วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562
กรมการศาสนานำคณะจิตอาสาทั้ง ๕ ศาสนาร่วมกันพลิกฟื้นผืนป่า
วันศุกร์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ เวลา ๑๕.๓๐ น. นายกิตติพันธ์ พานสุวรรณ อธิบดีกรมการศาสนา ได้มอบหมายให้ นายมนัส ทารัตน์ใจ ที่ปรึกษากรมการศาสนา นำบุคลากรกรมการศาสนาและคณะจิตอาสาทั้ง ๕ ศาสนา ร่วมกันพลิกฟื้นผืนป่า โดยการปลูกต้นไม้ และกำจัดวัชพืช ณ พื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
โฆษกยธ.เผย'แม่แพรวา'แจ้ง พร้อมจ่ายเงินให้ผู้เสียหาย
เมื่อวันที่ 5 ส.ค.2562 นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความว่า
ขอบคุณคุณแม่น้องแพรวา และดีใจกับผู้เสียหายครับ...!!
บ่ายวันนี้ได้รับการประสานงานจากคุณแม่น้องแพรวา ว่า..”สามารถหาหลักทรัพย์ได้ครบตามจำนวนตามคำพิพากษาของศาลแล้ว พร้อมทั้งได้มอบหมายทนายความให้ไปขอยอดวงเงินรวมจากศาลแล้วเช่นกัน โดยจะนำไปวางที่ศาลไว้ก่อนในระหว่างรอนัดหมายกับทนายความของผู้เสียหายเพื่อจ่ายเงินให้กับผู้เสียหายแต่ละรายต่อไป
กรณีที่คุณแม่ไปวางทรัพย์ที่ศาลแล้วนั้น คุณแม่ควรต้องแจ้งการวางทรัพย์ให้เจ้าหนี้หรือทนายผู้เสียหายทราบโดยเร็ว เนื่องจากผลของการวางทรัพย์นั้นจะทำให้หลุดพ้นจากหนี้ที่ต้องชำระไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดและไม่ต้องเสียดอกเบี้ยหลังจากวันที่วางทรัพย์ครับ
ขอบคุณคุณแม่น้องแพรวาและครอบครัว รวมถึงคุณทนายทั้งสองฝ่ายที่ช่วยกันทำให้เรื่องจบไปได้ด้วยดีครับ
ไม่มีใครอยากให้เรื่องนี้เกิด แต่เมื่อมันเกิดมาแล้วก็เป็นวิบากของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แต่เห็นใจทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องครับ
“สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยอันตรายทั้งสิ้นเถิด ฯ.”
กรณีนี้ ของดให้สัมภาษณ์ต่อนะครับ รอให้เป็นหน้าที่ของผู้เสียหายและจำเลย หรือบุคคลที่จะได้รับมอบหมายจากทั้งสองฝ่ายครับ
วันอาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2562
'จุรินทร์'ลุยเจรจาฟื้นตลาดอียู-อาร์เซ็ปเสริมค้าชายแดนฟื้น FTA
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในเวทีเสวนา Bangkok post forum 2019 ว่าการเข้ามาร่วมรัฐบาลนี้เพื่อมาเติมเต็มทางด้านเศรษฐกิจฐานรากเพราะหัวใจสำคัญที่สุดคือและในเชิงประมาณคือเกษตรกร เราต้องมาเติมเต็มรายได้ให้กับเกษตรกรได้ เรื่องแรกการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานราก คือจะใช้นโยบายประกันรายได้ ผลิตผลเกษตร 5 ตัวคือข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด ส่วนพืชชนิดอื่นนั้นให้ใช้มาตรการที่มีความยืดหยุ่นแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมเพื่อให้เกษตรกรสามารถยังชีพได้ เรื่องที่สองจะต้องเข้าไปดูแลควบคุมราคาสินค้าหรือการดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องค่าของชีพประชาชนรวมทั้งเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเช่นเดียวกัน
