วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567

วิจัยด้านการ พัฒนากุ้งขาวแวนาไม 2 สายพันธุ์ใหม่ "เพชรดา 1” โตดี และ “ศรีดา 1”



 กรมประมง จับมือ สวก. ร่วมพัฒนางานวิจัยด้านการ พัฒนากุ้งขาวแวนาไม 2 สายพันธุ์ใหม่ "เพชรดา 1” โตดี และ “ศรีดา 1” ต้านโรคสร้างทางเลือกและเพิ่มขีดความสามารถในการเพาะเลี้ยงให้เกษตรกร

เมื่อวันที่  2 มกราคม 2567    นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมประมง จับมือ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมศึกษาวิจัยการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมให้มีคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์จนประสบความสำเร็จ 2 สายพันธุ์ใหม่ ล่าสุด! "เพชรดา 1" (เพ็ด-ชะ-ดา-หนึ่ง) เจริญเติบโตดี และ “ศรีดา 1” ต้านทานโรค EMS-AHPND  เพื่อสร้างทางเลือกให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลได้ใช้ประโยชน์ทดแทนการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน เพื่อขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมั่นคง

  ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้ ดำเนินการโครงการศึกษาวิจัยเรื่อง “การสร้างประชากรพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวปลอดโรคและโตดีเพื่อการเพาะเลี้ยงในประเทศไทยและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” เพื่อพัฒนาสายพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมให้มีคุณภาพด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ โดยการคัดเลือกร่วมกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้เครื่องหมายพันธุกรรมโมเลกุล ซึ่งได้แก่ เครื่องหมายสนิป และไมโครแซทเทลไลท์ จนประสบผลสำเร็จ และได้กุ้งขาวแวนนาไม 2 สายพันธุ์ใหม่ คือ "เพชรดา 1 " ซึ่งมีลักษณะเด่นด้านการเจริญเติบโตดี และ “ศรีดา 1” มีลักษณะเด่นในด้านการต้านทานโรค EMS-AHPND  



ขณะที่นายคงภพ อำพลศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง เปิดเผยถึงรายละเอียดการศึกษาวิจัยครั้งนี้ว่า ได้นำประชากรกุ้งขาวแวนนาไมมาจาก 4 แหล่ง คือ SIS, Guam, Kona Bay และสายพันธุ์ในประเทศไทย โดยประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมด้วยการใช้เครื่องหมายดีเอ็นเอไมโครแซทเทลไลท์ จำนวน 8 ตำแหน่ง และตรวจสอบการปลอดจากเชื้อก่อโรค 8 โรค คือ โรคตัวแดงดวงขาว (WSSV) โรคทอร่าซินโดรม (TSV)  โรคหัวเหลือง (YHV) โรคแคระแกร็น (IHHNV) โรคกล้ามเนื้อขาวหรือกล้ามเนื้อตาย (IMNV) โรคไวรอลโคเวร์ทมอร์ทาลิตี้ (CMNV) โรคอีเอชพี (EHP) และโรคเอเอชพีเอ็นดี (AHPND) หรือโรคตายด่วน (EMS-AHPND) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus ในการปรับปรุงพันธุ์ดำเนินการเลี้ยงกุ้งภายใต้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ศึกษาเปรียบเทียบการเจริญเติบโต ควบคู่ไปกับการตรวจวิเคราะห์เปรียบเทียบความหลากหลายทางพันธุกรรมระหว่างประชากรโดยใช้เครื่องหมายไมโครแซทเทลไลท์ ซึ่งผลการศึกษาปรากฎว่าประชากรกุ้งขาวที่รวบรวมจากแหล่งภายในประเทศเหมาะสมที่สุดสำหรับนำมาใช้เป็นประชากรพื้นฐาน  (base population) ในกระบวนการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ เพื่อสร้างประชากรพ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงและใช้ประโยชน์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

 หลังจากนั้น จึงดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ด้วยวิธีการคัดเลือก (selective breeding) จำนวน 6 รอบคัดเลือก หรือ 6 รุ่น/ชั่วอายุ (generations) โดยเป็นการดำเนินการบนพื้นฐานวิธีแบบมาตรฐานเดิม (conventional) ร่วมกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้เครื่องหมายโมเลกุล (molecular markers) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และความแม่นยำในกระบวนการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ จนสามารถพัฒนาสายพันธุ์ได้ประชากรพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวปลอดโรค 2 สายพันธุ์  คือ "เพชรดา 1 " และ “ศรีดา 1”  

  โดย ผลการศึกษาพบว่า สายพันธุ์โตดี "เพชรดา 1 " ซึ่งทำการปรับปรุงพันธุ์และดำรงรักษาสายพันธุ์ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี จากผลการเลี้ยงทดสอบการเจริญเติบโตในบ่อผ้าใบภายนอกอาคาร และการเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ภายในอาคารปรับปรุงพันธุ์ พบว่า การเลี้ยงกุ้งสายพันธุ์ "เพชรดา 1 " ทั้ง 2 แบบ แสดงการเจริญเติบโตสูงขึ้นจากรุ่น P0 ถึงรุ่น F6 การทดสอบการเจริญเติบโตโดยการเลี้ยงเปรียบเทียบกับพันธุ์กุ้งจากแหล่งอื่น ทั้งในฟาร์มเกษตรกรและในศูนย์ฯ พบว่า สายพันธุ์โตดี "เพชรดา 1 " มีค่าเฉลี่ยการเจริญเติบโตสูงกว่าพันธุ์กุ้งแหล่งอื่นที่นำมาเปรียบเทียบ และจากการเลี้ยงกุ้งรุ่น F6 ในบ่อผ้าใบความจุ 25 ลูกบาศก์เมตร พบว่า ผลการเจริญเติบโตกุ้งมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.46 กรัม/วัน น้ำหนักเฉลี่ย 43.76 กรัม/ตัว และมีอัตรารอดตายเฉลี่ย 91%  

