ่อแม่ ฐานของการประท้วงทั่วโลกพยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ซึ่งอยากจะเปลี่ยนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้าเราเอากฎหมายอย่างเดียวไม่สนใจความเป็นมนุษย์ทำให้เกิดความขัดแย้ง กฎหมายจะต้องใช้ความเป็นธรรม มีกฎหมายแล้วไม่ปฏิบัติตาม จึงใช้ Civil disobedience คือ การดื้อแพ่ง อารยะขัดขืน การประท้วงของภาคประชาสังคม ลักษณะของ Civil disobedience ให้การศึกษาแก่สังคมยอมรับโทษที่ตามมา ทำด้วยจิตใจที่มั่นคง มีเป้าหมายทางบวกไม่ใช่แค่ทางลบ เป้าหมายคือ พัฒนาคุณธรรมการปกครองของสังคม    

คำถามคือ มีกฏหมายใดที่เรามองว่ามายังไม่ถูกต้อง การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายที่คิดว่าไม่เป็นธรรมเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างไร เช่น  สิทธิของสตรีชาวฟินแลนด์เป็นประเทศแรกๆ ที่ให้สิทธิสตรี ย้อนไปร้อยปีสตรีไม่มีบทบาททางการเมืองหรือสิทธิ สตรีจึงมีการประท้วงหรือเรียกร้องสิทธิด้วยสันติวิธี ทำให้สตรีมีสิทธิเท่าเทียมผู้ชายในการพัฒนาประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันยังมีบางประเทศที่ไม่ให้สิทธิสตรี รวมถึงแรงงานเด็ก การใช้แรงงานเด็กในมิติต่างๆ สหภาพแรงงาน การเจรจาระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง 

การเหยียดหยามและจำกัดสิทธิพลเมืองบนฐานชาติพันธุ์ บางชาติพันธ์เป็นพลเมืองชั้นสอง กรณีคนผิดดำคนผิวขาว ซึ่งจะมีกฎหมายแปลกๆ ปรากฏให้ปฏิบัติ ประเด็นต้องพิจารณาในการต่อสู้โดยใช้สันติวิธี คำถามคือ ในการเคลื่อนไหวอย่างไรที่ชื่อว่าสันติวิธี คำตอบคือ มิติทางวัฒนธรรมของการต่อสู้แบบสันติวิธี เพราะสันติวิธีจะไม่ใช้ความรุนแรง  สันติวิธีคือไม่ใช้ความรุนแรง ในทางกายทางวาจาทางใจ ทำให้เจ็บใจ เช่น ล้อเลียนในสิ่งที่เราเคารพ หรือ ด่าตรงๆ ถือว่าเป็นความรุนแรง สันติวิธีแต่ละสังคมจะมีความแตกต่างกัน ความรุนแรงทางใจจึงมีความรุนแรงมากเพราะจะนำไปสู่ความรุนแรงทางกาย 



"เราเคลื่อนไหวเพราะอยากให้สังคมดีขึ้น อยากให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลง แต่เราจะไม่โกรธเกลียดบุคคลที่เราเรียกร้อง" 

เวลาการเคลื่อนไหวต้องศึกษาบริบทที่ทำให้การต่อสู้สำเร็จหรือจะไม่สำเร็จ เช่น มหาตมคานธี มาตินลูเธอคิง ถือว่าทำสำเร็จ คำถาม เหตุผลที่มหาตมะคานธีทำการเรียกร้องสำเร็จเพราะเหตุปัจจัยอะไร สังคมไทยมองสันติวิธีอย่างไร  เช่น นักเรียนใช้สันติวิธีกับครูในการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ปฏิกิริยาคือ เวลามีคนเรียกร้องเรารับฟังหรือมองว่ามาท้าทายอำนาจ    

การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี  เริ่มต้นจากความขัดแย้งจากสิ่งเล็กๆ เช่น ระหว่างบุคคล ต่อมาพัฒนาการเป็นสถาบันในการจัดการความขัดแย้ง   เริ่มต้น การจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธี แบ่งออก ๓ ระดับ คือ       

๑) Conflict Management บริหารจัดการความขัดแย้งและความรุนแรง  กำหนดระดับการสูญเสีย กำไร ทรัพย์สิน ชีวิต ที่พอรับได้ เช่น การพูดคุยเพื่อสันติสุข ปี ๒๕๔๙ อย่าให้เกิดความรุนแรงหรือ อย่าให้เกิดการสูญเสีย มากไปกว่านี้ ไม่ใช่ไม่มีความรุนแรงแต่ไม่ให้เกิดความรุนแรงมากกว่านี้  ถือว่าเป็นข้อที่อ่อนที่สุดในการบริหารจัดการความขัดแย้งและความรุนแรง เพียงแค่ระดับว่าไม่ถูกด่าเท่านั้น      