พร้อมกันนี้เร่งรัดการส่งออก โดยส่งเสริมการค้าชายแดน เพราะอาเซียนเรายังมีศักยภาพสูงในการจะเป็นตลาดของประเทศไทยและอาเซียนอย่างมีศักยภาพโดยเฉพาะตัวเลขจะขึ้นเร็วมากการค้าชายแดนจึงมีความสำคัญไม่ว่าจะเป็นไทย-มาเลย์ ไทย-กัมพูชา ไทย-เมียนม่าและไทย-ลาว หรือแม้กระทั่งไทย-เวียดนาม โดยจะจัดเวทีพบปะระหว่างภาคเอกชนของเรากับชายแดนที่ติดปัญหาอะไรอุปสรรคอะไรสำคัญก็จะหารือกับทุกประเทศที่เป็นคู่ค้าที่บริเวณชายแดน ซึ่งจากที่ได้ไปประชุมอาเซ็ป วันนี้ช่วง 3 วันที่ผ่านมานี้ได้มีโอกาสได้คุยกับรัฐมนตรีพาณิชย์ของทั้ง 4 ประเทศและทุกท่านก็ตอบรับและจะมีการจัดฟอรัมกันที่ชายแดนซึ่งเชื่อมั่นว่าจะมีอนาคตขึ้น
นอกจากเรื่องการส่งออกแล้วเรื่องที่ 4 ที่มีความสำคัญไม่น้อยคือการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ค้างท่ออยู่หรือยังเดินต่อไม่ได้อันนี้ต้องมาเร่งรัดการเจรจายกตัวอย่างสำคัญที่สุดคือกลุ่มประเทศอาร์เซ็ป (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership : RCEP คืออาเซียน 10 ประเทศบวกกับประเทศสมาชิกอีก 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) การเจรจานี้จะให้จบทันสิ้นปีซึ่งหมายถึงจะให้จบให้ได้ในเดือนพฤศจิกายน 2562 ถ้าได้ตามเป้าเราจะมีการ ระชุมในเดือนพฤศจิกายนที่กรุงเทพ แล้วหลังจากนั้นในปี 2020 คือปีหน้านั้นจะได้ลงนามข้อตกลงร่วมกัน
หากจบข้อตกลงนี้ได้เท่ากัยอาร์เซ็ป เป็นโอกาสให้ไทยสามารถเพิ่มตลาดที่มีประชากรรวมกันมากถึง 3,500 ล้าน คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรโลกและมีมูลค่า GDP ประมาณ 32.3% ของ GDPโลก สำหรับไทยสินค้าที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ เช่นผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง เครื่องจักรใอุปกรณ์ไฟฟ้าพลาสติก เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เส้นวย สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย อาหารและอื่นๆเยอะไปหมด อันนี้คือสิ่งที่จะเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้เราต้องเร่งฟื้น FTA ยุโรปที่เราเดินหน้าต่อไม่ได้ใน5-6 ปีที่ผ่านมาเพราะเราติดปัญหาเรื่องสถานการณ์ทางการเมืองแต่ถัดจากนี้ไปเรามาจากการเลือกตั้งแล้ว เพราะฉะนั้นเราสามารถนับหนึ่งเอฟทีเอไทยกับสหภาพยุโรปได้และก็พร้อมเชื่อว่าทางยุโรปเขาก็พร้อมจะเจรจา และตนได้ให้นโยบายที่กระทรวงพาณิชย์แล้วว่าขอให้เริ่มต้นตระเตรียมในการจะนับหนึ่งกันอีกครั้งหนึ่งเราจะทำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งหมดคือ 4 เรื่องสำคัญ
สถ. แจงแนวทางปฏิบัติ อปท.ใช้รถเพื่อช่วยปชช.
