วิเคราะห์สัมมาปริพพาชนิยสูตรในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรมประยุกต์ใช้
เพลง: "ทางแห่งความว่าง"
ท่อนแรก (Verse 1)
ในโลกที่วุ่นวาย วังวนกิเลสครองใจ
ภิกษุพึงถอนตัวออกไป จากความฝันและความยึดถือ
ละลายมงคลที่เป็นโทษ พ้นภัยจากมายาการ
ข้ามพ้นความใคร่และความหลง แสงธรรมชี้ทาง
ท่อนฮุค (Chorus)
เดินตามทางแห่งความว่าง ด้วยใจสงบมั่น
ละความโกรธและความตระหนี่ พ้นพันธนาการ
มองทุกข์และสุขเพียงว่างเปล่า ใจเป็นอิสระ
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก คือหนทางแห่งนิพพาน
ท่อนสอง (Verse 2)
ปล่อยวางจากอุปธิที่ถือมั่น ไม่หลงในสิ่งที่มี
แม้โลกจะด่าทอหรือสรรเสริญ ใจไม่หวั่นไหว
ข้ามความโลภและความโกรธ พ้นจากพันธะใจ
ด้วยปัญญารู้แจ้งเห็นธรรม ละทิ้งมานะทั้งปวง
ท่อนฮุค (Chorus)
เดินตามทางแห่งความว่าง ด้วยใจสงบมั่น
ละความโกรธและความตระหนี่ พ้นพันธนาการ
มองทุกข์และสุขเพียงว่างเปล่า ใจเป็นอิสระ
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก คือหนทางแห่งนิพพาน
ท่อนบริดจ์ (Bridge)
ปราชญ์ผู้เห็นธรรมตรัสรู้ ดับเพลิงกิเลสในจิตใจ
ข้ามภพข้ามกาล หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งมวล
ฝึกฝนตนจนมั่นคงในศรัทธา เป็นแสงนำพาในความมืดมน
ท่อนฮุคซ้ำ (Chorus)
เดินตามทางแห่งความว่าง ด้วยใจสงบมั่น
ละความโกรธและความตระหนี่ พ้นพันธนาการ
มองทุกข์และสุขเพียงว่างเปล่า ใจเป็นอิสระ
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก คือหนทางแห่งนิพพาน
ท่อนจบ (Outro)
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ละความยึดถือในสิ่งใด
ทางสายนี้นำพาให้พบ ความสงบอันแท้จริง
นิพพานอยู่ไม่ไกล เพียงใจละวาง…
บทนำ
สัมมาปริพพาชนิยสูตรปรากฏในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต 2. จูฬวรรค ถือเป็นบทพระธรรมคำสอนที่มีความสำคัญในการแสดงหลักธรรมว่าด้วยวิถีแห่งการดำรงตนของภิกษุผู้ประพฤติธรรมอย่างสมบูรณ์ โดยคำสอนในสูตรนี้เป็นแนวทางสำหรับการเว้นรอบโดยชอบ (สัมมา) ในโลก เพื่อบรรลุถึงนิพพานและการปล่อยวางจากความยึดมั่นในกิเลสทั้งปวง ในบทความนี้จะทำการวิเคราะห์สาระสำคัญของสัมมาปริพพาชนิยสูตรและการประยุกต์ใช้หลักธรรมในปริบทของพุทธสันติวิธี
สาระสำคัญของสัมมาปริพพาชนิยสูตร
สัมมาปริพพาชนิยสูตรเริ่มต้นด้วยการที่พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงวิธีที่ภิกษุผู้บรรลุธรรมควรเว้นรอบในโลก โดยมีคำตอบของพระพุทธองค์ที่อธิบายลักษณะของภิกษุผู้ประพฤติธรรมอย่างสมบูรณ์ ดังนี้:
ละกามและมงคลที่เป็นโทษ ภิกษุผู้เว้นรอบโดยชอบในโลกต้องถอนความยึดมั่นในกามทั้งหลาย และละความฝันหรือลักษณะมงคลที่ไม่แท้จริง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นที่ตั้งของความทุกข์
กำจัดความยึดมั่นในภพ ภิกษุผู้ตรัสรู้ธรรมจะต้องละความกำหนัดทั้งในกามของมนุษย์และทิพย์ โดยไม่ยึดมั่นในภพใด ๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของการเกิดและดับ
ละความโกรธและตระหนี่ การละความโกรธและความตระหนี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภิกษุสามารถเว้นรอบโดยชอบในโลกได้
ไม่ยึดติดในสิ่งที่รักและไม่รัก ภิกษุต้องปล่อยวางความยึดมั่นทั้งในสิ่งที่รักและไม่รัก รวมถึงไม่ให้ตัณหาและทิฐิอาศัยในภพใด ๆ