๒) Conflict Resolution (Peacemaking) คลี่คลายความขัดแย้งหรือความรุนแรงในเรื่องเฉพาะ  ต้องการใช้ทักษะต่างๆ เพื่อหาข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ ( Win-Win ) เริ่มต้นจากการบริหารธุรกิจให้เติบโต เช่น การฟัง การสร้างทางออก หาทางออกและสร้างความเข้าใจ เช่น การเจรจาไกล่เกลี่ย (Negotiation) การพูดคุยเพื่อสันติภาพ (Peace talks) ส่วนมากเน้นสันติภาพเชิงลบ (Negative Peace) ยกตัวอย่าง แย่งส้มในตลาด  ปิดหรือเปิดหน้าต่าง จึงต้องอาศัยนักเจรจาไกล่เกลี่ย การไกล่เกลี่ยจึงเป็น Conflict Resolution ด้วยคลี่คลายความขัดแย้ง ความขัดแย้งเกิดขึ้นตลอดมีพัฒนาการตามระบบตามยุค ทำอย่างไรให้หาทางออกทั้งคู่ เช่น ลูกจ้าง นายจ้าง อย่าทำให้ความรุนแรงปรากฎ จึงคลี่คลายปัญหา ภาครัฐใช้ Conflict Resolution ในสังคมไทยระยะแรกๆ เช่น เขื่อนปากมูล ท่อก๊าซยาดานา โรงไฟฟ้าถ่านหินบ่อนอก สวนลิ้นจี่ บ้านป่ากลาง น่าน และชุมชนราชประสงค์ จึงต้องการคลี่คลายความขัดแย้ง ความสัมพันธ์แตกหักระหว่างภาครัฐกับประชาชน นักสันติวิธีพึงระวังว่า จะถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอและเป็นเครื่องมือของคู่ขัดแย้ง     

ปัญหาระยะแรกพยายามใช้วิธีเดิมที่อิงอำนาจและการให้คุณให้โทษ ทักษะการจัดการความขัดแย้งเหมือนความรู้ใหม่ที่หาผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาช่วยสอน ใช้เทคนิคประชาสัมพันธ์บวกข่มขู่เพื่อเอาชนะแทนที่จะพยายามหาทางออกร่วมกันกับคู่ขัดแย้ง รวมถึงไม่เห็นภาพใหญ่ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นในสังคม ไม่เข้าใจรูปแบบของการจัดการความขัดแย้ง และ รับมืออย่างไรเมื่อไปดเผชิญไม่เข้าใจสันติวิธี จากสไตล์ของConflict Resolution  ประกอบด้วย ๑)นกหัวขวาน  เสียงดัง ไม่ถอย ชอบเผชิญหน้า ต้องชนะ ชอบขู่ ต้องการความเคารพ  ๒)นกแขกเต้า เป็นมิตรกับทุกคน พูดเก่งชอบพูด ยอมทุกคน ๓)นกฮูก มีสติ สื่อสารเก่ง ชอบเสนา ช้าในการหาข้อสรุป  ๔)นกกระจอกเทศ เลี่ยงความขัดแย้ง หนีปัญหาเร็ว ไม่ร้อนใจ ถอยห่างจากปัญหา ๕)นกฮัมมิ่งเบิร์ด คิดเร็ว ใจร้อน เปลี่ยนจุดยืนตลอด ยืดหยุ่น   

๓) Conflict Transformotion (Peacebuildig) แปลงเปลี่ยนรากเหง้าของความขัดแย้งรุนแรงเพื่อลดความรุนแรงอย่างยั่งยืน เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมที่เป็นสาเหตุของความรุนแรง หรือเป็นอุปสรรคต่อการลดความรุนแรงโดยการเสริมสร้าง " สันติวัฒนธรรม " ให้เกิดขึ้นในทุกส่วนของสังคม เน้นสันติภาพเชิงบวก (Posittive Peace) เน้นแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นึกถึงรากเหง้า แต่บางครั้งพบสาเหตุแต่แก้ที่สาเหตุไม่ไดเพราะเกินจุดนั้นไปแล้ว จึงต้องหามาตราที่หนักกว่า     