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แจ้งแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้รถเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในประเด็นการให้การช่วยเหลือหรือให้บริการสาธารณะในด้านต่างๆ เพื่อให้ อปท. นำไปปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ภายใต้ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ว่า ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้และรักษารถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ได้แบ่งรถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น 3 ประเภท คือ รถประจำตำแหน่ง รถรับรอง และรถส่วนกลาง ที่ได้นิยามคำว่า "รถส่วนกลาง" คือรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่จัดไว้เพื่อใช้งานส่วนรวมของ อปท. และรวมถึงรถยนต์ที่ใช้ในการบริการประชาชนหรือใช้ในหน้าที่ของส่วนราชการของ อปท. เช่น รถยนต์พยาบาล ประกอบกับ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560 ที่กำหนดว่า "การช่วยเหลือประชาชน" คือ การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนหรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการดำรงชีพ โดยอาจให้เป็นสิ่งของ จ่ายเป็นเงิน หรือเป็นการจัดบริการสาธารณะเพื่อให้การช่วยเหลือ ตามอำนาจหน้าที่ ที่กำหนดว่า การช่วยเหลือประชาชนด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตนั้น ให้ทาง อปท. พิจารณาใช้จ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชน ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์โดยอนุโลม ประกอบกับระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2552 ข้อ 8 ที่กำหนดว่า การดำเนินงานสงเคราะห์ครอบครัวที่ประสบความเดือดร้อน ให้สามารถช่วยเหลือด้านการเงินหรือสิ่งของเป็นวงเงินในการช่วยเหลือได้ไม่เกินครั้งละ 3,000 บาทต่อครอบครัว และให้ความช่วยเหลือติดต่อกันได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อครอบครัว และต่อปีงบประมาณ โดยค่ารักษาพยาบาลนั้น จะรวมถึงค่าพาหนะไว้ด้วยแล้ว
อธิบดี สถ. กล่าวต่อถึงการจัดบริการสาธารณะของ อปท. ในการช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ว่า ในกรณีการรับส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล อปท. อาจดำเนินการได้ตามหลักเกณฑ์ โดยผู้ป่วยที่จะได้รับการช่วยเหลือ จะต้องเป็นผู้ป่วยที่ได้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือจาก อปท. ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560 แล้ว และเพื่อให้การดูแลผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึง ก็ขอให้ทาง อปท. ได้แนะนำให้ผู้ป่วยที่สมควรได้รับการช่วยเหลือไปทำการลงทะเบียนตามระเบียบฯ ด้วย สำหรับการจัดบริการรับส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล ก็ให้ อปท.พิจารณาตามความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย โดยกรณีผู้ป่วยที่สามารถดูแลและช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน ให้พิจารณาใช้รถส่วนกลาง ที่ไม่ใช่รถฉุกเฉินไปให้บริการได้ โดยการใช้รถส่วนกลางนั้น ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้และรักษารถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 ส่วนกรณีที่ อปท. ไม่มีรถส่วนกลาง หรือมีรถส่วนกลางแต่อยู่ในระหว่างใช้ปฏิบัติราชการ หรือรถอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมแก่การรับส่งผู้ป่วย ก็ให้ อปท. ประสานมูลนิธิหรือองค์กรอื่นๆ ที่มีรถฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือ หรืออาจจ้างพาหนะในพื้นที่ โดยให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรืออาจให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นเงินค่าพาหนะในการเดินทางไปโรงพยาบาล ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560 ประกอบกับระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2552