ความเป็นกลางและการปล่อยวาง การไม่เห็นความเป็นสาระในอุปธิ และการปล่อยวางความยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ ทำให้ภิกษุสามารถดำรงตนในโลกได้อย่างอิสระ
การไม่เบียดเบียนและความเมตตา ภิกษุผู้เว้นรอบโดยชอบต้องละเว้นการเบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง และประพฤติด้วยความเมตตาต่อสรรพสัตว์
ความบริสุทธิ์ในจิต การกำจัดอนุสัยและอกุศลมูล รวมถึงการละมานะ ทำให้ภิกษุถึงความบริสุทธิ์และสามารถดำรงชีวิตโดยชอบธรรม
การประยุกต์ใช้ในปริบทพุทธสันติวิธี
หลักธรรมในสัมมาปริพพาชนิยสูตรสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทของพุทธสันติวิธีดังนี้:
การฝึกฝนตนเพื่อสร้างสันติภายใน การละความยึดมั่นในกิเลสและอุปธิช่วยให้บุคคลสร้างสันติภายในตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการส่งเสริมสันติภาพในสังคม
การปล่อยวางเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง การปล่อยวางความยึดมั่นในความรักหรือความเกลียดชังเป็นการลดทอนต้นเหตุของความขัดแย้งและความรุนแรง
การไม่เบียดเบียนและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ การละเว้นการเบียดเบียนและการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยเมตตาช่วยสร้างสังคมที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ความเป็นผู้นำด้วยจิตอันบริสุทธิ์ ผู้นำที่ประพฤติธรรมตามสัมมาปริพพาชนิยสูตรจะเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตที่ไม่ยึดติดและสร้างความปรองดองในหมู่ชน
การส่งเสริมการศึกษาเพื่อสันติภาพ การเผยแพร่คำสอนในสัมมาปริพพาชนิยสูตรในระบบการศึกษาสามารถช่วยปลูกฝังจิตสำนึกแห่งสันติภาพในเยาวชน
สรุป
สัมมาปริพพาชนิยสูตรให้ภาพของวิถีชีวิตที่สมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการปลดเปลื้องตนจากกิเลสและความทุกข์ โดยเน้นการปล่อยวางความยึดมั่นและการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง การประยุกต์ใช้หลักธรรมดังกล่าวในปริบทของพุทธสันติวิธีสามารถช่วยส่งเสริมการสร้างสันติภาพทั้งในระดับบุคคลและสังคม เป็นแนวทางสำคัญที่นำไปสู่ความสงบสุขในโลกทั้งปวง
เรื่อง "วิเคราะห์ สัมมาปริพพาชนิยสูตร ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต ๒. จูฬวรรค ที่ประกอบด้วย
สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓
พระพุทธนิมิตตรัสถามด้วยพระคาถาว่า
[๓๓๑] เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก ผู้ข้ามถึงฝั่ง ปรินิพพานแล้ว
ดำรงตนมั่น ภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลายแล้ว พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลกอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ภิกษุใด ถอนการถือความเกิด ความฝันและลักษณะว่า
เป็นมงคลขึ้นได้แล้ว ภิกษุนั้นละมงคลอันเป็นโทษได้แล้ว
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุพึงนำเสียซึ่งความกำหนัด
ในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์
ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวล่วงภพได้แล้ว พึงเว้นรอบ
โดยชอบในโลก ภิกษุกำจัดคำส่อเสียดแล้ว พึงละความ
โกรธ ความตระหนี่ ภิกษุนั้นละความยินดีและความ
ยินร้ายได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุละสัตว์
และสังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้ว ไม่ถือมั่น อัน
ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วในภพไหนๆ หลุดพ้นแล้วจาก
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก
ภิกษุนั้น กำจัดเสียแล้วซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความ
พอใจในความยึดถือทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระ
ในอุปธิทั้งหลาย ภิกษุนั้นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว
อันใครๆ พึงนำไปไม่ได้ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก
ภิกษุนั้นไม่ผิดพลาดด้วยวาจาใจและการงานแล้ว รู้แจ้ง
แล้วซึ่งธรรมโดยชอบ ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ พึงเว้น
รอบโดยชอบในโลก ภิกษุใดประสบอยู่ ไม่พึงยึดถือ
ว่าเราแม้ถูกด่าก็ไม่พึงผูกโกรธ ได้โภชนะที่ผู้อื่นให้แล้ว
ไม่พึงประมาทมัวเมา ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก
ภิกษุละความโลภและภพแล้ว งดเว้นจากการตัดและการ
จองจำสัตว์อื่น ข้ามพ้นความสงสัย ไม่มีกิเลสดุจลูกศร
พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุรู้แจ้งความปฏิบัติอันสมควร
แก่ตน และรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่พึงเบียด-
เบียนสัตว์ไรๆ ในโลก พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุ
ใดไม่มีอนุสัย ถอนอกุศลมูลอะไรๆ ขึ้นได้แล้ว ภิกษุ
นั้นไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา พึงเว้นรอบโดยชอบ
ในโลก ภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ละมานะได้แล้ว ก้าวล่วง
ธรรมชาติอันเป็นทางแห่งราคะได้หมด ฝึกฝนตน ดับกิเลส
ได้แล้ว มีจิตตั้งมั่น พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุผู้
มีศรัทธาได้สดับแล้ว เห็นมรรค ไม่แล่นไปด้วยอำนาจ
ทิฐิในสัตว์ทั้งหลายผู้ไปแล้วด้วยทิฐิ ภิกษุนั้นเป็นนักปราชญ์
กำจัดเสียซึ่งโลภะ โทสะ และปฏิฆะ พึงเว้นรอบ
โดยชอบในโลก ภิกษุนั้นชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรคอันหมด
จดดี มีกิเลสดุจหลังคาเปิดแล้ว มีความชำนาญในธรรม
ทั้งหลาย ถึงนิพพาน ไม่มีความหวั่นไหว ฉลาดในญาณ
อันเป็นที่ดับสังขาร พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุ
ล่วงความกำหนดว่าเราว่าของเรา ในปัญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีต
ทั้งที่เป็นอนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงทั้ง ๓ กาล หลุด
พ้นแล้วจากอายตนะทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก
ภิกษุผู้รู้บทแห่งสัจจะทั้งหลาย ตรัสรู้ธรรม เห็นการละ
อาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ (นิพพาน) ไม่ข้องอยู่ในภพไหนๆ
เพราะความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบ
ในโลก ฯ
พระพุทธนิมิตตรัสพระคาถาว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้นแน่แท้ทีเดียว ภิกษุ
ใดมีปรกติอยู่อย่างนี้ ฝึกฝนตนแล้ว ล่วงธรรมเป็นที่ตั้ง
แห่งสังโยชน์ทั้งปวง ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ฯ
ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ สัมมาปริพพาชนิยสูตร ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต ๒. จูฬวรรค
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น