ถ้าเรามองในมิติของสันติวัฒนธรรม (Culture of Peace) เป็นการอยู่ร่วมกันโดยการให้ความเคารพทุกคนเท่ากัน (Respect)  รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy) รู้จักการให้อภัย (Forgiveness) ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แต่พูดคุยกันโดยใช้เหตุผลสาธารณะ (Non-violence) และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม มีจิตอาสา (Social awareness) พระพุทธศาสนามองว่าคนเหมือนกัน คือ เราทุกคนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เท่าเทียมกัน ในแง่ของศาสนาเราทุกคนจะมีความเท่าเทียมกัน แต่ปกติมนุษย์ใครกระทำเราจะกระทำรุนแรงตอบ การอยู่ร่วมอย่างสันติไม่ใช่แปลว่าไม่ขัดแย้ง เหมือนศิลปินทำประติมากรรมพูคนในเรือในสนามบินแห่งหนึ่ง มีความหลากหลายในบ้าน  อยู่ในเรือเหมือนกันแต่มีความเห็นต่างกัน  เราจะสร้างสันติวัฒนธรรมโดยการพัฒนาประชาธิปไตย สังคมประชาธิปไตยจะจัดการกับความขัดแย้งทั้งภายในและกับประเทศประชาธิปไตยอื่น โดยไม่ใช้ความรุนแรง สันติวัฒนธรรมจึงเป็นหัวใจของการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธีคือการสร้าง Culture of Peace ในสังคมไทย ประกอบด้วย

 ๑) ให้ความเคารพทุกคนเท่ากัน

 ๒) รู้จักการเอาใจเขามาใส่ใจเรา 

 ๓) รู้จักการให้อภัย 

 ๔) อยู่ร่วมกันอย่างสันติ       

ปัจจุบันมีศัพท์คำว่า #สันติวิธีรักษาอำนาจ เพื่อให้ตนเองอยู่ในอำนาจ คำถามการจัดการความขัดแย้งโดยสันติวิธีในสังคมไทยอยู่ตรงจุดใด โดยมีความพยายามใช้ Conflict Resolution เพื่อสังคมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่เราอาจจะเผชิญกับความขัดแย้งหากใช้แต่ Conflict Resolution จะเอาไม่อยู่ จำเป็นต้องใช้ Conflict Transformotion บางครั้งเราเรียกว่า ความขัดแย้งที่ดื้อยา (Intractable Conflict) ลักษณะของความขัดแย้งแบบดื้อยาจะอยู่ยืดเยื้อ ต่างฝ่ายยึดและปกป้อง #คุณค่าศักดิ์สิทธิ์(Sacred Values) ของตนเอง มีความเชื่อที่ปลูกฝังมานาน เช่น หยุดเคลื้อนไหวได้ไหมจะให้ร้อยล้าน มีความซับซ้อน เห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรู ทำให้เกิดหลุม attractor จะตีความทุกอย่างในทางลบ โดยใช้ภาษาคนดีขัดแย้งกับคนไม่ดี ความจริงที่ไม่ตรงกับจุดยืนตนเองคือความเท็จ  จึงต้องหาคุณค่าศักสิทธิ์ของทุกฝ่าย เช่น ชีวิต ความรัก สุขภาพ  ความยุติธรรม ศักดิ์ศรี ส่วนคุณค่าทางโลกคือ เงิน ความสะดวกสบาย ตำแหน่ง แค่สิ่งที่พึงระวังคือ  การทำลายคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ของผู้อื่น     การขึ้นออกจากหลุมไม่สามารถใช้การประนีประนอมได้ เพราะเกี่ยวกับคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ ทั้งสองฝ่ายต้องรื้อภาพของการถูกสร้างเป็นศัตรู เพื่อหาทางรักษาคุณค่าศักดิ์สิทธิ์ของทั้งสองฝ่าย        

พระปราโมทย์   สรุปว่า ดังนั้น ในมิติของประชาธิปไตยแนวพุทธมุ่งเน้นพระธรรมวินัยในด้านคำสอนที่เป็นพระธรรม พระพุทธองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับอธิปไตยหรือความเป็นใหญ่มีอยู่ ๓ ประการ คือ ๑) #อัตตาธิปไตย คือ ถือความคิด ความเห็นของตนเป็นใหญ่ ไม่ฟังใครอื่นเขา เทียบได้กับเผด็จการ  

๒) #โลกาธิปไตย ยึดถือความเห็นของคนส่วนใหญ่เป็นใหญ่ เห็นคนหมู่มากทำอะไรและทำอย่างไรก็ทำตาม ไม่นำความคิดเห็นของตนเองมาใคร่ครวญไตร่ตรองหาเหตุผลว่าควรทำหรือไม่ควรทำแต่อย่างใด หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ทำเพราะเห็นว่าคนอื่นเขาทำ เทียบได้กับประชาธิปไตยในรูปแบบของพวกมากลากไป

๓) #ธัมมาธิปไตย ยึดถือหลักการที่ถูกต้องและมีเหตุผล เอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น หรือแม้จะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง แต่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมทำด้วยความเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม เป็นอธิปไตยที่ไม่มีรูปแบบในโลกของโลกียชน แต่เป็นหลักการที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในการปกครองของอริยสาวกของพระพุทธเจ้าผู้หมดกิเลส ไม่ทำเพื่อตนเอง แต่ทำทุกอย่างเพื่อผู้อื่น

วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"พระเสียดายแดด"ถวายความรู้โซลาร์เซลล์กับคณะสงฆ์ธรรมยุตทั่วประเทศ


วันที่ 19 ธ.ค.2563 เฟซบุ๊กพระครูวิมลปัญญาคุณ ศรีแสงธรรม ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า กราบถวายสักการะและกราบขอบพระคุณความเมตตาในเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ พระเถรานุเถระเจ้าคณะพระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะภาค เจ้คณะจังหวัดที่มอบโอกาสให้เกล้ากระผมได้มาบรรยายถวายความรู้พลังงานแสงอาทิตย์กับการพัฒนาวัด ณ ที่ประชุมเจ้าคณะจังหวัดคณะธรรมยุตทั่วประเทศ กับคณะอนุกรรมการคณะธรรมยุต ณ ตึกติสสมหาเถระ วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กทม.

ได้ยกตัวอย่างโรงเรียนเสียดายแดด หลักแนวคิดในการพัฒนาบนพื้นฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีเรื่องพลังงานและการเกษตรมาเป็นการขับเคลื่อนเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกคือสิ่งแวดล้อม และบริบทของชุมชนคือการสร้างงานสร้างอาชีพสร้างรายได้เป็นพื้นฐานของการพัฒนาอย่างมั่นคงและยังยืน หลังจบการบรรยายพระเถรานุเถระให้ความสนใจเป็นอันมาก ติดต่อให้ไปช่วยติดตั้งในวัดต่างๆ หลายแห่งเพราะค่าไฟฟ้าสูงขึ้น มีการใช้พลังงานมากขึ้น หากประหยัดตรงจุดนี้ 30 ปีจากนี้น่าจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้น สะดวกต่อการพัฒนาวัดและพัฒนาชุมในยุคที่ต้องปรับตัวตามบริบทของสังคม

และขอกราบขอบพระคุณพระเดชพระคุณพระราชสารสุธีที่สนับสนุนและเป็นกำลังใจในการทำงานในเวทีอันทรงเกียรติตรงนี้

กมธ.ศาสนาฯสภาฯถวายความรู้ พระสังฆาธิการนนทบุรี พร้อมผลักดันคลอด กม.อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธ



วันที่ 18 ธ.ค. 2563 เวลา 13.00 น. ที่วัดบัวขวัญพระอารามหลวง จ.นนทบุรี  พระราชนันทมุนี เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี  เจ้าอาวาสวัดวัดบัวขวัญพระอารามหลวง เป็นประธานการประชุมคณะสงฆ์ระดับเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล เจ้าคณะอำเภอ จังหวัดนนทบุรี  ในการนี้มีคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมถวายแนวคิดและความรู้เกี่ยวกับการจัดทำบัญชีวัด รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ รวมถึงชี้แจงถึงอำนาจหน้าที่ในกรอบของคณะกรรมาธิการฯ 

นายนพดล แก้วสุพัฒน์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ได้กล่าวว่า ที่ได้มาร่วมการสัมนาในครั้งนี้ ตนรู้สึกดีใจเพราะปัจจุบันคณะกรรมาธิการฯ ได้ทำงานในหลายมิติที่จะช่วยสนับสนุนงานพระพุทธศาสนา   หากพระคุณเจ้ามีเรื่องที่จะนำเสนอให้กรรมาธิการซึ่งอยู่ในอำนาจนิติบัญญัติ ก็สามารถยื่นเรื่องมาที่คณะกรรมาธิการฯได้  สำหรับการทำงานของกรรมาธิการฯล่าสุดได้นำเสนอกฎหมายจำนวน 4 ฉบับ แก่นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกอบด้วย 1.) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพุทธศาสนิกชนในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. .... 2.) ร่างพระราชบัญญัติสภาองค์กรส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา พ.ศ. ....3.) ร่างพระราชบัญญัติธนาคารพุทธแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....4.) ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการเดินทางไปพุทธสังเวชนียสถาน พ.ศ. ....