และในกรณีที่เป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยที่ไม่มีผู้ดูแล ให้ใช้รถฉุกเฉินในการบริการ หาก อปท. ไม่มีรถฉุกเฉิน หรือมีรถฉุกเฉินแต่ในขณะนั้น อยู่ในระหว่างรับส่งผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยที่ไม่มีผู้ดูแลท่านอื่นอยู่ ก็ให้ อปท. ประสานมูลนิธิหรือองค์กรอื่นๆ ที่มีรถฉุกเฉิน เพื่อให้การช่วยเหลือ หรืออาจจ้างพาหนะในพื้นที่ โดยให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรืออาจให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นเงินค่าพาหนะในการเดินทางไปโรงพยาบาล ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560 ประกอบกับระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2552 เช่นกัน อธิบดี สถ. กล่าว
ฟัง ๓,๐๐๐ คน! พระเมธีวชิโรดม เทศน์ทอล์คที่ห้างเชียงใหม่
วันที่ ๕ ส.ค.๒๕๖๒ เพจ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ได้โพสต์ข้อความว่า พระเมธีวชิโรดม (ท่านว.วชิรเมธี) บรรยายธรรมและนำภาวนาในงาน “มีเทศน์ มีทอล์ค” (สุขในธรรม) มหกรรมธรรมะระดับชาติ ครั้งที่ ๘ ณ ห้องประชุมศูนย์การค้าเซนทรัลพลาซา เชียงใหม่ แอร์พอร์ต วันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖๒ มีพุทธศาสนิกชนกว่า ๓,๐๐๐ คน
เข้ามาร่วมฟังธรรมและฝึกจิตภาวนา
สื่อจีนสร้าง ‘หุ่นยนต์นักข่าว’ ปั้นข้อมูลวิทยาศาสตร์ให้อ่านง่าย
วันที่ 5 ส.ค.2562 เพจ China Xinhua News โพสต์ข้อความว่า สื่อจีนสร้าง ‘หุ่นยนต์นักข่าว’ ปั้นข้อมูลวิทยาศาสตร์ให้อ่านง่าย
สำนักข่าวไชน่าไซเอนซ์เดลี (China Science Daily) ของจีนประกาศว่าสำนักข่าวฯ ได้ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อการผลิตข่าวสารเกี่ยวกับการค้นพบล่าสุดจากวารสารวิทยาศาสตร์ระดับชั้นนำของโลกโดยอัตโนมัติ
รายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (1 ส.ค.) ระบุว่า “หุ่นยนต์นักข่าววิทยาศาสตร์” มีชื่อว่า “เสี่ยวเคอ” (Xiaoke) ถูกพัฒนาร่วมกันโดยสำนักข่าวฯ และคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University) ในระยะเวลาราว 6 เดือน
กลุ่มผู้ประดิษฐ์เสี่ยวเคอเผยว่าหุ่นยนต์ได้ผลิตข่าวสารกว่า 200 ชิ้น โดยอ้างอิงข้อมูลจากบทคัดย่อฉบับภาษาอังกฤษของงานวิจัยที่เผยแพร่ผ่านวารสารต่างๆ อาทิ ไซเอนซ์ (Science), เนเจอร์ (Nature), เซลล์ (Cell) และวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์
ข่าวสารที่ผลิตโดยหุ่นยนต์จะผ่านกระบวนการพิจารณา โดยคณะนักวิทยาศาสตร์และบรรณาธิการของสำนักข่าวฯ จะตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาหรือเสริมข้อมูลเพิ่มเติมก่อนเผยแพร่สู่สายตาสาธารณชน
จางหมิงเว่ย รองบรรณาธิการของสำนักข่าวฯ กล่าวว่าเสี่ยวเคอถูกพัฒนาให้เป็น “เลขานุการด้านวิชาการ” เพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์จีนก้ามข้ามกำแพงภาษาและเข้าถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษได้อย่างรวดเร็ว
ว่านเสี่ยวจวิน ผู้นำคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งดูแลการออกแบบและเทคโนโลยีนี้ เน้นย้ำว่าเสี่ยวเคอสามารถทำได้มากกว่าการแปล โดยรู้จักเลือกคำและประโยคอันซับซ้อน ซึ่งช่วยปรับเนื้อหาที่เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคให้อ่านง่ายยิ่งขึ้น
“การรายงานข่าววิทยาศาสตร์มีความสำคัญต่อการกระจายข้อมูลใหม่ๆ และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ซึ่งข่าวสารจากฝีมือหุ่นยนต์ที่ผ่านการพิจารณาโดยมนุษย์จะช่วยให้ผู้คนเข้าถึงข่าวสารวิทยาศาสตร์มากขึ้น” จางกล่าว