ส่วนสายพันธุ์ต้านโรค EMS-AHPND “ศรีดา 1” ทำการปรับปรุงพันธุ์และดำรงรักษาสายพันธุ์ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำนครศรีธรรมราช จากผลการทดสอบความต้านทานเชื้อก่อโรค EMS-AHPND พบว่า ค่าเฉลี่ยอัตรารอดตาย จาก 37.51±12.24% ในรุ่น P0 เพิ่มสูงขึ้นเป็น 63.59±33.36% ในรุ่น F6 โดยผลการทดสอบความต้านทานเชื้อก่อโรค EMS-AHPND ในรุ่น F4, F5 และ F6 เปรียบเทียบกับกุ้งจากแหล่งพันธุ์อื่น พบว่า กุ้งทุกรุ่นมีอัตรารอดตายเฉลี่ยไม่แตกต่างกับทุกแหล่งพันธุ์ที่นำมาเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบกุ้งสายพันธุ์ต้านโรค EMS-AHPND “ศรีดา 1” ในรุ่น F6 ได้แสดงถึงความสามารถในการต้านเชื้อก่อโรค EMS-AHPND ของกุ้งกลุ่มคัดเลือกรุ่นล่าสุดว่ามีเพิ่มสูงขึ้นมากกว่ากุ้งกลุ่มควบคุมในรุ่นเดียวกันและกุ้งจากแหล่งพันธุ์เอกชนบางแหล่ง

 


วธ.เผยผลงานมิติวัฒนธรรมพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง-การมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ 50 ชุมชนกว่าแสนคน



 ปัตตานีผู้เข้าร่วมมีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุขในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 60.82

เมื่อวันที่  2 มกราคม 2567   นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้รับรายงานว่า เนื่องจากความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ รัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้นำกิจกรรม โครงการต่างๆในมิติวัฒนธรรมเพื่อสร้างความเข็มแข็ง พัฒนา แก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างยั่งยืน สำหรับการดำเนินงานโครงการพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็งและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 (ต.ค. 2565 - ก.ย. 2566) นั้นได้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) อย่างเป็นรูปธรรม สามารถบูรณาการทุกภาคส่วนสร้างความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม ความยั่งยืนให้กับพื้นที่ทุกระดับ ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดการรับรู้ เข้าใจ และยอมรับการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งเอื้อต่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่ออีกว่า สำหรับผลการดำเนินกิจกรรม โครงการสำคัญๆ เช่น กิจกรรมเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธิวาส อาทิ จัดทำองค์ความรู้ อนุรักษ์ และพัฒนาแหล่งเรียนรู้  ขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์เมืองนราธิวาส จัดแสดงเรื่องความจงรักภักดีของชาวนราธิวาสที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย วิถีชีวิต ภาษาวรรณกรรม ห้องศิลปะการแสดงและดนตรีพื้นบ้าน เป็นต้น มีคนร่วม 16,951 คน และผ่านสื่อออนไลน์ 22,610 คน กิจกรรมส่งเสริมค่านิยม ความจงรักภักดีให้เด็กและเยาวชน 14 แห่ง 25 ชุมชน กิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม 25 ชุมชน การจัดกิจกรรมสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรมคนแหลงเจ๊ะเห เนื่องในการจัดงานฉลองอายุวัฒมงคลครบ 85 ปี ของพระเทพศีลวิสุทธิ์ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 18 ในวันที่ 6 มกราคม 2566

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี อาทิ กิจกรรมตามรอยเส้นทางอา-รมย์-ดี พัฒนาแหล่งศิลปวัฒนธรรม เพื่อการเรียนรู้ทางวัฒนธรรม (ถนนอาเนาะรู - ปัตตานีรมย์ - ฤาดี) ผ่านอำนาจละมุน (Soft Power) สร้างความรู้ ความเข้าใจไปจนถึงการอนุรักษ์และส่งต่อศิลปวัฒนธรรมไปยังคนรุ่นต่อไป ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ สร้างงาน สร้างรายได้ พบว่า ผู้เข้าร่วมได้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างมีความสุขในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 60.82 ,นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมโขนเยาวชนชายแดนใต้ ยังสถานศึกษา จำนวน 10 แห่งเข้าร่วมกิจกรรมเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติและมีโอกาสนำมิติทางวัฒนธรรมสร้างความสมานฉันท์ ตลอดจนร่วมสืบสานงานศิลป์ให้คงอยู่คู่แผ่นดิน การอบรมอัลกุรอาน อบรมกีรออาตี สอนทำอาชีพ กีฬา บรรยายธรรม