นายสัมพันธ์ เสริมชีพ อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ กล่าวถึง การจัดทำบัญชีวัด ซึ่งยังมีข้อจำกัดในการจัดทำบัญชีวัดในหลายประการที่พระภิกษุสงฆ์ที่มีพรรษามากแล้ว จึงยากที่จะเข้าใจ อีกทั้งมีกฎหมายที่ส่งผลโดยตรงกับคณะสงฆ์ โดยยังขาดความรู้และความเข้าใจในกฎหมายที่มีการพัฒนาและบัญญัติอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาจึงทำให้การบังคับใช้กฎหมายกับพระสงฆ์ที่ยังไม่ทราบถึงตัวบทกฎหมาย เป็นโทษกับพระสงฆ์โดยตรง ซึ่งรัฐบาลควรมาสนับสนุนให้ความรู้กับคณะสงฆ์ด้วย

นายนิยม เวชกามา  ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ กล่าวว่า ในข้อกฎหมายที่บังคับใช้และกระทบกับพระภิกษุสงฆ์ควรได้รับการพิจารณา ซึ่งบางครั้งยังขัดกับพระธรรมวินัยที่พระสงฆ์อยู่ในกรอบพระธรรมวินัยอยู่แล้ว แต่ฝ่ายบ้านเมืองยังขาดความรู้ความเข้าใจในหลักพระธรรมวินัย ซึ่งบรรพบุรุษผู้นำบ้านเมืองในอดีตได้นำหลักและแก่นของพระพุทธศาสนามาเป็นหลักของบ้านเมืองจนนำมาสู่ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีของไทย ส่งผลให้เป็น 1 ใน 3 ของสถาบันหลักของชาติ อันมีสีของธงไตรรงค์ที่มีสีขาวสื่อถึงศาสนาโดยมีพุทธศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ปวงชนชาวไทยนับถือมากที่สุดกว่า 95% 

ม.ล.สัญชัย ทองแถม ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ  กล่าวเพิ่มเติมว่า บูรพกษัตริย์ไทยทุกพระองค์ล้วนเป็นพุทธมามกะ อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก และได้กล่าวตอนหนึ่งในวันขึ้นครองราชว่าขอมอบตัวแด่พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสังฆเจ้า กับได้รับการจัดการให้ความคุ้มครองรักษาพระพุทธศาสนาโดยชอบธรรมตลอดไป ทั้งนี้การตรากฎหมายต่างๆ ควรยึดตามหลักของพระพุทธศาสนาและหลักของกฎหมายบ้านเมืองควรไปในทิศทางเดียวกัน

นายณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ เสนอให้ควรมีการจัดสัมนาและให้ความรู้กับพระสงฆ์ในแง่ของการจัดทำบัญชีและกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวกับพระสงฆ์อีกทั้งควรมีการทำงานร่วมกันระหว่างพุทธบริษัทสี่ โดยเฉพาะฝ่ายฆราวาส ควรเข้ามามีบทบาทในการทำงานและผสานรอยรั่ว ซึ่งในงานบางอย่างพระสงฆ์ที่มีกรอบพระธรรมวินัยไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองหรือไม่เหมาะแก่สมณสารูป จึงควรจัดให้มีสภาองค์กรชาวพุทธที่มาทำหน้าที่นี้  ทั้งการตรากฎหมายต่างๆ ควรทำประชามติให้เป็นที่รู้กันและก่อนบังคับใช้กฎหมายควรมีระยะเวลาที่จะบังคับใช้ เพื่อให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายได้ทราบและทำความเข้าใจดังเป็นระเบียบปฏิบัติในนนานาอารยประเทศที่พัฒนาแล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ว่าที่ดร.ผอ.ฝ่ายธ.กรุงไทย จัดทดลองโมเดลดุษฎีนิพนธ์ หวังพัฒนาผู้นำองค์กรสันติสุขตามแนวพุทธสันติวิธี


วันที่ 17 ธ.ค.2563 ที่ห้องประชุมชั้น 23 ธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่สุขุมวิท พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร. วิทยากรต้นแบบสันติภาพ อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ได้เป็นวิทยากรฝึกอบรมและโค้ชผู้นำธนาคารกรุงไทย สำนักงานใหญ่สุขุมวิท หลักสูตรผู้นำองค์กรสันติสุขโดยพุทธสันติวิธี หัวข้อ Inner Peaceful for Leadership : พัฒนาผู้นำองค์กรด้วยสันติภายใน โดยเป็นการนำModel สู่การทดลองงานวิจัยระดับดุษฎีนิพนธ์ ของนิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร เริ่มต้นจากการเจริญสติสร้างสันติภายในสำหรับผู้นำองค์กร เชื่อมโยงกับการโค้ชผู้นำภายใต้คำว่า #ท่านคิดว่าท่านเป็นผู้นำแบบใด ท่านมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรในการเป็นผู้นำของท่าน ทุกท่านได้แลกเปลี่ยนจากการโค้ชผ่านภาพ ทำให้ทุกท่านได้ตระหนักภายในตนโดยเฉพาะภายใน โดยผู้นำในมิติพระพุทธศาสนาจะต้องมีจังหวะ เวลา เสนา จักขุมา ธรรมะ เป็นผู้นำที่นั่งในหัวใจคนมากกว่าผู้นำที่นั่งอยู่บนหัวคน