ทั้งนี้ ข่าวสารที่ผลิตโดยเสี่ยวเคอจะถูกเผยแพร่ทางออนไลน์ผ่านลิงก์ http://paper.sciencenet.cn/AInews/
สำนักข่าวไชน่าไซเอนซ์เดลีอยู่ในสังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน (CAS) ซึ่งเป็นสถาบันวิชาการวิทยาศาสตร์ระดับสูงสุดของจีน โดยสำนักข่าวฯ เผยแพร่ข่าวสาร 5 วันต่อสัปดาห์
(ภาพจากเว็บไซต์ http://paper.sciencenet.cn/AInews/) ติดตามอ่านข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://www.xinhuathai.com/
'อนาคตใหม่'เสนอ 4 ฉันทามติ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
'อนาคตใหม่'เสนอ 4 ฉันทามติ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ 'ธนาธร' ชูปลุกจิตวิญญาณธงเขียว - หยุดระเบิดเวลา 'รัฐธรรมนูญ 60' เชื่อเป็นไปได้
เมื่อวัน 4 สิงหาคม 2562 ที่พุทธสถาน จ.เชียงใหม่ พรรคอนาคตใหม่ จัดกิจกรรม "จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ ประเทศไทยแบบไหนที่เราอยากอยู่ร่วมกัน" โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่นายกษิต ภิรมย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.), นายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, สุรีรัตน์ ตรีมรรคา ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินรายการโดย ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โดยมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังเป็นจำนวนมาก
นายโคทมกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์วิกฤตความขัดแย้งวันนี้ เราจะสามารถหาจุดพูดคุยกันได้หรือไม่ ตนยอมรับว่ายาก แต่อย่างไรก็ต้องพยายาม ตนดีใจที่คนหนุ่มสาวได้เชิญให้มาร่วมอีกครั้ง พรรคอนาคตใหม่ชูคบไฟการอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาใหม่ที่มาจากมติร่วมกัน พร้อมยินดีสนับสนุน เพราะการขับเคลื่อนครั้งนี้จะเป็นการพูดคุยกันที่กว้างขวางที่สุด รวมพรรคการเมืองอื่นๆ มากที่สุด ภาคประชาชนมากที่สุด เพื่อให้เกิดข้อตกลงใหม่ และเป็นความเห็นพ้องของประชาชนส่วนใหญ่ เพราะความขัดแย้งหรือวิกฤตแบบสุดขั้วอย่างนี้ สิ่งที่ได้คือความบอบช้ำ ซึ่งตนเรียกว่า "กับดัก" ได้แก่ 1.กับดักทางเศรษฐกิจ ที่นักเศรษฐศาสตร์ชอบพูดว่าเราจะขับเคลื่อนผ่านกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งไม่เคยพ้นสักที ดังนั้น ต้องระดมทรัพยากรจากชนทุกชั้นมาขับเคลื่อนร่วมกัน แต่ก่อนอื่นก็ต้องแก้กติกาก็คือรัฐธรรมนูญที่ใช้ในการปกครองประชาชนทุกชนชั้นด้วย 2.กับดักทางการเมือง เช่น ส.ว.แต่งตั้งมาจากพรรคพวกใคร การตัดสินใจไม่ได้เป็นตัวแทนปวงชนไทยแน่นอน ไม่กว้าง ขาดคุณภาพ และติดความคิดรูปแบบราชการ ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ นี่คือกับดักการเมือง
นายโคทมกล่าวอีกว่า แนวคิดผู้มีอำนาจแบบนี้เป็นความสุดโต่ง เราได้ยินข้อวิจารณ์จากคนกลุ่มนี้ว่า พรรคอนาคตใหม่คิดอะไรแบบดุเดือด ทั้งที่ความจริงแล้ว ตนคิดว่าคนมีอำนาจนั้นต่างหากที่มีความคิดสุดโต่ง เขารวมศูนย์อำนาจ ไม่กระจายอำนาจเลย หรือบอกว่าจะส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีองค์กรมหาชนคิดเรื่องนวัตกรรมที่คิดเป็นเรื่องดี แต่เป็นสิ่งที่ไปสนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม มีเสียงจากประชาชนที่เขาอยากเห็น สิ่งที่ประชาชนอยากสนับสนุนอะไร เขาได้ตอบคำถามแล้วผ่านการเลือกตั้ง แต่ก็ถูกกลุ่มอำมาตย์ผู้มีลาภยศไม่เอาด้วยและทำลายไป ขณะเดียวกัน ประชาชนก็มีความพยายามอีก แต่คราวนี้ก็กลุ่มอำมาตย์ผู้มีลาภยศก็ค้นพบรัฐธรรมนูญปี 60 ผ่านฝีมือเนติบริกร ตนคิดว่านี่เป็นปัญหา และเป็นสิ่งที่ประชาชนมองเห็น