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยะลา อาทิ กิจกรรมบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้ และกิจกรรมเสวนา 3 ศาสนา หัวข้อ “พหุวัฒนธรรมนำสันติสุข” การศึกษาเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ตามรอยพ่อและโครงการฟาร์ม กิจกรรมโครงการพัฒนาสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข็มแข็งและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน กิจกรรมจิตอาสา/กิจกรรมทางศาสนา /กิจกรรมสืบสานประเพณีวัฒนธรรม ประกวดทดสอบการอ่านคัมภีร์อัลกุรอ่านและการท่องจำอัลกุรอานระดับอาเซียน การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ทางภูมิปัญญา อาหารพื้นถิ่น การออกร้านจำหน่ายสินค้า

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา อาทิ จัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ การแสดงทางวัฒนธรรม การสาธิตภูมิปัญญามีเด็กเยาวชน นักเรียน/นักศึกษา จากสถานศึกษาในพื้นที่เป้าหมาย กิจกรรมสืบสานวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประชุมติดตาม ระดมความคิด ปัญหาอุปสรรค และการแก้ปัญหาของชุมชน ภายใต้แผนบูรณาการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กิจกรรมจิตอาสา กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการผลิตภัณฑ์จากผ้าพื้นถิ่น กิจกรรมประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์จากผ้า (กระเป๋าผ้าปาเต๊ะและกระเป๋าดาวผ้าปาเต๊ะ)

ทั้งนี้ ทาง วธ.ได้มีการติดตามและประเมินผลกิจกรรม โครงการต่างๆ เป็นระยะ รวมไปถึงมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรขับเคลื่อนงานส่งเสริมพหุวัฒนธรรมบุคลากรในพื้นที่ได้รับการพัฒนาทักษะในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรม จำนวน 37 คน (อำเภอละ 1 คน) เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของ วธ. ในการนำมิติทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สนับสนุนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยวันที่ 1 ตุลาคม 2565 – 30 กันยายน 2566 วธ. ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยนำมิติทางศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สนับสนุนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ในพื้นที่ชุมชนเป้าหมาย จำนวน 50 ชุมชน และประชาชนกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบทอดศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขบนความหลากหลายทางวัฒนธรรม จำนวน 125,247 คน


สสส.-สคอ.นำทีมสื่อฯ-ผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่สืบย้อนหาสาเหตุอุบัติเหตุใหญ่เทศกาลปีใหม่ 2567



เมื่อวันที่  2 มกราคม 2567   นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สคอ.ได้ดำเนินการรณรงค์สื่อสารประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความตระหนักขับขี่ปลอดภัยแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องตามนโยบายศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) โดยเน้นข้อความรณรงค์ “ ดื่มไม่ขับ ยิ่งดื่มนาน สมองยิ่งเสี่ยง” เทศกาลปีใหม่ 2567 ช่วง 7 วันอันตรายระหว่างวันที่ 29 ธ.ค.6 - 4 ม.ค.67 ได้วางแผนร่วมมือกับสื่อมวลชนทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อเป็นหน่วยวิเคราะห์เคลื่อนที่เร็ว เจาะลึกกรณีอุบัติเหตุในพื้นที่ โดยใช้รูปแบบการวิเคราะห์ Haddon Matrix เพื่อให้ทราบถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งเรื่องรถ คน ถนน และสิ่งแวดล้อม พร้อมประสานหน่วย 



ปฏิบัติการในระดับพื้นที่รวบรวมรายละเอียด และจัดทำเป็นประเด็นข่าว ผลิตคลิปวิดีโอ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทางให้ทันต่อเหตุการณ์  พร้อมนำทีมผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่จังหวัดเกิดอุบัติเหตุใหญ่ โดยใช้ข้อมูลตัวเลขการรายงานสรุปผลประจำวันของ ศปถ. เป็นข้อมูลหลักในการกำหนดจังหวัดหรือพื้นที่ 

นายพรหมมินทร์ กล่าวว่า สำหรับการลงพื้นที่ครั้งนี้ สคอ.และคณะทำงาน มุ่งหวังรวบรวมข้อมูล ปัญหา  เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุเชิงลึก รวมถึงค้นหาปัจจัยเสี่ยงเริ่มต้นของอุบัติเหตุที่แท้จริง เช่น ดื่มแล้วขับและเกิดอุบัติเหตุ  ควรจะย้อนดูว่า มีการดื่มมาจากที่ไหน ซื้อจากร้านใด  หรือดื่มติดต่อกันมานานแล้วกี่วันจึงมาขับรถจนเกิดอุบัติเหตุ โดยข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้ ทาง สคอ.และคณะทำงาน จะนำสรุปผลเสนอแก่ที่ประชุม เพื่อให้กำหนดเป็นมาตรการ หรือข้อสั่งการไปยังผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เฝ้าระวังป้องกันอย่างเข้มข้น รวมถึงจัดการความเสี่ยงได้อย่างตรงจุด และรวดเร็ว ลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต  นอกจากนี้ได้เก็บข้อมูลผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญ นำมาผลิตเป็นคลิปวิดีโอ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ ความตระหนักถึงผลกระทบและ ความสูญเสีย โดยมุ่งหวังให้การใช้รถใช้ถนนในประเทศไทย มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 