จากนั้นดร.จตุพร  วิศิษฎ์โชติอังกูร ในฐานะเป็นวิทยากรกระบวนการ และที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท The Ultimate Leader จำกัด แลกเปลี่ยนสร้างกระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นกัลยาณมิตรภายใต้หัวข้อ  Inside Leadership Behaviors : Knowing yourself (ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง จากภายในสู่ภายนอก) โดยใช้เครื่องมือตาม Model เน้นให้ผู้นำได้เข้าใจตนเองและเข้าใจคนอื่น เพราะถ้าเรารู้จักตนเองเราจะรู้จักคนอื่น ผู้นำจึงต้องมีความสุขจากภายใน ไม่มีอะไรเลวร้ายในจิตใจที่ดี คนหนึ่งมองหาสิ่งที่ขาด อีกคนมองในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ คนหนึ่งหาวิธีลืม อีกคนหาวิธีปล่อยวาง คนหนึ่งกนีความทุกข์ อีกคนเรียนรู้จะอยู่กับความทุกข์ ความทุกข์อยู่กับเราสั้นๆ แต่เราคิดซ้ำๆ ทำให้ความทุกข์อยู่ยาว ผู้นำต้องใช้วิชาตัวเบาโดยจัดการใจตนเอง

ผู้นำจงกล้าซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง ผู้นำจึงมี 3 มิติ คือ นำตน นำทีม นำองค์กร  ผู้นำจึงต้องมีความสุขจากภายในตนเอง จึงจะสามารถนำพาคนอื่นให้มีความสุข เพราะถ้าแห้งแล้งคนรอบข้างจะแห้งเเล้ง ความสุขจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ผู้นำจึงพัฒนาด้านกาย ด้านพฤติกรรม ด้านจิตใจ ด้านปัญญา จึงต้องเรียนรู้เข้าใจรูปแบบเฉพาะของผู้คน เพื่อเข้าใจผู้คนในแบบที่เขาเป็น : Learning Style For Learning Coach มีการ Workshop พฤติกรรม คุณลักษณะร่วมที่คล้ายกันของคนในกลุ่มในด้านบวกและด้านลบ เราเป็นเราแต่เราพัฒนาได้ ผู้นำจึงแบ่งออกเป็น 4 สี คือ 1)เขียวคือนักวิชาการ คนเจ้าระเบียบ 2)เหลืองนักสร้างบรรยากาศคนกลุ่มอะไรก็ได้  3)แดงนักปฏิบัติคนกลุ่มไม่ยอมใคร 4)ฟ้านักคิดสร้างสรรค์กลุ่มคนร่าเริง จะมีลักษณะจุดแข็งจุดอ่อนต่างกันสอดรับกับจริตในทางพระพุทธศาสนาจริตจะทำให้คนมีความแตกต่างกัน แต่ละคนมีความหลากหลาย สามารถเชื่อมโยงกับสัตว์ 4 ทิศ คือ  อินทรีย์  กระทิง  หมี  หนู ซึ่งจะบ่งบอกถึงพฤติกรรมภายในและภายนอกของแต่ละบุคคล ทุกคนจะมีตัวตนของเราที่อยู่ภายใน ผู้นำจึงต้องเข้าใจคนอื่นเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละบุคคล     

พระปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า จึงขอชื่นชมในความมุ่งมั่นของนายนนท์ปวิชช์ สุจริต ผู้อำนวยการฝ่ายสถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากร ธนาคารกรุงไทย นิสิตระดับปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา รุ่น 1 ในการนำ Model ลงมาพัฒนาผู้นำในกรุงไทยถือว่าเป็นงานวิจัยสร้าง สร้างประโยชน์ต่อองค์กร งานวิจัยรับใช้สังคม จึงโค้ชผู้นำธนาคารกรุงไทยผ่าน Modelการพัฒนาผู้นำองค์กรให้เกิดสันติสุข เพราะการเป็นผู้นำที่สุดยอดสามารถนำตนเองได้อย่างมีความสุข ผู้นำจึงสามารถออกแบบการเป็นผู้นำจากโลกภายในสู่การเปลี่ยนแปลงโลกภายภาย ผู้นำถ้ารู้จักตนเองแล้ว ยังสามารถเข้าใจคนอื่นจะสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและเกิดสันติสุขในองค์กร แต่สุดท้ายต้องมีความจริงใจจุดร่วมบนความหลากหลายของผู้คน เราไม่สามารถเปลี่ยนตัวตนแต่เราสามารถพัฒนาตนเอง จึงย้ำว่า ผู้นำเขียวเน้นเหตุผล ผู้นำแดงเน้นงาน ผู้นำฟ้าเน้นคน และผู้นำเหลืองเน้นความรู้สึก  แต่ผู้นำต้องปนเปื้อนในทุกสี ออกจากจุดของตนเองแล้วไปอยู่จุดอื่นสร้างความสมดุล โดยไม่ไปเปลี่ยนคนอื่นๆ  ทำให้เราเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเพื่อนร่วมงาน มีวิธีการสื่อสารที่ถูกต้องคนกับเพื่อนร่วมงานอย่างสันติ โดยทำให้เราเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น เข้าใจธรรมชาติ ยอมรับว่า #เป็นเช่นนั้นเอง และยอมรับความแตกต่างแต่สร้างสรรค์       