"สำหรับตนเอง สิ่งที่อยากจะเห็น จินตนาการใหม่ ข้อตกลงใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ถ้าจะให้เป็นคำตอบต้องเป็นกติกาที่เป็นธรรม และกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ต้องมีความงดงามทั้งในการเริ่มต้น ทั้งในท่ามกลาง และในตอนปลาย หมายความว่า ก่อนอื่นเราต้องคิดกว้างๆ อยากเห็นอำนาจรัฐมาจากมนุษย์ไม่ใช่มาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือพระผู้เป็นเจ้า มนุษย์มีความดีพื้นฐานอยู่ในตัว ถ้าพัฒนามนุษย์จะสามารถตัดสินใจได้เพื่อประโยชน์พี่น้องทุกคน เราควรเดินทางสายกลาง มีความพอดี ไม่ต้องเขียนไว้สารพัด ผมคาดหวังรัฐธรรมนูญจะช่วยปลูกฝังประชาธิปไตยที่มีปัญญาญาณ ประชาธิปไตยที่ช่วยกันสร้างสังคมเกื้อกูลอยู่กันฉันพี่น้อง อยากเห็นรัฐธรรมนูญส่งเสริมความคิดใหม่ๆ การแข่งขันเสรีที่ไม่เอารัฐเอาเปรียบกัน อาจต้องเริ่มช้าหน่อย ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปไม่ต้องใจร้อน อาจมีคณะกรรมการอิสระทำหน้าที่เริ่มต้น โดยการพูดคุยหากติกาที่เป็นธรรม รับกันได้ ส่วนจะสำเร็จหรือไม่เป็นหน้าที่เราที่สื่อสาร รณรงค์ให้คนเห็นว่าเราอยากมีรัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นกติกาที่เป็นธรรม เป็นกติกาที่จะเปิดประตูให้กับประเทศ" นายโคทมกล่าว
สำหรับเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ นายสมชัยกล่าวว่าตอนนี้มีคนพูดกันมากกว่า ควรไปแก้ปัญหาปากท้องก่อนไม่ดีกว่าหรือ แม้แต่นักการเมืองเองที่เคยชูเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเป็นประเด็นหลักในการหาเสียง ก็มาพูดทำนองนี้ หรือพวกฝ่ายตรงข้ามพรรคอนาคตใหม่ก็พูดอย่างนี้ ซึ่งตนอยากบอกว่า ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ปัญหาปากท้องแก้ไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญช่วยให้เกิดระบบการเมืองที่จะไปแก้ปัญหาประชาชน ถ้ารัฐธรรมนูญไม่สร้างระบบการเมืองที่อยู่ในความไว้วางใจ แต่เอื้อประโยชน์ให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง คำถามคือ แล้วจะช่วยให้เรากินดีอยู่ดีได้อย่างไร รัฐธรรมนูญเกี่ยวกับปากท้องอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบให้ได้มาซึ่งฝ่ายการเมืองที่มีความรู้ มีความสามารถ นำพาประเทศชาติ แก้ไขปัญหาประเทศชาติ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญเอื้อคนกลุ่มหนึ่ง ชาตินี้ก็คงกินมาม่าต่อไป สำหรับตน มองว่ารัฐธรมนูญต้องออกแบบให้มีการกำกับตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ ตรวจสอบถ่วงดุลได้โดยรัฐสภา โดยองค์กรอิสระ และโดยประชาชน ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ซึ่งร่างมาโดยพื้นฐาน 3 อย่างคือ 1.ความกลัว 2.ความอยาก และ 3.ความเขลา นั่นคือ กลัวพรรคการเมืองหนึ่งจะชนะเลือกตั้ง อยากที่จะให้ตัวเองอยู่ในอำนาจต่อไป เลยสร้างกลไกต่างๆมากมาย และความเขลา หรืออวิชชาและความไม่รู้ต่างๆ
"สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นสำหรับรัฐธรรมนูญใหม่ 1.เป็นกติกาที่ต้องสร้างความเป็นธรรมให้กับคนทุกฝ่ายในสังคม ไม่ใช่ให้ใครฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ กฎเกณฑ์เป็นธรรมเกิดขึ้น ความขัดแย้งจะน้อยลง 2.ต้องสร้างกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี ทั้ง รัฐสภา การกำกับดูแลข้าราชการประจำ เกิดการบริหารราชการบ้านเมืองที่มีประสิทธิภาพ การเมืองมีสเถียรภาพ 3. มีกลไกในการกำกับตรวจสอบถ่วงดุล คนจะเก่ง ดี อย่างไรก็ต้องมีกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุล เพราะการมองเรื่องหนึ่งจากหลายมุม จะช่วยกันให้เกิดผลที่สมบูรณ์ อย่าเชื่อว่าคนดี คนเก่งถูกทุกอย่าง และ 4. ต้องเป็นรัฐธรรมนูญซึ่งทั้ง 3 อย่างที่พูดมาเป็นจริง" นายสมชัยกล่าว