 


โฆษกรัฐบาลเผย เริ่มแล้ว “พักหนี้-ปลดหนี้ SMEs” โดย บสย. ลงทะเบียน 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไป



เมื่อวันที่  2 มกราคม 2567 นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการแก้ปัญหาหนี้ทั้งระบบอย่างจริงจังและให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วนั้น ล่าสุดในส่วนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยคณะกรรมการ บสย. ได้มีมติอนุมัติดำเนินโครงการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ตามที่ บสย. เสนอ รวม 2 โครงการ คือ 

1. มาตรการพักหนี้ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ระยะเวลาดำเนินโครงการ 18 เดือน เริ่ม 1 ม.ค. 2567 - 30 มิ.ย. 2568) ตามเงื่อนไข ดังนี้

- เป็นลูกหนี้ SMEs รหัส 21 (รหัสสถานะบัญชี 21 สำหรับลูกหนี้ค้างชำระเกิน 90 วันจากผลกระทบโควิด 2019 หรือ NPL) (ณ 31 ธันวาคม 2566) ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ที่มีวงเงินสัญญาไม่เกิน 10 ล้านบาท

- เป็นลูกหนี้ บสย. ที่เข้าร่วมโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และเข้าร่วม มาตรการ “บสย.พร้อมช่วย” และปฏิบัติตามเงื่อนไขเป็นระยะเวลา 3 เดือน สามารถพักชำระค่างวด 1 ปี (ไม่เกิน มิ.ย. 2568)

- ภายหลังครบกำหนดพักชำระหนี้ ให้ชำระค่างวดตามแผนปรับโครงสร้างหนี้เดิม

- คาดว่าจะสามารถช่วยลูกหนี้เข้าร่วมโครงการและกลับเข้าสู่ระบบได้ประมาณ 64,000 ราย โดยระยะเวลาการพักชำระหนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการยื่นความจำนงของลูกหนี้ (ระยะเวลารวม 18 เดือน และต้องผ่อนชำระต่อเนื่อง 3 เดือน)

- เปิดลงทะเบียน 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ผ่านช่องทาง Line Official Account @tcgfirst  และสำนักงานเขต บสย. ทั่วประเทศ

2. ต่อยอดมาตรการ 3 สี “ปลดหนี้” มาตรการสีฟ้า ลดเงินต้น 15% (ระยะเวลา 1 มกราคม – 30 มิถุนายน 2567)

- สำหรับลูกหนี้ บสย. ที่เข้าร่วมโครงการ “บสย. พร้อมช่วย” ปรับโครงสร้างหนี้ บสย. เข้ามาตรการ 3 สี ในกลุ่มสีเขียว และเข้ามาตรการสีฟ้า (มาตรการ 3 สี ม่วง เหลือง เขียว )

- เป็นลูกหนี้ บสย. กลุ่มสีเขียว ที่มีประวัติการชำระดีต่อเนื่อง 3 เดือนและต้องการ “ปลดหนี้” บสย. ช่วยลูกหนี้ ตัวเบายิ่งขึ้น บสย. ลดเงินต้น 15% โดยต้องปลดหนี้ ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติ

โครงการต่อยอดมาตรการสีฟ้า ปลดหนี้ ลดเงินต้น 15% (ม่วง เหลือง เขียว และ ฟ้า) เป็นโครงการเพิ่มเติมต่อจากมาตรการ 3 สี สำหรับลูกหนี้ กลุ่มสีเขียว ผ่อนดี 3 งวดต่อเนื่องที่ต้องการปลดหนี้ โดยสามารถยื่นความประสงค์ขอเข้ามาตรการสีฟ้า ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป ระยะเวลาดำเนินโครงการ 6 เดือน สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2567 คาดว่าจะช่วยลูกหนี้ กลุ่มไมโคร หรือรายย่อย กลับเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น คาดว่าจะช่วยแก้หนี้ ปลดหนี้ ได้ประมาณ 5,000 ราย

“ลูกหนี้ที่ต้องการขอรับคำปรึกษาเรื่องแก้หนี้ ปลดหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาฟรี ได้ที่ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs หรือ บสย. F.A.Center  หรือลงทะเบียนขอรับคำปรึกษาฟรี ที่ Line Official Account @tcgfirst” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

"เศรษฐา" เผยข่าวดี "จีน" ยกเลิกวีซ่าถาวร ให้คนไทยเข้าประเทศ ดีเดย์ 1 มี.ค.นี้



นายกฯ มอบนโยบายและสั่งการในที่ประชุม ครม. พอใจภาพรวมอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ลดลง สั่งการ ก.คมนาคม ปรับปรุงอาคารชานชาลาหมอชิต 2 ยกระดับการให้บริการ ตั้งเป้าให้เป็นรูปธรรมช่วงสงกรานต์

เมื่อวันที่  2 มกราคม 2567นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า จากกรณีที่รัฐบาลยกเว้นวีซ่าให้กับคนจีนเข้ามาในประเทศไทย ถึง 29 ก.พ.2567 ตนได้เรียนมาตลอดเวลาว่า นโยบายรัฐบาลนี้จะยกระดับความภาคภูมิใจ ของพาสสปอร์ตไทย จริวๆ แฃ้วถ้าจะให้ดีก็ต้องเป็นการยกเลิกเรื่องของการขอวีซ่าทั้ง 2 ประเทศ โดยเมื่อเดือนกว่าที่ผ่านมา ประเทศจีนมีการยกเว้นการเข้าประเทศเขาให้กับ 5ประเทศ แต่ไม่มีประเทศไทยอยู่ แต่ก็เป็นการชั่วคราว

