[Verse 1]
ณ เชตวันอันร่มเย็น
เสียงแห่งธรรมยังบรรเลงไม่จางหาย
พระสารีบุตรตรึกตรองภายใน
ชีวิตทั้งหลาย...ล้วนแปรเปลี่ยนไป
ทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วดับลง
ไม่มีผู้ใดอยู่ยั่งยืน
สุขและทุกข์หมุนเวียนคืน
เป็นกฎแห่งธรรม...ไม่เลือกผู้ใด
[Pre-Chorus]
เมื่อเข้าใจความไม่เที่ยงแท้
ใจก็ไม่หวั่นไหวต่อการจากลา
ปล่อยอัตตา...วางความยึดมั่น
ปัญญาจะนำทางชีวิต
[Chorus]
ปล่อยวาง...เพื่อสันติภาพโลก
หยุดความโศกที่เกิดจากการยึดถือ
เมื่อหัวใจเรียนรู้ที่จะให้อภัยคือ
โลกก็เหลือแต่ความเมตตา
ปล่อยวาง...ด้วยปัญญาแห่งธรรม
ไม่ยึดติดคำว่า "ฉัน" และ "ของฉัน"
เมื่อทุกหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน
โลกจะมีแต่สันติภาพนิรันดร์
[Verse 2]
แม้พระศาสดาจะเสด็จลับ
ธรรมยังส่องทางไม่เสื่อมคลาย
ผู้เดินตามรอยแห่งปัญญา
ย่อมไม่หวั่นไหวต่อความเปลี่ยนแปลง
เมื่ออหังการเลือนหายไป
มมังการก็สิ้นอำนาจ
มานะที่แบ่งเขาแบ่งเรา
กลับกลายเป็นความเข้าใจ
[Bridge]
สงครามเริ่มจากความยึดติด
สันติเริ่มจากการปล่อยวาง
เมื่อมนุษย์เห็นคุณค่าซึ่งกัน
โลกจะก้าวข้ามทุกกำแพง
ต่างศาสนา...ต่างภาษา
ต่างเชื้อชาติ...ต่างวัฒนธรรม
ล้วนเกิดแก่เจ็บตายเหมือนกัน
จึงควรร่วมสร้างโลกแห่งเมตตา
[Chorus (ซ้ำ)]
ปล่อยวาง...เพื่อสันติภาพโลก
หยุดความโศกที่เกิดจากการยึดถือ
เมื่อหัวใจเรียนรู้ที่จะให้อภัยคือ
โลกก็เหลือแต่ความเมตตา
ปล่อยวาง...ด้วยปัญญาแห่งธรรม
ไม่ยึดติดคำว่า "ฉัน" และ "ของฉัน"
เมื่อทุกหัวใจเป็นหนึ่งเดียวกัน
โลกจะมีแต่สันติภาพนิรันดร์
[Outro]
ไม่มีสิ่งใดอยู่คงเดิม
แต่ความดีจะคงอยู่เสมอ
ปล่อยวางความหลง...เติมเต็มความรัก
ให้โลกได้พัก...จากความขัดแย้ง
สันติภาพ...เริ่มต้นที่ใจ
ปัญญา...นำไปสู่ความเข้าใจ
เมื่อมนุษย์ปล่อยวางอัตตาภายใน
โลกทั้งใบ...จะกลายเป็นบ้านแห่งสันติ
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๒. อุปติสสสูตร
[๖๘๘] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้รับคำท่านพระสารีบุตร แล้ว ฯ [๖๘๙] ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ความ ปริวิตกแห่งใจได้บังเกิดขึ้นแก่เราผู้เร้นอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า โสกปริเทวทุกขโทมนัส และอุปายาสพึงบังเกิดขึ้นแก่เรา เพราะความแปรปรวนเป็นอย่างอื่นแห่งสัตว์หรือ สังขารใด สัตว์หรือสังขารบางอย่างนั้น ยังมีอยู่ในโลกหรือ เราได้มีความดำริว่า โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่เรา เพราะความแปรปรวน เป็นอย่างอื่นแห่งสัตว์หรือสังขารใด สัตว์หรือสังขารบางอย่างนั้น ไม่มีอยู่ ในโลกเลย ฯ [๖๙๐] เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าว กะท่านพระสารีบุตรดังนี้ว่า ดูกรท่านสารีบุตรผู้มีอายุ โสกปริเทวทุกขโทมนัส และอุปายาสไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะความแปรปรวนเป็นอย่างอื่นแม้แห่ง พระศาสดาแลหรือ พระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ โสกปริเทวทุกข โทมนัสและอุปายาสไม่พึงบังเกิดขึ้นแก่เรา เพราะความแปรปรวนเป็นอย่างอื่น แม้แห่งพระศาสดาแล อนึ่ง ผมดำริว่า พระผู้มีพระภาคเป็นสัตว์ผู้มีศักดาใหญ่ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก อันตรธานไปแล้ว ถ้าพระองค์พึงดำรงอยู่ตลอดกาลนาน ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทพยดาและมนุษย์ ทั้งหลาย ก็ความจริง ท่านพระสารีบุตรถอนอหังการ มมังการ และมานานุสัย ได้นานแล้ว เพราะฉะนั้น โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาสทั้งหลาย จึง ไม่บังเกิดขึ้นแก่ท่านพระสารีบุตร เพราะความแปรปรวนเป็นอย่างอื่นแม้แห่ง พระศาสดาแล ด้วยประการดังนี้ ฯจบสูตรที่ ๒
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น