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวปฐากถาปิดท้ายในหัวข้อ "การแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมการเมืองไทย" โดยระบุว่า สำหรับคนที่มาอยู่ร่วมกันที่นี่ ขอเริ่มต้นกับคำถามที่ว่า คุณพอใจกับความขัดแย้ง 13 ปีหรือเปล่า พอใจกับเนื้อหาสาระรัฐธรรมนูญ 60 หรือไม่ ซึ่งถ้าคำตอบคือไม่ นั่นคือเราเห็นตรงกัน เห็นเหมือนกันกับกับประชาชนอีกหลายล้านคนที่ไม่ได้อยู่ที่นี่ นี่คือเหตุผลที่เรามารวมกัน เพื่อแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ของสังคมการเมืองไทย โดยเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า สังคมแบบไหนที่เราอยากเห็นร่วมกัน วันนี้ เราเปิดตัวรณรงค์และหวังว่าจะกระจายไปทั่วทุกภูมิภาค และหวังว่าจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากประชาชน รัฐธรรมนูญ หรือข้อตกลงใหม่ที่เราคิดว่าจะสร้างให้อย่างยั่งยืน เราคิดว่า
1.ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร เพราะไทยมีประวัติศาสตร์ มีมรดกสังคม วิถีชีวิตต่างจากประเทศอื่นๆ จะเอาจากประเทศอื่นมาใช้ทั้งดุ้นคงทำไม่ได้
2.ต้องเกิดขึ้นจากความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคม
3. ประชาชนทุกชนชั้น ต้องมีส่วนร่วมในการสร้างข้อตกลงใหม่นี้ร่วมกัน และ
4. ตั้งอยู่บนบนเรียนและประสบการณ์ที่เป็นจริงของสังคมไทย
นายธนาธร กล่าวว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องแสวงหาฉันทามติร่วมกัน เราเคยทำและทำสำเร็จมาแล้วในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่กว่าจะผ่านได้ นักการเมือง ข้าราชการ กลไกรัฐเก่าๆ ไม่อยากผ่าน ไม่อยากปฏิรูป องค์กรตุลาการก็คัดค้าน แต่ท้ายที่สุดรัฐสภาก็ต้องยกมือผ่านเพราะฝ่ากระแสความต้องการของประชาชนไม่ไหว มติประชาชนมีพลังเกินกว่าที่เขาจะทัดทานได้ นั่นคือสิ่งที่เคยทำสำเร็จ และครั้งนี้ก็ขอให้เราเชื่อว่าความเป็นไปได้มีอยู่ เราจะทำงานร่วมกัน เราจะผลักดันความเป็นไปได้นั้นให้เกิดขึ้นเป็นจริงได้ ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปที่ฉันทามติ ตอนรัฐธรรมนูญปี 40 เกิดขึ้น อยู่ภายใต้ประสบการณ์และความต้องการร่วมกันของสังคม 5 ชุด คือ
1.พอแล้วกับประชาธิปไตยครึ่งใหม่ สังคมไทยต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ วุฒิสภา และ สภาผู้แทนราษฎรต้องมาจากการเลือกตั้ง
2.ต้องการการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้
3.สังคมไทยต้องการให้กองทัพกลับเข้าสู่กรมกอง ต้องไม่มีรัฐประหารอีก และต้องมีการปฏิรูปกองทัพให้กองทัพอยู่ใต้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง
4.สังคมไทยต้องการการเมืองที่มีประสิทธิภาพ การปฏิรูปการเมืองในยุคโลกกาภิวัฒน์ การเมืองที่พาประเทศไทยต่อกรกับคลื่นโลกาภิวัฒน์ได้ และ
5. ภาคประชาสังคมเติบโตได้ สังคมไทยต้องการการประกันสิทธิเสรีภาพ
"ฉันทามติ 5 ข้อนี้ ทำให้เกิดการสร้างกระแสรัฐธรรมนูญฉบับธงเขียว ซึ่งถ้าจะสรุปหลักใหญ่ใจความ 3 ข้อ คือ "ปิดทุจริต เปิดประสิทธิภาพ ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน" เกิดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 40 ที่รวมอำนาจและความชอบธรรมในการใช้อำนาจมาอยู่ที่รัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งครั้งแรก เราได้เห็นการแข่งขันแย่งชิงเสียงประชาชนผ่านนโยบาย และหลังเลือกตั้งเราก็ได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และสามารถส่งมอบนโยบายที่เคยใช้หาเสียงได้จริง แต่ทว่า ก็ถูกหลายฝ่ายมองว่าไม่สนใจเสียงข้างน้อย แทรกแซงองค์กรอิสระ ละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นรัฐบาลมีผลประโยชน์ทับซ้อน จากการถูกมองอย่างนั้นก็นำมาสู่รัฐประหาร 2549 ที่เกิดการดึงอำนาจที่รวมอยู่รัฐบาลประชาชนไปสู่อำนาจไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และจากปี 2549-2562 รวมระยะเวลา 13 ปี เป็นทศวรรษแห่งความสูญเสีย เกิดบาดแผลร้าวลึก ยากเกินเยียวยา 13 ปีนี้ มีรัฐประหาร 2 ครั้ง มีรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ มีรัฐบาล 8 ชุด ประชาชนแบ่งฝักฝ่าย ขั้วทัศนคติขัดแย้งกระจายไปในทุกสังคม ทั้งในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในตลาด ในครอบครัว และที่สำคัญมีคนตายมากกว่า 130 ชีวิต คนบาดเจ็บนับพันจากคนทุกสีเสื้อ รวมถึงที่ไม่ได้อยู่สีเสื้อไหน" ธนาธรกล่าว
