วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564

เปิดแล้ว! สวนอาหารพุทธเกษตร"มจร" วังน้อยพระนครศรีอยุธยา




เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร. อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา ส่วนงานหลักสูตรระยะสั้นสันติศึกษา  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ได้โพสต์ข้อความและภาพผ่านทางเฟซบุ๊ก Pramote OD Pantapat หลังจากฉันภัตตาหารที่ร้านในสวนพุทธเกษตรสาธิต มจร  ว่า  

#อาหารยามโควิด  

#จงกำหนดเศรษฐกิจชีวิต 

#ถึงเวลาต้องพึ่งพาตนเองให้ได้

#สวนสติสัมมาชีพสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารกายและใจ    

      อาหารยามโควิดเน้นผักมากๆ จากภาวะในปัจจุบัน ปี ๒๕๖๔ ที่ผู้คนแย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่ ขาดความมั่นคงทางด้านอาหาร ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการลงมือทำอะไรบางอย่างกับพื้นที่ดินจำนวน ๑๒ไร่ ให้เกิดคุณค่าและมูลค่าสามารถพึ่งพาตนเองได้ แม้จะเผชิญกับช่วงเวลาที่เป็นวิกฤต เพราะในช่วงวิกฤตความมั่นคงทางอาหารมีความสำคัญที่สุด ด้วยการสามารถพึ่งตนเองได้ ลักษณะที่ว่า ตนเป็นพึ่งแห่งตน คนอื่นจะสามารถพึ่งเราได้ ในยามวิกฤตเรายังไม่สามารถพึ่งตนเองได้แม้เพียงอาหาร เวลาเรามีไอเดียดีๆ ต้องคิดแล้วได้ลงมือทำ ไม่ควรถูกบล็อคความคิดดีๆ จงมีชีวิตเพื่อใช้ชีวิตและจงเป็นให้เป็น พื้นดินที่มีอยู่จะมีการวางแผ่นอย่างไร? โดยมีการวางพันธกิจ ๕ ประการ คือ   

    ๑) #ออกแบบสวนให้มีชีวิต จากพื้นดินที่มีจะมีการออกแบบให้เป็นสวนสติสัมมาชีพ เป็นสวนสร้างชีวิต เป็นทางรอดของชีวิต มีความสดชื่น รู้ ตื่นและเบิกบาน มีความเป็นสัปปายะ มีความเป็นสีเขียว เป็นรมณียสถานทางด้านกายและจิตใจ เป็นแหล่งบำบัดและเยียวยาจิตใจให้มีพลัง จึงต้องมีการออกแบบสวนสติสัมมาชีพ    

   ๒) #สร้างความมั่นคงทางอาหาร  อาหารถือว่ามีความสำคัญ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก สร้างรั้วกินได้ สร้างอาหารขึ้นมาด้วยตนเอง ทั้งอาหารทางกายและอาหารทางจิตใจจะต้องควบคู่กัน แม้โลกจะเกิดวิกฤตแต่สามารถอยู่รอดได้ เพราะมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ลักษณะที่ว่า ปากท้องต้องมาก่อน ถ้าท้องยังหิวจึงยากจะพูดเรื่องอื่นๆ    

    ๓) #สามารถพึ่งพาตนเองได้  พอมีวิกฤตเรายังต้องพึ่งพาคนอื่น ทำอย่างไรเราจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือมีการพึ่งพาคนอื่นให้น้อยลง เช่น การทำเศรษฐกิจพอเพียง สวนพอเพียง มีการปลูกเพื่อกิน ปลอดสารพิษ เราสามารถกำหนดชีวิตตนเองได้ กำหนดมูลค่าได้ จนนำไปสู่ กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด จงกำหนดเศรษฐกิจชีวิตของตนเองให้ได้ นั่นคือ ความสุขขั้นพื้นฐานของมนุษย์  

    ๔) #มีชีวิตอยู่กับธรรมชาติ  ชีวิตควรหันไปอยู่กับวิถีแห่งธรรมชาติ สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ต้นไม้ สายน้ำ  เห็ด  ผลไม้ สัตว์ต่างๆ  การที่เรายืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่มีความยิ่งใหญ่ เห็นพระอาทิตย์ตกมีความสวยงามมาก ธรรมชาติมีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ในตอนนี้ตัวเราจะเหลือเล็กที่สุดหรือรู้สึกว่าไม่มีเราเลย เหมือนเราออกไปจากนอกอวกาศมองเห็นโลกเล็กนิดเดียว แต่ช่วงที่เราตัวเล็กมากจะรู้สึกว่าไม่มีความหมาย ความทุกข์จะเล็ก ปัญหาจะเล็ก จะทำให้เรานึกถึงผู้อื่น นึกถึงธรรมชาติ นึกถึงสัตว์ นึกถึงโลก ทำให้เราเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวมีความหมาย ว่าฉันเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่    