”แต่เหตุผลจริงๆ ผมก็ไม่อยากจะพูดตอนนั้น เพราะว่าเรากำลังคุยกันอยู่ ที่จะยกถาวร ซึ่งวันนี้ก็เป็นข่าวดี ว่าเขาจะมีการยกถาวร เริ่มต้นวันที่ 1มี.ค.นี้ แสดงว่าไปกลับทั้ง2ประเทศ ไม่ต้องมีวีซ่าซึ่งกันและกัน“ นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า อันนี้ก็เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ ก็มีการชี้แจงไปที่กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประชาสัมพันธ์ ขณะนี้เราพร้อมแล้วจะเปิดประเทศ และดูแลนักท่องเที่ยวให้ดีด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี

พอใจภาพรวมอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ลดลง

ทั้งนี้เมื่อเวลา 08.30 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบนโยบายและข้อสั่งการต่อคณะรัฐมนตรี ว่า

เนื่องในโอกาส ปีใหม่ 2567 ขอถือโอกาส สวัสดีปีใหม่คณะรัฐมนตรีทุกท่านอีกครั้ง หวังว่าทุกท่านจะได้มีโอกาสใช้เวลาช่วงวันหยุดพักผ่อนกับครอบครัว เพื่อจะได้มีกำลังกาย กำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเรา ตลอดปีใหม่นี้ครับ ผมขอให้คณะรัฐมนตรีทุกท่าน ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานเนื่องในโอกาสปีใหม่มาเป็นแนวทางในการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสืบสาน รักษา ต่อยอด วัฒนธรรมอันดีงามของประเทศเราในทุก ๆ ด้าน ให้เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ว่า  จากรายงานข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2567 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และความร่วมมือของหน่วยงานภาคีเครือข่าย ทราบว่า ภาพรวมการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ณ วันที่ 1 ม.ค. 67 ลดลงจากปีที่ผ่านมาอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ผู้เสียชีวิต ลดลงจาก 218 ราย เหลือ 128 ราย ในปีนี้ ต้องขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ช่วยกันดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกประชาชนบนเส้นทางสายหลักและสายรอง การป้องปรามผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ การเตรียมความพร้อมการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ รวมถึงการประชาสัมพันธ์ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงจุดเกิดเหตุและรับส่งผู้ประสบเหตุได้อย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ ยังมีประชาชนบางส่วนเดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานคร ทำให้เส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัดยังมีปริมาณรถหนาแน่น จึงขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ให้ความดูแล ความปลอดภัยทางถนนให้กับประชาชนที่ยังอยู่ระหว่างเดินทางกลับด้วย และผมหวังว่าในปีต่อไป ทุกหน่วยงานจะช่วยกันเพื่อให้ภาพรวมการเกิดอุบัติเหตุลดลงได้ มากกว่านี้อีก

ส่วนกรณีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในการบริหารจัดการของบริษัท ขนส่ง จากัด (บขส.) ในพื้นที่การให้บริการของสถานีขนส่งผู้โดยสารหมอชิต 2 ว่าไม่เรียบร้อย ไม่มีความปลอดภัยพื้นฐานให้กับประชาชน นั้น นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากการรายงานของกระทรวงคมนาคมได้รับทราบว่า บขส. ได้มีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ดูแลความปลอดภัยของประชาชนบริเวณสถานีขนส่ง มีการตรวจสอบพนักงานขับรถและสภาพรถโดยสารให้มีความพร้อมในการให้บริการผู้โดยสารและอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนอย่างต่อเนื่อง และสามารถให้บริการประชาชนได้ตามปกติในช่วงปีใหม่ อย่างไรก็ตาม ขอให้กระทรวงคมนาคมพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานอาคารชานชาลา และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อยกระดับคุณภาพการให้บริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไปด้วย โดยให้ตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมในช่วงสงกรานต์นี้ และขอเชิญชวนรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องร่วมกันยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการขนส่งและเดินทางกลับภูมิลำเนาของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ทั้งนี้ ให้ทีมโฆษก เตรียมการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบล่วงหน้า เพื่อให้สามารถวางแผนการเดินทางได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อไปถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ 5 จังหวัด (สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส)  ว่า ขณะนี้ภาพรวมสถานการณ์ระดับน้ำลดลง การระบายน้ำเป็นไปได้ด้วยดี ใกล้เข้าสู่ภาวะปกติเกือบทุกพื้นที่แล้ว โดยระยะต่อไปจะเป็นการซ่อมแซม ฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย จึงขอให้ ศอ.บต. เป็นศูนย์กลางในการประสานงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (อาชีวะ) กระทรวงยุติธรรม (กรมราชทัณฑ์ โดยกลุ่มนักโทษชั้นดี) กระทรวงกลาโหม (ทหารพัฒนา) เพื่อช่วยกันระดมกำลังคน อุปกรณ์ เครื่องมือ ในการซ่อมแซมและดูแลบ้านเรือนของประชาชนให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตำมปกติโดยเร็วที่สุด

