(Verse 1)
ณ เชตวันอันเงียบงาม
ใต้ร่มธรรมอันส่องทางใจ
พระมหาโมคคัลลานะใฝ่ถามไว้
ความสงบแท้จริงอยู่แห่งใด
เมื่อใจวางความคิดฟุ้งซ่าน
ปล่อยวิตกวิจารให้ผ่านไป
เหลือเพียงความผ่องใสภายใน
สมาธิส่องใจเป็นหนึ่งเดียว
(Pre-Chorus)
แม้คลื่นคิดจะย้อนมา
พระศาสดาทรงเมตตาเตือนว่า
"อย่าประมาทความสงบอันประเสริฐ"
ตั้งจิตมั่นไว้...อย่าไหวเอน
(Chorus)
ดุษณีภาพ...คือเสียงแห่งสันติ
ไม่มีถ้อยคำ แต่ดังก้องหัวใจ
เมื่อโลกหยุดความโกรธ ความหลง ความกลัวไว้
โลกทั้งใบก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
ดุษณีภาพ...คือแสงแห่งปัญญา
รวมทุกศรัทธาเป็นหนึ่งเดียวกัน
สันติภาพโลกจะเกิดทุกวัน
เมื่อใจของเราสงบจากภายใน
(Verse 2)
ไม่มีชัยชนะด้วยอาวุธ
ไม่มีที่สุดของความขัดแย้ง
แต่ใจที่รู้จักหยุดแข่งขัน
คือพลังเปลี่ยนโลกทั้งผืน
เมื่อผู้นำมีธรรมกำกับใจ
ประชาชนให้อภัยแบ่งปัน
ทุกศาสนา ทุกเชื้อชาติสัมพันธ์
เพราะสันติเริ่มต้นที่ใจตนเอง
(Bridge)
จากหนึ่งใจ...สู่หนึ่งครอบครัว
จากหนึ่งครอบครัว...สู่หนึ่งชุมชน
จากหนึ่งชุมชน...สู่หนึ่งโลกมนุษย์
ความเมตตาเชื่อมทุกผู้คน
พระพุทธองค์ทรงชี้หนทาง
ให้จิตวางความฟุ้งทั้งปวง
เมื่อใจตั้งมั่นในธรรมเอก
ปัญญาก็เบ่งบานเหนือความแตกต่าง
(Chorus ซ้ำ)
ดุษณีภาพ...คือเสียงแห่งสันติ
ไม่มีถ้อยคำ แต่ดังก้องหัวใจ
เมื่อโลกหยุดความโกรธ ความหลง ความกลัวไว้
โลกทั้งใบก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
ดุษณีภาพ...คือแสงแห่งปัญญา
รวมทุกศรัทธาเป็นหนึ่งเดียวกัน
สันติภาพโลกจะเกิดทุกวัน
เมื่อใจของเราสงบจากภายใน
(Outro)
หยุดหนึ่งความคิด...หยุดหนึ่งความโกรธ
เกิดหนึ่งความรัก...เกิดหนึ่งความหวัง
ดุษณีภาพแห่งพระพุทธองค์ยังส่องทาง
สู่สันติภาพโลก...ตราบนานเท่านาน
"สันติเริ่มจากใจ สันติขยายสู่โลก"
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๑. โกลิตสูตร
[๖๘๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้รับคำท่านพระมหา- *โมคคัลลานะแล้ว ฯ [๖๘๗] ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ความปริวิตกแห่งใจได้บังเกิดขึ้นแก่เรา ผู้เร้นอยู่ในที่ลับอย่างนี้ว่า ที่เรียกว่าดุษณี ภาพอันประเสริฐ ดุษณีภาพอันประเสริฐ ดังนี้ ดุษณีภาพอันประเสริฐเป็นไฉน ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ความดำริได้มีแก่เราดังนี้ว่า ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เพราะระงับวิตกและวิจารเสียได้ จึงเข้าสู่ทุติยฌาน เป็นความผ่องใสแห่งใจใน ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ นี้เรียกว่าดุษณีภาพอันประเสริฐ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เรานั้น เพราะระงับ วิตกและวิจารเสียได้ จึงเข้าสู่ทุติยฌานเป็นความผ่องใสแห่งใจในภายใน เป็น ธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เมื่อเรานั้น อยู่ด้วยวิหารธรรมนี้ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิตก ย่อมฟุ้งขึ้น ดูกร ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปหาเราด้วยฤทธิ์ ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า โมคคัลลานะๆ ผู้เป็นพราหมณ์อย่าประมาทดุษณีภาพอัน ประเสริฐ เธอจงรวมจิตตั้งไว้ในดุษณีภาพอันประเสริฐ จงกระทำจิตให้เป็นธรรม เอกผุดขึ้นในดุษณีภาพอันประเสริฐ จงตั้งจิตมั่นไว้ในดุษณีภาพอันประเสริฐ สมัย ต่อมาเรานั้น เพราะระงับวิตกและวิจารเสียได้ จึงเข้าสู่ทุติยฌาน เป็นความผ่องใส แห่งใจในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิด แต่สมาธิอยู่ ก็บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ หมายถึงบุคคลใด พึงกล่าวว่าสาวกผู้ อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์ ได้บรรลุความรู้อันยิ่งใหญ่แล้ว บุคคลเมื่อจะกล่าว โดยชอบ พึงกล่าวหมายถึงเรานั้นว่า สาวกผู้อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์ ได้ บรรลุความรู้อันยิ่งใหญ่แล้ว ดังนี้ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น