    ๕) #เรียนรู้การวิจัยปฏิบัติการ  ถึงเวลาจะต้องทำงานวิจัยสร้างผ่านการลงมือปฏิบัติ ปกติเราทำงานภายใต้เงื่อนไขมากมาย เวลาเรามีความคิด วิธีการดีๆ มักจะไม่ได้นำไปสู่ปฏิบัติ เพียงแค่คิดเท่านั้นแต่การไปสวนสติสัมมาชีพจะนำไปสู่การวิจัยเชิงพัฒนา มีการทดลอง ลองผิดลองถูก คิดได้ทำเลย  ผิดพลาดเป็นการเรียนรู้เป็นบทเรียน จึงเป็นการวิจัยด้วยการนำธรรมะลงสู่ดิน

     ดังนั้น จึงสอดรับกับ SDGs เป้าหมายของการพัฒนาที่มีความยั่งยืนของ UN ประกอบด้วย คือ ๑) ขจัดความยากจน ๒)ขจัดความหิวโหย ๓)มีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ๔)สังคมสงบสุข ยุติธรรม ไม่แบ่งแยก  จึงพร้อมลงมือทำ ณ บัดเดี๋ยวนี้  






"นิยม"ส.ส.เพื่อไทยชี้! งบฯฉีดวัคซีนต้อง "ปลอดภัย-รอบคอบ-โปร่งใส"



เมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ.2564 นายนิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เลขานุการและกรรมาธิการประจำคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า จากการที่รัฐบาลกล่าวถึงแผนการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 โดยระบุว่าประเทศไทยมีวัคซีนสำหรับประชาชนแล้ว จำนวน 33,000,000 คน จาก 3 บริษัทนั้น ตนอยากให้รัฐบาลมองในแง่มุมต่างๆ ให้ปลอดภัยและรอบคอบ โดยเฉพาะการเจาะจงฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยงเช่น แพทย์ และพยาบาล ฯลฯ 

"ขณะนี้เรายังตอบไม่ได้ 100% ว่าวัคซีนดังกล่าวที่ผ่านการทดลองแล้วนั้นจะมีผลข้างเคียงในระยะยาวหรือไม่ หากมาทราบว่าภายหลังมีผลกระทบอื่นหรือเรียกว่า Side Effects นั้นก็จะไม่เป็นผลดีกับผู้ที่ฉีดวัคซีน ทั้งนี้ถ้ามีความมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว ให้ฉีด พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา เป็นคนแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และสำหรับการจัดเตรียมวัคซีนขอให้ปิดช่องโหว่ที่อาจจะก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่นและควรให้มีบริษัทเข้ามายื่นข้อเสนอที่หลากหลาก และให้รัดกุมไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอมมิชชั่น รวมถึงการตรวจสอบการนำวัคซีนที่จะไปฉีดถึงประชาชนจริง ให้มีการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส จะเป็นการใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชน ได้ประโยชน์สูงสุด" นายนิยม กล่าว 

"ผอ.สันติศึกษา มจร"เห็นคุณโควิด กระตุ้นคนทำเกษตรผสมผสานมากขึ้น



เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2564  พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)  เปิดเผยว่า ถือนิมิตหมายและมงคลที่ดีในวันพระ จาริกธรรมไปพบกับเครือข่ายโคกหนองนาในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ  เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำโคกหนองนา และการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน รวมถึงกระบวนการในการจัดเก็บน้ำตามหลักการของธนาคารน้ำ เพื่อใช้หล่อเลี้ยงพืชผลทางการเกษตรตลอดทั้งปี  

ญาติธรรมทั้งสาม คือ ลุงบุญมีปลูกไฝ่กิมซุง และไฝ่ซางหม่น ร่วม 3 ไร่ ในขณะที่โยมสมพงศ์ปลูกฝรั่งกิมจู และฝรั่งหลากชนิด รวมถึงมะนาวและสวนป่านานาพันธุ์ ส่วนโยมธนศิลป์ ได้ทำโคกหนองนาเต็มรูปแบบ ปลูกเกษตรผสมผสานหลายชนิด โดยเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ปีที่แล้วเพื่อหลบพิษโควิด 19 

จะพบว่าโรคภัยโควิด 19 ได้ทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมาทำเกษตรผสมผสาน และทุกคนพูดเหมือนกันว่า อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่ให้คำนึงถึงการพอกิน พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น จนก้าวไปสู่การพอแบ่งปันและพอจำหน่าย ความสุขคือการมีสติอยู่กับสวนตั้งแต่เช้ายันกลางคืน 