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงมาตรการ easy e-Receipt ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 ไปจนถึงวันที่ 15 ก.พ. 2567 เป็นหนึ่งในมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศในช่วงต้นปี 2567 ของรัฐบาล จึงขอให้กรมประชาสัมพันธ์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบถึงรายละเอียด/ระยะเวลาในการดำเนินมาตรการ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยตามวัตถุประสงค์ของมาตรการดังกล่าวด้วย 

ในส่วนของการเพิ่มวันทำการประมงให้กับเรือประมง 1,200 ลำ เข้าสู่ระบบและพร้อมออกทำประมง เพื่อแก้ไขปัญหาการประมงของไทย นายกรัฐมนตรีกล่าวขอขอบคุณคณะกรรมการประมง ที่มี รองภูมิธรรมฯ เป็นประธาน และกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ที่ได้เร่งแก้กฎหมายลูก 20 ฉบับ รวมทั้งได้ดำเนินการลงทะเบียน เพื่อเพิ่มวันทำการประมงให้แล้วเสร็จก่อนถึงปีใหม่ ส่งผลให้กลุ่มเรือประมงดังกล่าวสามารถออกทำการประมงได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ช่วยให้เกิดการสร้างงานให้กับชาวประมงประมาณ 20,000 คน และสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศ กว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงเกษตรฯ มอบให้กับชาวประมงด้วย และมีผลต่อเนื่องกับห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจอื่นตามมาอีกมาก

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงสถานการณ์แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ขอให้กระทรวงการต่างประเทศ ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนภัยให้กับคนไทยที่อยู่ในญี่ปุ่นเป็นระยะ เพื่อให้เตรียมพร้อมอพยพจากพื้นที่ได้ทันท่วงที ซึ่งเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ระบบแจ้งเตือนภัยมีความสำคัญที่สุด เพื่อให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ได้รับรู้ และสำมารถเตรียมความพร้อมรับมือต่อสถานการณ์ได้ โดยในส่วนของประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลฯ ได้มีการลงทุนและติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยไว้แล้ว ขอให้กระทรวงดิจิทัลฯ ทดสอบและซักซ้อมการใช้ระบบดังกล่าวให้มีความพร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันภัยและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย


"ภูมิธรรม" สั่ง "สนค." ศึกษาเศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร เพื่อยกระดับและเพิ่มรายได้เกษตรกรไทย



เมื่อวันที่  2 มกราคม 2567 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาปากท้องของคนไทย โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร จึงมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ติดตามและศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจครัวเรือนภาคเกษตร เพื่อยกระดับและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563 – 2565) รายได้ครัวเรือนเกษตรของไทยเติบโตอย่างอ่อนแรง เนื่องจากภาวะหนี้สินของเกษตรกรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาที่จะต้องเร่งเครื่องยกระดับและเพิ่มรายได้เกษตรกร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และพลิกวงการการเกษตรไทยในอนาคต 



สนค. ได้ศึกษาสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเกษตรไทย พบว่า ในปี 2565 ไทยมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) 17,370,240 ล้านบาท เป็น GDP จากภาคเกษตร 1,531,120 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 8.81 ของ GDP รวมของประเทศ ขณะที่ ประเทศไทยใช้พื้นที่ทำการเกษตร 149.75 ล้านไร่ (มีพื้นที่ชลประทาน 34.88 ล้านไร่ หรือร้อยละ 23.29 ของพื้นที่ทำการเกษตร) โดยพื้นที่ทำการเกษตรมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 46.69 ของพื้นที่ทั้งประเทศ และมีแรงงานภาคเกษตรจำนวน 11.63 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.31 ของจำนวนแรงงานทั้งหมด แต่เกษตรกรไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีอายุเฉลี่ยที่ 58.46 ปี



ปัจจุบันพื้นที่ทำการเกษตรของไทย ใช้ทำนาข้าวมากที่สุด มีจำนวน 65.41 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 43.68 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งประเทศ รองลงมา คือ สวนผลไม้และไม้ยืนต้น (39.38 ล้านไร่) พืชไร่ (30.89 ล้านไร่) สวนผัก ไม้ดอก และไม้ประดับ (1.1 ล้านไร่) และใช้ประโยชน์อื่น ๆ (12.96 ล้านไร่) สำหรับด้านต้นทุนปัจจัยการผลิตในภาคเกษตร มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2565 มีมูลค่าการนำเข้า 128,625 ล้านบาท โดยเป็นการนำเข้าปุ๋ยเคมีถึง 103,205 ล้านบาท (ร้อยละ 80.24 ของมูลค่าการนำเข้าปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรทั้งหมด) และมูลค่านำเข้าปุ๋ยเคมีในช่วง 3 ปี (ปี 2563 – 2565) เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 49.23 ต่อปี 