ศรัทธาไหลหลั่ง! ถวายภัตตาหารพระนิสิต "มจร" ปฏิบัติธรรมประจำปีกว่าหมื่นรูปทั่วไทย


วันที่ 17 ธ.ค.2563  นายอุทัย มณี  รองประธานมูลนิธิรามัญรักษ์  ศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า   ได้เป็นตัวแทน พธ.บ.รุ่น46 คณะสังคมศาสตร์ส่วนกลาง ได้เดินทางไปร่วมถวายเพลแก่อธิการบดี คณบดี และคณาจารย์ รวมทั้งนิสิตประมาณ 300 รูป    ที่มหาจุฬาอาศรม อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 

นายอุทัย ระบุว่า วันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ร่มรื่นเย็นสดชื่น ยุคปี 40 มีแต่ต้นมะพร้าว ต้นลำใย ปัจจุบันเหลือต้นลำใย มะพร้าวไม่มีแล้ว กุฎิมีหลายหลัง..โครงการปฎิบัติเหลืออีกหลายวัน เพื่อนๆ พระคุณเจ้าใครว่าง เชิญครับ รำลึกถึงความหลังกัน

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 เวลา 17.00 น. พระเทพเวที, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ประธานพิธีเปิดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2563 ระหว่างวันที่ 16 – 27 ธันวาคม 2563 

ในปีการศึกษา 2563 นี้ มหาวิทยาลัยฯได้กำหนดให้ทุกวิทยาเขต วิทยาลัย โครงการขยายห้องเรียนฯ และหน่วยวิทยบริการ จัดโครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตามสถานที่ที่วิทยาเขต วิทยาลัย โครงการขยายห้องเรียน หน่วยวิทยบริการนั้น ๆ โดยมีจำนวนนิสิตทั่วประเทศที่เข้าฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน จำนวนทั้งสิ้น 12,413 รูป/คน 

สำหรับส่วนกลาง กำหนดให้นิสิตระดับปริญญาตรี ทุกคณะ ทุกชั้นปี เข้าฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีนิสิตที่ยื่นคำร้องขอปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน รวมทั้งสิ้น จำนวน 2,085 รูป/คน 

1. นิสิตคณะพุทธศาสตร์ (บรรพชิต) จำนวน 150 รูป เข้าฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ณ สวนเวฬุวัน ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 

2. คณะครุศาสตร์ (บรรพชิต) จำนวน 179 รูป เข้าฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

3. คณะมนุษศาสตร์ (บรรพชิต) จำนวน 258 รูป เข้าภาคปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ณ พุทธมณฑล ตำบลศาลายา อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

4. คณะสังคมศาสตร์ (บรรพชิต) จำนวน 303 รูป เข้าฝึกภาคปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาจุฬาอาศรม ตำบลพญาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

5. คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ (บรรพชิต) จำนวน 34 รูป เข้าฝึกปฏิบัติวิปัสสนา

กัมมัฏฐาน ณ วัดพุน้อย ตำบลชอนม่วง อำมอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

6. คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชานิติศาสตร์ (ภาคบัณฑิต) จำนวน 75 รูป/คน ณ มจร วิทยาเขตนครสวรรค์ ตำบลนครสรรค์ออก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

7. นิสิตคฤหัสถ์ จากคณะพุทธศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์ จำนวน196 คน ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


การดำเนินโครงการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ครั้งนี้ ได้กำหนดให้นิสิตทุกคณะเข้าฝึกภาคปฏิบัติตามตาราง ดังนี้ ภาคเช้า เวลา 04.00 – 12.00 น. ทำวัตรเช้า ปฏิบัติ และฉันภัตตาหารเช้า –เพล/รับประทานอาหารเช้า-กลางวัน