โควิดอาจจะนำวิกฤติมาสู่คนบางกลุ่ม แต่คนที่ไม่กลุ้มคือกลุ่มคนที่อยู่ตามเรือกสวนไร่นา ค้นหาสติ สมาธิ และความสุขอยู่ในพื้นที่โคกหนองนากับครอบครัว โควิดจึงเป็นโอกาสให้คนเหล่านี้ได้อยู่กับธรรมชาติ ได้ตรึกรู้คุณค่าแท้ของชีวิตในรูปแบบที่ตัวเองเลือก ให้ธรรมชาติได้เยียวยาร่างกายและจิตใจด้วยความร่มเย็นเป็นสุข


ก่อนหน้านี้พระมหาหรรษา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว"Hansa Dhammahaso" ความว่า 
 
#สันติภาพลงดินสันติภาพกินได้
#โคกหนองนาและเกษตรผสมผสาน
#เพื่อความมั่นคงทางอาหารในยุคโควิด

นำชาวบ้านและชุมชนที่สนใจโครงการพัฒนาโคกหนองนา และธนาคารน้ำ เข้ารับการศึกษาและดูงาน ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติสุรินทร์ โดยมี #หลวงพ่อสังคม ธนปัญโญ ทำหน้าที่ถอดบทเรียน และสรุปแนวทางในการเข้าสู่โครงการโคกหนองนาและธนาคารน้ำ 

เป็นที่น่าสนใจว่า ชาวบ้านจำนวนมากแจ้งความประสงค์ที่จะเข้าสู่โครงการดังกล่าว โดยจัดเตรียมที่นาตั้ง 1 ไร่ ถึง 20 ไร่ สำหรับรองรับการออกแบบ และขุดพื้นที่ปรับให้เป็นโคกสำหรับปลูกต้นไม้และพืชผัก หนองน้ำสำหรับเลี้ยงปลา และนาสำหรับปลูกข้าวอินทรีย์

สิ่งที่ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายการทำงานอย่างมากคือ ทุนทรัพย์สำหรับการขุดและปรับพื้นที่โคกหนองนาและธนาคารน้ำ สำหรับคนที่เข้าสู่โครงการที่รัฐสนับสนุนอาจจะไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับคนทั่วไปที่สนใจ อาจจะต้องคิดหนักเรื่องทุน ซึ่งขณะนี้ กำลังปรึกษากับทีมงานเพื่อหาทางออกดังกล่าว 

ทำแบบคนจนจะไม่มีวันจน ถ้าคนจนทำแบบคนรวยจะยิ่งจนเป็นหนี้เป็นต่อไป จึงต้องเริ่มแบบการขุดมือทีละเล็กน้อย โดยเริ่มจากการขุดคลองใส่ไก้ก่อน แล้วค่อยๆ เอามื้อหรือลงแขกขุดสระ หรือจะใช้วิธีขุดสระเพื่อแลกดิน อันเป็นการทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ขั้นสุดท้ายอาจจะต้องหาแหล่งทุนเข้ามาสนับสนุนการขุดหรืออาจจะลงมือหาเอกชนเข้ามาสนับสนุน

สิ่งที่จะได้ตามมาคือ การพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการได้ผืนป่า ที่เกิดจากการปลูกในพื้นที่โคกหนองนาแบบหลุมพอเพียงโดยมีต้นกล้วยเป็นแม่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงให้ต้นไม้ที่ปลูกรอบต้นกล้วยได้เจริญเติบโต เป็นปอดสร้าง Oxygen แก่ชุมชนและสังคมต่อไป

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2564

"มจร"โล่งอก !! ผลตรวจโควิด-19 ไร้คนติด พร้อมวางมาตรการเข้มงวด


 

"รองอธิการบดี" กิจการนิสิต ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจนิสิตในหอพัก ชื่นชมนิสิตและเจ้าหน้าที่ช่วยงานและปฏิบัติตามนโยบายของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี

วันที่ 6 มกราคม 2564  พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ได้เปิดเผยเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิดที่มีบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าไปใกล้ชิดกับพระภิกษุที่ติดโควิดในงานมงคลสมรสที่จังหวัดอุดรธานีว่า  หมดห่วงทุกคนที่ไปร่วมงานผลตรวจออกมาแล้วทุกคนปลอดภัย ไม่มีใครติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็น ดร.กรกกต ชาบัณฑิต   ซึ่งเป็นเจ้าบ่าวและเป็นเจ้าหน้าที่ของ มจร หรืออาจารย์ที่ไปร่วมงานอย่าง ผศ.ดร.สุริยา รักษาเมือง  ,น.ส.ชญานุช สามัญ   ดังนี้เป็นต้น ทุกคนปลอดเชื้อหมด..  ขณะที่ผู้บริหารของ มจร ที่ไปร่วมงานอย่าง ดร.สุรพล สุระพรม, ดร.กิตติศักดิ์ สุขเหลือง ตอนนี้ทำงานที่บ้าน กักตัวอยู่กับบ้าน และทุกคนก็ปลอดภัยดีทุกรูป ทุกคน