เมื่อเจาะลึกสถานการณ์เศรษฐกิจครัวเรือนเกษตร พบว่าในช่วง 3 ปี รายได้ที่ครัวเรือนได้รับจากกิจกรรมทางการเกษตร ขยายตัวเล็กน้อย (ร้อยละ 3.81 ต่อปี) เมื่อเทียบกับรายจ่ายที่มีการขยายตัวสูงกว่า (ร้อยละ 6.30 ต่อปี) เช่นเดียวกับภาวะหนี้สินที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง (ร้อยละ 1.45 ต่อปี) ส่วนเงินสดคงเหลือก่อนการชำระหนี้ (รายได้หักรายจ่าย) และทรัพย์สินหดตัวลง (ร้อยละ 0.25 และ 8.19 ต่อปี ตามลำดับ) ขณะที่ เมื่อเปรียบเทียบปี 2565 กับปี 2564 พบว่ารายได้ที่ครัวเรือนได้รับจากกิจกรรมทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 10.28 และภาวะหนี้สินของเกษตรกรก็ขยายตัวเช่นกันที่ร้อยละ 3.49 ซึ่งเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปี ขณะที่เงินสดคงเหลือก่อนการชำระหนี้และทรัพย์สินของเกษตรกรยังคงหดตัวร้อยละ 2.52 และ 36.11 ตามลำดับ และหดตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปี 



สถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรภายในประเทศ ในช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม – พฤศจิกายน) ของปี 2566 พบว่า สินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ลำไย เงาะโรงเรียน กระเทียม หอมหัวใหญ่ ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และปลาดุก เนื่องจากความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน 

ทุเรียนหมอนทอง มังคุด สุกร กุ้งขาวแวนนาไม และปลานิล เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก และประสบปัญหาการลักลอบนำเข้าสุกรผิดกฎหมาย 

ขณะที่ ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทย ปี 2565 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร มีมูลค่ารวม 49,532.32 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,715,153.55 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.23 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของไทย โดยเป็นการส่งออกสินค้าเกษตรกรรม 26,739.15 ล้านเหรีญสหรัฐ (925,993.61 ล้านบาท) และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร 22,793.17 ล้านเหรีญสหรัฐ (789,159.94 ล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53.98 และ 46.02 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตร ตามลำดับ

สำหรับในช่วง 11 เดือนแรก (มกราคม – พฤศจิกายน) ของปี 2566 ไทยส่งออกสินค้าเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการเกษตรเป็นมูลค่า 45,717.37 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,573,144.56 ล้านบาท) หดตัวร้อยละ 0.47 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สินค้าเกษตรกรรมที่ส่งออกเป็นมูลค่าสูงสุด ได้แก่ ผลไม้ (228,176.93 ล้านบาท) ข้าว (159,550.25 ล้านบาท) และผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง (120,902.23 ล้านบาท) สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตรที่ส่งออกสูงสุด ได้แก่ น้ำตาลทราย (113,798.00 ล้านบาท) อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป (110,089.79 ล้านบาท) และอาหารสัตว์เลี้ยง (77,181.00 ล้านบาท) สำหรับการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทย สินค้าที่มีมูลค่าการนำเข้าสูงสุด ได้แก่ ถั่วเหลือง (66,623.86 ล้านบาท) กากน้ำมัน (ออยล์เค๊ก) (59,672.18 ล้านบาท) และข้าวสาลีและข้าวเมสลิน (42,754.25 ล้านบาท) 

จากที่กล่าวมาข้างต้น สะท้อนถึงปัญหา อุปสรรค และความท้าทายในภาคเกษตรไทย ในประเด็นหลัก ๆ ได้แก่ ภาคเกษตรไทยมีผลิตภาพต่ำ แรงงานภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงและอายุเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ปัญหาการบริหารจัดการน้ำเรื้อรัง ต้นทุนการผลิตสูงและต้องพึ่งพาการนำเข้าปัจจัยการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรมีข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนสินค้า ปัญหาขาดความรู้ด้านการแปรรูปและการเก็บรักษาสินค้าเกษตร และปัญหาด้านการค้าและการตลาด (อาทิ การพึ่งพาตลาดหลักเพียงไม่กี่ประเทศ สินค้าเกษตรส่งออกขาดความหลากหลาย และส่วนใหญ่ไทยส่งออกสินค้าเกษตรขั้นต้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย) ตลอดจนปัญหามาตรการและอุปสรรคทางการค้าของประเทศคู่ค้า 

สำหรับแนวทางการยกระดับและเพิ่มรายได้เกษตรกร มีข้อเสนอ 16 แนวทาง ประกอบด้วยแนวทาง “7 สร้าง 3 กระตุ้น 6 พัฒนา” ดังนี้

“7 สร้าง” ได้แก่ (1) สร้างโครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความหลากหลาย และเป็นที่ต้องการของตลาด 

(2) สร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการผลิต (3) สร้างโครงสร้างพื้นฐานการจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ (4) สร้างปัจจัยการผลิตภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้า เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ (5) สร้างความเข้มแข็งแก่สหกรณ์การเกษตร เป็นตัวแทนรวบรวมผลผลิตของสมาชิกจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ และสหกรณฯ สามารถของบประมาณภาครัฐซื้อเครื่องจักร/ เทคโนโลยีการเกษตรเพื่อใชในกลุม (6) สร้างหลักประกันความมั่นคงทางรายได้ เช่น ส่งเสริมการประกันภัยพืชผลทางการเกษตรและระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม และ (7) สร้างการเชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตรสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