ธนาธร กล่าวว่า 13 ปีที่ผ่านมา ประชาชนหลายฝ่ายตั้งคำถาม ถึงมาตรฐาการทำงานองค์กรตุลากรว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน ใช้ได้หรือไม่ ประชาชนสงสัย ตั้งคำถามด้านเศรษฐกิจว่าเรากำลังเติบโตอย่างถดถอยเมื่อเที่ยบกับประเทศเพื่อนบ้าน งบประมาณไม่ได้ถูกเอาไปลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เป็นการลงทุนเพื่อแข่งขันสร้างคะแนนนิยม ประชาชนตั้งคำถามการศึกษาตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย
และนั่นนำมาสู่สิ่งที่เราได้รับมาในปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ที่เราเชื่อว่าคือระเบิดเวลา คือกลไกที่จะทำให้ความขัดแย้งตึงเครียดขึ้นและรอระเบิดออกมา ดังนั้น เราต้องหยุดก่อนที่จะระเบิดขึ้น
รัฐธรรมนูญ 2560 คือ การทำให้รัฐประหารซึ่งควรเป็นองค์กรที่มีระยะชั่วคราวกลายเป็นองค์กรถาวร คือการเอารัฐประหารใส่ในรัฐธรรมนูญ ทำให้ถูกกฎหมาย และรัฐประหารอยู่กับเราในรัฐธรรมนูญ ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อยู่เหนืออำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง อยู่เหนือพี่น้องประชาชน ซึ่งที่ได้ประโยชน์จากภาวะแบบนี้ ไม่ใช่ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่นอน 13 ปีที่ผ่านมา คนที่ต้องจ่ายต้นทุนความขัดแย้งคือประชาชน โดยจ่ายในนามความเหลื่อมล้ำ ความล้าหลังของประเทศที่ไม่ได้พัฒนา
"เราไม่อาจปล่อยประเทศอย่างนี้ได้อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนทุกฝั่งฝ่ายแม้ความคิดเห็นต่างทางการเมือง แต่อย่างน้อยที่สุดน่ามีความเห็นร่วมกันได้ในหลายเรื่อง เราเชื่อว่าน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในการแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่ในสังคมไทย ผมไม่ได้เสนอให้ลืมความขัดแย้ง ไม่ได้เสนอให้เราคิดเหมือนกัน แต่เราต้องหาระบอบการเมืองที่ให้คนที่คิดต่างอยู่กันได้อย่างสันติ อยู่ได้โดยไม่ต้องหลงลืมความขัดแย้ง ซึ่งพรรคอนาคตใหม่เห็นว่า 4 ฉันทามติใหม่ของระบอบประชาธิปไตย มีกรอบใหญ่ๆ คือ
1.ประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน
2.พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ มีพระราชฐานะอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง
3.มีระบบรัฐสภาที่แสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง มีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ
และ 4.มีนิติรัฐ สิทธิเสรีภาพของประชาชนได้รับความคุ้มครอง มีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจ ซึ่งการแสวงหาฉันทามติครั้งใหม่นี้ ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดทางเดียวที่เหลือก่อนที่ระเบิดเวลาลูกนั้นจะระเบิด เป็นทางรอดทางเดียวที่เหลืออยู่ของสังคมไทยในเวลานี้" ธนาธรกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น นายธนาธร พร้อมด้วย ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ กว่า 40 คน ร่วมเดินรณรงค์แจกโบรชัวร์ “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน”โดย เริ่มต้นเดินจากบริเวณประตูท่าแพ ผ่านถนนคนเดิน และสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก
"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...
-
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ รายงานวิจัยเรื่อง “ปรัชญาดุริยางค์แห่งอนาคต: การถอดรหัสพันธุกรรมทางธรรมจากสิริ...