นอกจากนี้พระเมธีธรรมาจารย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความจริงเรื่องนี้มหาวิทยาลัยได้วางมาตรการไว้อย่างเข้มงวดตั้งแต่เกิดเรื่องใหม่ ๆ คราวแรกแล้ว ยิ่งตอนรับปริญญาเรายิ่งเข้มข้น เหตุการณ์ที่เป็นข่าวและตื่นตระหนกในคราวนี้ มาจากบุคคลภายนอกที่ท่านแวะมาที่ มจร ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ซึ่งตอนที่ท่านแวะเข้ามา มาก็ยังไม่ได้สัมผัสกับเจ้าอาวาสละหารที่ติดโควิด  ท่านสัมผัสจริง ๆ คือ ในวันที่ 28 ธันวาคม แต่ท่านแวะมา มจร ในวันที่ 24 ธันวาคม   

"ตอนนี้ พระราชปริยัติกวี ท่านอธิการบดี ได้สั่งการผ่าน  พระเทพปวรเมธี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ในฐานะประธานกรรมการศูนย์ควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ให้วางมาตรการ สะแกนคนเข้าออก คนอยู่ภายใน และคนนอกที่จะเข้ามา มีระบบป้องกันอย่างดียิ่ง ตอนนี้รถรับส่งนิสิตหยุดหมด ระบบการเรียนการสอนใช้ออนไลน์ทั้งหมด ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค.." พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าว






ทางด้าน  ผศ.ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า  สิ่งที่น่าห่วงตอนนี้ คือ ในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีหอพักนิสิตและคณาจารย์ที่เป็นพระภิกษุพักอาศัยอยู่จำนวนหลายร้อยรูปคน  มีการเลี้ยงภัตตาหารทุกวัน ทั้งเช้าและเพล กำลังประสบปัญหา  เพราะเจ้าภาพไม่กล้าที่จะเข้ามาถวายภัตตาหาร จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ให้มาร่วมกันถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุ -สามเณร ทั้งของไทยและนานาชาติ ได้ทุกวัน ที่ อาคารหอฉัน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เบอร์โทรศัพท์  035-248000 ต่อ 8129,  061-951-5459..


 

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 5 ม.ค. พระเทพเวที,รศ.ดร.(พล อาภากโร ป.ธ.9) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มจร ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และนิสิตจิตอาสาที่ช่วยคัดกรองดูแลเพื่อนนิสิตในหอพักพร้อมตรวจเยี่ยมสำนักงานกองกิจการนิสิตA300ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดเชื่อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) การนี้พระเดชพระคุณได้ย้ำให้นิสิตและเจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพและป้องกันตัวเองให้ดีและปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด ชื่นชมนิสิตและเจ้าหน้าที่ช่วยงานและปฏิบัติตามนโยบายของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างดี พร้อมอวยพรให้ทุกคนปลอดภัย


 

"ส.ป.ก."หนุนปลูกป่าด้วยไม้เศรษฐกิจหลังปลดล็อค



ส.ป.ก. ส่งเสริมปลูกไม้เศรษฐกิจหลังปลดล็อคไม้หวงห้ามในเขตปฏิรูปที่ดินขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว (green economy) เพิ่มรายได้เกษตรกร 

วันที่ 6 มกราคม 2564 นายวิวิรรธน์ สงประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (สพท.) สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว (green economy) ในการสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้เกษตรกรและเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส.ป.ก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจโดยเฉพาะไม้หวงห้ามและสิทธิประโยชน์ของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร

อย่างไรก็ตามในอดีตที่ผ่านมา อุปสรรคสำคัญในการส่งเสริมการปลูกไม้มีค่า คือ ข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดไม้หวงห้าม ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 6 มีสาระสำคัญกำหนดไม้หวงห้ามไว้ 2 ประเภท ดังนี้ 1) ประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา ได้แก่ ไม้ซึ่งการทำไม้จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือได้รับสัมปทานตามความในพระราชบัญญัติ ประกอบด้วยไม้จำนวน 158 ชนิด เช่น ไม้สัก ไม้ยาง ไม้พะยูง ไม้กระพี้เขาควาย และไม้ชิงชัน เป็นต้น และ 2) ประเภท ข. ไม้หวงห้ามพิเศษ ได้แก่ไม้หายากหรือไม้ที่ควรสงวนซึ่งไม่อนุญาติให้ทำไม้ เว้นแต่รัฐมนตรีจะได้อนุญาตในกรณีพิเศษ ประกอบด้วยไม้จำนวน 13 ชนิด เช่น กระเบา มะแข่น จันทน์หอม ตีนเป็ดแดง และกำยาน เป็นต้น

โดยเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2562 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พ.ร.บ.ป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2562 ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ในมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับบที่ 106/2557 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 7 ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม”

กล่าวคือเป็นการปลดล็อคไม้หวงห้ามในที่ดิน 2 ประเภท คือ 1) หนังสือกรรมสิทธิ์ ได้แก่ โฉนดที่ดิน โฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่า “ได้ทำประโยชน์แล้ว” และ 2) หนังสือแสดงสิทธิครอบครองในที่ดิน ได้แก่ แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ใบจอง (น.ส.2 และ น.ส.2 ก.) แบบหมายเลข 3 (ที่ออกหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ) หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 น.ส.3 ก. และ น.ส.3 ข.)

ต่อมามีประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดที่ดินที่ได้รับอนุญาต ให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิเพื่อให้ไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่เป็นไม้หวงห้าม พ.ศ. 2563 ประกาศ ณ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563 มีสาระสำคัญตาม ข้อ 2 ให้ที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ ในเขตปฏิรูปที่ดินตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประเภทหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ตามแบบ ส.ป.ก.4-01 ส.ป.ก.4-01 ก ส.ป.ก.4-01 ข ส.ป.ก.4-01 ค และ ส.ป.ก.4-01 ช เป็นที่ดินซึ่งไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นไม้หวงห้าม

การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวส่งผลหลายประการ ได้แก่ 1) การตัดหรือโค่นไม้ ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 2) การแปรรูปไม้ที่ตัดหรือโค่น ในที่ดินดังกล่าวไม่ต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ เว้นแต่ กรณีใช้เลื่อยวงเดือน ต้องขออนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ 3) การมีไม้แปรรูปหรือไม้ท่อนไว้ในครอบครอง ไม่ต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ 4) การเคลื่อนย้ายไม้ สำหรับที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน สามารถนำไม้เคลื่อนที่ได้ทั่วราชอาณาจักร โดยไม่ต้องขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และไม่ต้องแจ้งผ่านด่านป่าไม้ เว้นแต่ที่ดิน ส.ป.ก. ผ่านด่านป่าไม้ต้องเสียค่าธรรมเนียมและขอออกใบเบิกทาง และ 5) การตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ยังคงต้องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ ซึ่งการปลดล็อคไม้หวงห้ามยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาปลูกไม้เพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างรายได้และเป็นมรดกให้กับครอบครัวในอนาคต อีกทั้งช่วยแก้ไขปัญหาการบุกรุกและลักลอบตัดไม้

 

"เกษตรฯ"เชิงรุกแก้pm2.5แล้ว! หนุนไถกลบผลิตปุ๋ยอินทรีย์


วันที่ 6 มกราคม 2564 นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ปัญหาหมอกและควันจากการเกิดไฟป่าและการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรก่อให้เกิดผลกระทบกับสุขภาพของประชาชน ดินเสื่อมโทรม รวมทั้งยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศเป็นอย่างมากและมีแนวโน้มที่จะเกิดเป็นปัญหาซ้ำซาก  ซึ่งจะเห็นได้จากสถิติในระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 มีพื้นที่เผาไหม้ใน 9 จังหวัดภาคเหนือ รวมทั้งสิ้น 9,483 จุด  มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือ PM 10 ในอากาศเกินค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศ ซึ่งเกิดจากการเผาตอซังและเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตรเพื่อเตรียมแปลงปลูกพืชในฤดูถัดไป ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศของโลก ส่งผลต่อการเกิดภาวะโลกร้อน และทำให้พื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตรเสื่อมโทรมจากการสูญเสียอินทรียวัตถุธาตุอาหารในดิน โครงสร้างดินถูกทำลายความชื้นในดินลดลงและความหลากหลายทางชีวภาพในดินลดลง ทำลายห่วงโซ่อาหารในดิน  

ที้งนี้กรมพัฒนาที่ดิน จึงได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมการไถกลบและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดปัญหาหมอกและควันไฟ” ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 – เดือนกันยายน 2564 เพื่อบรรเทาและแก้ปัญหาเร่งด่วนที่จะเกิดขึ้น โดยการส่งเสริมการไถกลบเศษวัสดุแก่เกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้การไม่เผาในพื้นที่  พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนลดการเผาเศษใบไม้ เศษหญ้า วัชพืช ไม่จุดไฟเผาป่า สร้างแรงจูงใจในการทำปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานให้เกษตรกรไว้ใช้เอง โดยการนำเศษวัสดุ จากพื้นที่การเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด เป็นต้น  มาผลิตปุ๋ยหมักซึ่งจะลดปัญหาการเผาเศษวัสดุ ได้ทางหนึ่ง  ทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่วัสดุเหล่านั้นในรูปของปุ๋ยอินทรีย์และช่วยเพิ่มศักยภาพสมบัติปรับปรุงอินทรียวัตถุให้แก่ดินด้วย โดยในปีงบประมาณ 2564 กรมพัฒนาที่ดินดำเนินการ ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก คือกิจกรรมการไถกลบพื้นที่ประมาณ 60,000 ไร่ และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ3,500 ตัน ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง และตาก ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องและตำบลต้นแบบที่จะแสดงให้เห็นถึงผลของมาตรการในการไถกลบเศษวัสดุทางการเกษตร เพื่อลดและแก้ปัญหาหมอกควัน  และรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดิน รักษาสิ่งแวดล้อม พัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมในพื้นที่  อีกทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทาง

สำหรับการดำเนินงานโครงการไถกลบและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อป้องกันหมอกและควันไฟ จะแนะนำให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ให้ความร่วมมือในการใช้วิธีไถกลบตอซังแทนการเผาทำลายทิ้ง นำเศษวัสดุเหลือใช้ในไร่นามาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงบำรุงดิน เช่น ถ้าไม่เผาเลยจะช่วยลดปัญหาหมอกควันได้อย่างดี ไม่เป็นการทำลายโครงสร้างและลดความหลากหลายทางชีวภาพของดิน ซึ่งการไถกลบตอซังข้าว ข้าวโพด ซังอ้อย และตอซังพืชต่างๆ ในพื้นที่ 1 ไร่ จะเป็นการเพิ่มธาตุอาหารลงดิน ได้แก่ ธาตุไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) คิดเป็น มูลค่าประมาณ 900 บาท/ไร่ จะทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้

กรมพัฒนาที่ดิน ขอความร่วมมือจากประชาชนให้เลิกพฤติกรรมการเผาเศษไม้ ใบไม้ เศษหญ้า วัชพืชในพื้นที่โล่งเตียน และไม่จุดไฟเผาป่า พร้อมทั้งให้การสนับสนุนเกษตรกรในการทำปุ๋ยหมักคุณภาพสูง สูตรพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกษตรกรนำใช้ในพื้นที่ปลูกข้าว ข้าวโพด และอ้อย พื้นที่เป้าหมาย 100,000 ไร่ ทั้งนี้เพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่จะบริหารจัดการเศษวัสดุตามหลักวิชาการในพื้นที่ของตนเอง และให้ปรับเปลี่ยนความคิดตลอดจนวิธีการทำเกษตรกรรมจากเดิมที่เป็นการเผาทำลายทิ้ง ให้เป็นการใช้วิธีไถกลบแทน โดยนำมาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ เป็นการทำเองใช้เองเพื่อช่วยลดต้นทุนในการปรับปรุงบำรุงดินให้มีคุณภาพที่ดี ที่สำคัญยังช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำเพื่อความยั่งยืนได้เป็นอย่างดี


   

"เจิมศักดิ์"แนะอ่านบทความโควิด-19 เพื่อให้ปชช.รู้จักโรคให้ดีขึ้น

 


 วันที่ 6 มกราคม 2564 นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานคณะกรรมการนโยบาย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แนะนำความรู้โควิด-19 เพื่อให้ประชาชนรู้จักและรับมือกับการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่กำลังกระจายเป็นวงกว้างอยู่ในขณะนี้ โดยระบุว่า ตามคำขอ ฉบับแปลเป็นไทยในบทความล่าสุดว่าด้วย Covid-19 ขอบคุณผู้แปลครับ


นี่คือข้อมูล COVID ที่มีประโยชน์มากจากเอกสารข้อมูลของโรงพยาบาลจอห์นฮอปกินส์ที่เกี่ยวข้องกับ Coronavirus 19

          

เป็นข้อมูลที่ดีมากและดูเหมือนจะเป็นรุ่นล่าสุดของการจัดการปัญหาทางการแพทย์ส่วนบุคคล และควรค่าแก่เวลาในการศึกษาข้อมูลที่ให้ไว้สำหรับการดูแลส่วนบุคคลของคุณให้อยู่อย่างปลอดภัย


สิ่งนี้ทำให้เข้าใจวิธีการป้องกัน Covid-19 มากขึ้น:


          * ไวรัสนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เป็นโมเลกุลของโปรตีน (RNA หรือ DNA) ที่ปกคลุมด้วยชั้นป้องกันของไขมัน (lapid) ซึ่งเมื่อดูดซึมโดยเซลล์ของเยื่อตา เยื่อจมูก หรือเยื่อบุกระพุ้งแก้มในปาก มันจะเปลี่ยนรหัสพันธุกรรม (กลายพันธุ์) และแปลงเป็นตัวรุกและเพิ่มพูนเป็นทวีคูณ ทำลายเนื้อเยื่อปอด ทำลายปอดของเรา