ภาคบ่าย เวลา 13.00 – 17.00 น. แยกกลุ่มปฏิบัติ  สอบอารมณ์กัมมัฏฐาน

ภาคเย็น เวลา 18.00 – 21.00 น. ทำวัตรเย็น/ปฏิบัติ/ฟังบรรยาย จากพระวิปัสสนาจารย์

โดยได้รับความร่วมมือจากผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ในแต่ละคณะ ส่วนงานต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง และได้รับการอนุเคราะห์คณะพระวิปัสสนาจารย์จากสถาบันวิปัสสนาธุระ  โดยได้คัดเลือกพระวิปัสสนาจารย์ และจัดอบรมสัมมนาพระวิปัสสนาจารย์ เพื่อชี้แจงแนวทางการสอนและการปฏิบัติงานในฐานะพระวิปัสสนาจารย์ประจำโครงการฯ เมื่อวันที่ 14 – 15  ธันวาคม 2563 เป็นที่เรียบร้อย ร่วมถึงได้รับการอุปถัมภ์โครงการฯ จากหาวิทยาลัยฯ และพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปในการเป็นเจ้าภาพภัตตาหารเช้าและเพล

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2563

โควิดมิใช่ปัญหา! สันติศึกษา"มจร" จัดสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ พระนิสิตป.โทจากสหรัฐ


เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร. อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย"มจร" อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า หลักสูตรสันติศึกษา มจร ได้จัดสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์พระนิสิตระดับปริญญาโท สาขาวิชาสันติศึกษา มจร  ผ่านโปรแกรม Zoom จากประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้วิจัยคือพระธรรมทูตในสหรัฐอเมริกา ได้แก่พระราชมงคลวิเทศ (น้อม กาญจนรํสี) เจ้าอาวาสวัดมงคลเทพมุนี รัฐเพ็นซิลวาเนีย กรรมการสมัชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพระนิสิตระดับปริญญาโทรุ่นที่  สาขาวิชาสันติศึกษา มจร ภายใต้หัวข้อ "การเสริมสร้างพลังใจของชาวพุทธในสหรัฐอเมริกาตามหลักพละ 5 กรณีศึกษาวัดมงคลเทพมุนี" โดยมีคำถามวิจัยมุ่งว่า วัดในประเทศสหรัฐอเมริกามีกระบวนการเสริมสร้างพลังใจของชาวพุทธในสหรัฐอเมริกาอย่างไร โดยเฉพาะในยุคของสถานการณ์ของโควิด จึงมีวัดมงคลเทพมุนีเป็นต้นแบบ 

คำถามต่อมาคือ วัดในต่างแดนจะใช้วิธีการแบบ Inside - Out หรือ Outside - In การบริหารแบบมองจากข้างในไปหาข้างนอก คือ Inside-Out หมายถึง คนภายในวัดคิดอะไรได้ก็ทำไปโดยไม่ดูความต้องการของนอกวัด  ไม่ดูความสนใจของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่าต้องการอะไร ไม่มีการประเมินตนเอง ไม่เก็บข้อมูลล่วงหน้ามาประกอบการวางแผน ใช้จินตนาการเป็นส่วนใหญ่ ข้อด้อยคือไม่ตอบสนองตามความต้องการข้างนอก ซึ่งตลาดสมัยใหม่จะมีการทำวิจัยก่อนว่า ลูกค้าแถวนั้นต้องการสินค้าประเภทใด งานวิจัยหรือการสอบถามเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบจะช่วยให้วางสินค้ามาวางขายได้อย่างถูกต้อง  ส่วนการ " แบบมองจากข้างนอกไปหาข้างใน" คือ Outside-in หมายถึง  การบริหารวัดแบบฟังเสียงคนภายนอก ฟังทุกคน ฟังทุกกลุ่ม ฟังทุกประเด็น เพื่อการพัฒนา ซึ่งคนข้างนอกจะมองเห็นมิติที่คนภายในไม่เห็น ฟังเสียงของคนมีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วสรุปออกมาเพื่อสนองความต้องการ      

การบริหารวัดในต่างแดนมีความจำเป็นต้องบริหารแบบ Inisde-Out และ Outside-in มาผสมผสานกัน ด้วยการใจกว้างรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย ให้มีส่วนร่วมในการบริหารวัด  มีการบริการที่ดี วัดที่ประสบความสำเร็จในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ต้องใจกว้าง คือ "บริหารแบบมองจากข้างนอกไปหาข้างใน" ทุกศาสนาจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในดินแดนตะวันตก จึงมีโอกาสเรียนรู้พระพุทธศาสนามหายานและศาสนาฮินดู รวมถึงพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง วัดไทยในต่างแดน ทำให้เห็นมิติความเป็นเอกภาพของแต่ละนิกายต่างๆ     

พระปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น หลักสูตรสันติศึกษาจึงสอบนิสิตระดับปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้การเสริมสร้างพลังใจของชาวพุทธในสหรัฐอเมริกาตามหลักพละ 5 กรณีศึกษาวัดมงคลเทพมุนี งานวิจัยต้นแบบให้พลังกำลังใจคนไทยในสหรัฐอเมริกายามโควิด ผ่านการบริหารวัดแบบ  Inisde_Out และ Outside_in            


 


"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...