“3 กระตุ้น” ได้แก่ (1) กระตุ้นงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาด้านการเกษตร ทั้งด้านพันธุ์พืชและวิธีการผลิต (2) กระตุ้นการลงทุนในภาคการเกษตร และ (3) กระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

“6 พัฒนา” ได้แก่ (1) พัฒนาศักยภาพเกษตรกรและชุมชนเกษตรกร อาทิ การทำเกษตรอัจฉริยะและเกษตรคาร์บอนต่ำ (2) พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการภาคการเกษตร เตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร สู่การค้าออนไลน์ และกฎระเบียบทางการค้าสินค้า (3) พัฒนาการตลาดและประชาสัมพันธ์ อาทิ ตลาดชุมชน ตลาดออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอรสินคาเกษตร (4) พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตรและการแปรรูป 

(5) พัฒนาฐานข้อมูลด้านเกษตร ที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร เพื่อใช้ในการวางแผนการผลิตและการตลาด และ (6) พัฒนาระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และคลังสินค้าเกษตร 

จากการศึกษาของ สนค. เห็นว่ารายได้ภาคการเกษตรที่เติบโตแบบอ่อนแรงนี้ มีส่วนทำให้ครัวเรือนเกษตรมีภาระหนี้สินสูงขึ้น ดังนั้น ภาคเกษตรของไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอกหลายด้าน โดยเฉพาะการปรับตัวของเกษตรกรต้นน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเกษตรไทยสามารถเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจการค้ารูปแบบใหม่ได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้มีการแต่งตั้ง “คณะอนุกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเพื่อการพาณิชย์” ซึ่งเป็น 1 ใน 9 คณะอนุกรรมการที่ดูแลลงลึกในแต่ละภารกิจ ภายใต้คณะกรรมการบูรณาการนโยบายเชิงรุกกระทรวงพาณิชย์


"เจ้าอาวาสเด่นเหม้า"ลำพูน เขียน "ส.ค.ส." ปริศนาธรรมปีใหม่ 2567 เตือนสติ "นักการเมือง-พระสงฆ์"

 


เมื่อวันที่  1 มกราคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  พระฐาปนพงศ์ (ขุนเดช) พรมสวัสดิ์ อายุ 45 ปี เจ้าอาวาสวัดเด่นเหม้า ต.แม่ลาน อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้เขียนส.ค.ส. ปริศนาธรรม โพสต์เฟซบุ๊กขุนเดช  พรมสวัสดิ์ สวัสดีปีใหม่ 2567 ความว่า “สวัสดีปีใหม่ 2567 ยินดีต้อนรับทุกท่าน กินงบ รบช้า หาจังหวะ ลีลาเยอะ ใจไม่ถึง พึ่งลำบาก หาตัวยาก แต่อยากเป็น” นอกจากนี้ยังขึ้นป้ายขนาด 1.5 เมตร คูณ 2.5 เมตร ติดไว้ด้านหน้ากุฎิวัด 

พระฐาปนพงศ์ เจ้าอาวาสวัดเด่นเหม้า เปิดเผยว่า ป้ายไวนิล ส.ค.ส. แผ่นนี้ ได้สั่งทำมาเพื่อนำมาติดหน้ากุฎิ พร้อมเขียนข้อความสวัสดีปีใหม่ เพื่ออวยพรลูกศิษย์และคณะศรัทธา ที่ใช้เวลาช่วงวันหยุดยาว ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เข้าวัดทำบุญ แทนที่จะดื่มฉลอง เมาแล้วขับ สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น

ส่วนข้อความที่อยู่ด้านล่างสุดของแผ่น ส.ค.ส. ระบุว่า กินงบ รบช้า หาจังหวะ ลีลาเยอะ ใจไม่ถึง พึ่งลำบาก หาตัวยาก แต่อยากเป็น พระฐาปนพงศ์ บอกว่า ข้อความนี้ ทางวัดอยากจะเตือนสติลูกศิษย์ ที่มีทั้งข้าราชการ และนักการเมือง หรือแม้แต่พระสงฆ์เอง ที่ปัจจุบัน มักจะได้ยินเรื่องเงินทอนวัด ที่เป็นข่าวบ่อยครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงนักการเมือง สส., สจ. ในพื้นที่ ตอนชาวบ้านเดือดร้อนไปขอพึ่งพิงก็จะหาตัวยาก แม้แต่ชาวบ้านที่ไปติดต่อราชการ ที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังรวมถึงงบประมาณต่างๆ ที่รัฐได้จัดสรรลงพื้นที่ แต่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐตัดทอนลงไป ทำให้งานที่ออกมาไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

“ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ทุกองค์กร มีการทุจริต เกิดขึ้นจำนวนมาก จึงได้เขียนคำขวัญนี้ขึ้นมา เพื่อเตือนสติทั้งชาวบ้าน พระสงฆ์ หน่วยงาน และองค์กรต่างๆ ในส่วนลูกศิษย์ลูกหา ที่ได้เข้ามากราบพระขอพรในวัด มีทั้งข้อราชการนักการเมืองและรัฐมนตรี บางครั้งมีโอกาสได้สนทนาธรรม ก็จะให้แง่คิดว่าให้เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง และต้องเป็นที่พึ่งและช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้” เจ้าอาวาสวัดเด่นเหม้า ระบุ

"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...