          * ไวรัสตัวนี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นโมเลกุลของโปรตีน จึงไม่สามารถฆ่าได้ แต่ทำลายได้

          * มันต้องสลายไปเอง เมื่อเกิดการแตกตัว โดยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความชื้น และประเภทของวัสดุที่มันเกาะอยู่

          * ไวรัสมีความเปราะบางมาก สิ่งเดียวที่ปกป้องมันคือชั้นไขมันชั้นนอกบาง ๆ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมสบู่หรือผงซักฟอกจึงเป็นอาวุธที่ดีที่สุด โฟมสบู่จะทำลายชั้นไขมัน (นั่นคือเหตุผลที่คุณต้องล้างมือเป็นเวลา 20 วินาทีขึ้นไปเพื่อให้เกิดฟองจำนวนมาก) โดยการละลายชั้นไขมันโมเลกุลของโปรตีนจะกระจายตัวและแตกตัว

          

* HEAT ความร้อนละลายไขมัน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องใช้น้ำที่สูงกว่า 77 Cในการล้างมือ ซักผ้า และทำความสะอาดพื้นผิว นอกจากนี้น้ำร้อนทำให้เกิดฟองมากขึ้น จึงทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

          * แอลกอฮอล์หรือส่วนผสมใด ๆ ที่มีแอลกอฮอล์มากกว่า 65% จะช่วยขจัดไขมันทั้งหมดโดยเฉพาะชั้นไขมันภายนอกของไวรัส

          * สารละลายใด ๆ ที่มีสารฟอกขาว 1 ส่วนและน้ำ 5 ส่วนจะละลายโปรตีนโดยตรง เป็นการทำลายตัวไวรัสลงจากด้านในของตัวมัน

          * น้ำที่เติมออกซิเจนจะเพิ่มประสิทธิภาพของสบู่ แอลกอฮอล์และคลอรีน เนื่องจากเปอร์ออกไซด์จะละลายโปรตีนของไวรัส อย่างไรก็ตามการใช้สารในรูปแบบที่บริสุทธิ์ จะระคายเคืองทำลายผิวของเราได้

          * ไม่ใช้ยาต้านแบคทีเรียหรือสารต้านอนุมูลอิสระใด ๆ เนื่องจากไวรัสไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเช่นแบคทีเรีย แอนติบอดีไม่สามารถฆ่าสิ่งที่ไม่มีชีวิตได้

          * โมเลกุลของไวรัสยังคงเสถียรมากที่อุณหภูมิที่เย็นกว่ารวมถึงเครื่องปรับอากาศในบ้านและในรถยนต์ นอกจากนี้ ยังต้องการความชื้นและความมืดเพื่อให้ให้มีสภาพคงอยู่ได้

          ดังนั้นสภาพแวดล้อมที่ลดความชื้น แห้ง อบอุ่น และสว่าง จะทำให้ไวรัสย่อยสลายได้เร็วขึ้น

          * แสงยูวีบนวัตถุใด ๆ ที่อาจมีไวรัสจะช่วยทำลายโปรตีน แต่ควรระวังคอลลาเจน (ซึ่งก็คือโปรตีน)ในผิวหนังของเราจะถูกทำลายไปด้วย

          * ไวรัสไม่สามารถผ่านเข้าผิวหนังที่แข็งแรงได้

          * น้ำส้มสายชูไม่มีประโยชน์ เพราะไม่ได้สลายไขมันชั้นป้องกัน

          * ไม่มีวิสกี้ เครื่องดองของเมา หรือวอดก้าทำลายมันได้ วอดก้าที่แรงที่สุดคือแอลกอฮอล์ 40% เท่านั้นและคุณต้องมีอย่างน้อย 65%

          

* LISTERINE มีแอลกอฮอล์ 65%

          * ยิ่งพื้นที่จำกัดมากเท่าไหร่ความเข้มข้นของไวรัสก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น หากยิ่งเปิดโล่งหรือระบายอากาศได้ตามธรรมชาติ ก็ยิ่งน้อยลง

          * ต้องล้างมือก่อนและหลังสัมผัสพื้นผิวที่ใช้บ่อยเช่นเยื่อบุ (บริเวณปาก) อาหาร ล็อคลูกบิด สวิตช์รีโมทโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา คอมพิวเตอร์โต๊ะทำงาน ฯลฯ … และอย่าลืมเมื่อใช้ห้องน้ำ

          * ต้องทำความสะอาดมือด้วยการฟอกล้างบ่อยๆ มือที่แห้งมีรอยแตก โมเลกุลของเชื้อสามารถซ่อนอยู่ในรอยแตกขนาดเล็ก ควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ยิ่งมากยิ่งดี

          * ตัดเล็บของคุณให้สั้นลงด้วยเพื่อไม่ให้ไวรัสซ่อนอยู่ที่นั่น

          ตอนนี้สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมบางส่วน: Bonnie Henry เป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำบริติชโคลัมเบียซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกในตำแหน่งนี้ เธอยังเป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย เธอมีพื้นฐานความรู้ด้านระบาดวิทยาและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและเวชศาสตร์ป้องกัน เธอยังมาจาก PEI (เกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ด)


          ภูมิปัญญาของดร. บอนนี่เฮนรี่

          1. เราอาจต้องอยู่กับ COVID-19 เป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี อย่าปฏิเสธหรือตื่นตระหนก อย่าทำให้ชีวิตของเราไร้ประโยชน์ มาเรียนรู้ที่จะอยู่กับข้อเท็จจริงนี้กันเถอะ

          2. คุณไม่สามารถทำลายไวรัส COVID-19 ที่เจาะผนังเซลล์ได้โดยการดื่มน้ำร้อน 1 แกลลอน คุณจะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น

          3. การล้างมือและรักษาระยะห่างทางกายภาพสองเมตรเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันของคุณ

          4. หากคุณไม่มีผู้ป่วย COVID-19 ที่บ้านก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าเชื้อพื้นผิวที่บ้านของคุณ

          5. ตู้สินค้า ปั๊มน้ำมัน รถเข็นและตู้เอทีเอ็มไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ หากล้างมือให้ใช้ชีวิตตามปกติ

          6. โควิด -19 ไม่ใช่การติดเชื้อในอาหาร มันอยู่ในหยดน้ำลาย น้ำมูก ที่ไอ จาม ออกมา droplets จึงติดเชื้อ เช่น ‘ไข้หวัดใหญ่’ ไม่มีความเสี่ยงที่แสดงให้เห็นว่า COVID-19 ติดต่อทางอาหาร

          7. คุณสามารถสูญเสียความรู้สึกในการดมกลิ่นด้วยอาการแพ้และการติดเชื้อไวรัสจำนวนมาก นี่เป็นเพียงอาการไม่เฉพาะเจาะจงของ COVID-19

          8. เมื่ออยู่บ้านคุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเร่งด่วนแล้วไปอาบน้ำ! ความบริสุทธิ์เป็นคุณธรรม ความหวาดระแวงไม่ใช่!

          9. ไวรัส COVID-19 ไม่ค้างอยู่ในอากาศเป็นเวลานาน นี่คือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่ต้องสัมผัสใกล้ชิด – no airborne!!!

          10. อากาศสะอาดในที่โล่ง เช่น สวนสาธารณะ (เพียงแค่รักษาระยะป้องกันทางกายภาพของคุณ)

          11. ควรใช้สบู่ธรรมดาเพื่อป้องกันไวรัสโควิด -19 ไม่ใช่สบู่ต้านเชื้อแบคทีเรีย นี่คือไวรัสไม่ใช่แบคทีเรีย

          12. คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการสั่งอาหารของคุณ แต่คุณสามารถอุ่นทั้งหมดในไมโครเวฟได้หากต้องการ

          13. โอกาสที่จะนำ COVID-19 กลับบ้านพร้อมรองเท้าก็เหมือนกับการถูกฟ้าผ่า 2 ครั้งในหนึ่งวัน ฉันทำงานกับไวรัสมา 20 ปี – การติดเชื้อไม่แพร่กระจายแบบนั้น!

          14. คุณไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ด้วยน้ำส้มสายชู น้ำอ้อย หรือน้ำขิง! สิ่งเหล่านี้มีไว้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่การรักษา

          15. การสวมหน้ากากอนามัยเป็นเวลานานจะรบกวนการหายใจและระดับออกซิเจนของคุณ สวมใส่ในฝูงชนเท่านั้น

          16. การสวมถุงมือก็เป็นความคิดที่ไม่ดีเช่นกัน ไวรัสสามารถสะสมเข้าไปในถุงมือและแพร่เชื้อได้ง่ายหากคุณสัมผัสใบหน้า ควรล้างมือเป็นประจำให้เป็นนิสัย

          ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงโดยการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดเชื้อเสมอ แม้ว่าคุณจะกินอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน แต่โปรดออกจากบ้านไปที่สวนสาธารณะ / ชายหาดเป็นประจำ ภูมิคุ้มกันจะเพิ่มขึ้นตามการสัมผัสกับผู้ป่วย ไม่ใช่จากการนั่งอยู่บ้านและบริโภคอาหารทอด / เผ็ด / หวานและเครื่องดื่มเติมอากาศ

          ฉลาดและรับทราบข้อมูล!

          ใช้ชีวิตอย่างมีเหตุผลและเต็มที่

          อย่าตื่นตระหนก แต่ให้ตระหนัก สงบนิ่ง และรักษาตนให้ปลอดภัย!


 

"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...