วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2563

“เฉลิมชัย”มุ่งตลาดฮาลาล 48 ล้านล้าน เล็งกลุ่มประเทศมุสลิม 2 พันล้านคน

 


“เฉลิมชัย”มุ่งตลาดฮาลาล 48 ล้านล้าน เล็งกลุ่มประเทศมุสลิม 2 พันล้านคน ประกาศ 1 วิสัยทัศน์ 5 นโยบายฮาลาล วางเป้าไทยผู้นำอาหารและผลผลิตเกษตรมาตรฐานฮาลาล      

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” นายสมศักดิ์ เมดาน รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร. ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวที่กระทรวงเกษตรฯ วันนี้ (16 ธ.ค) ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการวางนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยในการเป็นประเทศผู้นำในการผลิตและส่งออกสินค้าอาหารและผลผลิตเกษตรมาตรฐานฮาลาลสู่ตลาดเป้าหมายใหม่กลุ่มประเทศมุสลิม 2,000 ล้านคน และผู้บริโภคสินค้าฮาลาลที่ไม่ใช่มุสลิมทั่วโลก โดยในปี 2020 ตลาดอาหารและเครื่องดื่มฮาลาลทั่วโลก มีมูลค่า 1,533,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (48,004,350 ล้านบาท) และประเมินว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,285,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 71,545,354 ล้านบาท) ในปี 2026 และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% คิดเป็นมูลค่าเพิ่มปีละ 560 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (16.8 ล้านล้านบาท)

ดังนั้น ในการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ครั้งที่ 7/2563 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคมนี้ จึงได้เห็นชอบวิสัยทัศน์และนโยบายการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลเกษตรมาตรฐานฮาลาล ซึ่งเสนอโดยคณะอนุกรรมการจัดทำวิสัยทัศน์และนโยบายฮาลาลที่มี รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน เป็นประธานเพื่อเป็นเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐานฮาลาลสำหรับประเทศไทยต่อไป

ขณะที่รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าวว่า การจัดทําวิสัยทัศน์และนโยบายการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” สอดคล้องกับแผนระดับชาติซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีแผนที่สําคัญ 3 แผน ประกอบด้วย 1) แผนยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 2) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐ และ 3) แผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560 – 2564 

ทั้งนี้ ได้กำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นําในการพัฒนา ผลิต และส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล สู่ตลาดโลกด้วยมาตรฐานฮาลาลไทย โดยใช้หลักศาสนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในปี 2570 โดยมีแนวทางการส่งเสริมการค้าผลผลิตการเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาล 5 นโยบาย ดังนี้ 1. นโยบายเพิ่มศักยภาพหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาล 2. นโยบายยกระดับความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรและอาหาร 3. นโยบายเสริมสร้างองค์ความรู้ในการผลิตและการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงผู้บริโภค 4. นโยบายเพิ่มศักยภาพทางตลาดและโลจิสติกส์ 5. นโยบายยกระดับความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแนวทางสำคัญๆ เช่น การจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Halal Hub) การจัดตั้งสถาบันฮาลาล(Halal Academy) การพัฒนาฐานข้อมูลฮาลาล (Thailand Halal Big Data) และการส่งเสริมฐานข้อมูลวัตถุดิบฮาลาล (H Number) รวมทั้งระบบศูนย์ข้อมูลกลางการแลกเปลี่ยนทรัพยากรอิเล็คทรอนิกส์ด้านฮาลาล (System Protocol for Halal Electronic Resources Exchange หรือ SPHERE)

“ศูนย์วิทยาศาสตร์ ฮาลาล จุฬาลงกรณ์ มหา วิทยาลัย พัฒนางานทางด้านการตรวจวิเคราะห์นิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 13 4,509 การวิเคราะห์ และได้พัฒนา ระบบ H-Number ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความสามารถ ด้านการแข่งขัน ของผลิตภัณฑ์ฮาลาลไทย” รศ.ดร.วินัย กล่าว         

รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร ผู้อำนวยการสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มาตรฐานฮาลาลของไทย มีความสอดคล้องต้องกันและเป็นที่ยอมรับของมาตรฐานฮาลาลโลก การกำหนดวิสัยทัศน์และนโยบายฮาลาลในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยเป็นเป้าหมาย และโรดแม็ปสำหรับการพัฒนาสินค้ามาตรฐานฮาลาลสู่ตลาดโลก

ด้านนายสมศักดิ์ เมดาน รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มาตรฐานฮาลาลไทย “ตามหลักการอิสลาม โดยองค์กรศาสนา ด้วยมาตรฐานสากล” วันนี้ เรามีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองฮาลาลมากกว่าแสนห้าหมื่นรายการ ถือว่ามากที่สุดในโลก เครื่องหมายรับรองฮาลาลไทยเป็นเครื่องหมายรับรองฮาลาลเครื่องหมายแรกของโลก ระบบการตรวจรับรองฮาลาลไทยก็ดีไม่แพ้ชาติใดในโลก อีกทั้งมาตรฐานฮาลาลไทยใช้หลักการศาสนาอิสลามเป็นหลักในการกำหนดมาตรฐานตรวจรับรองและใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการตรวจรับรองในกรณีที่มีความจำเป็น เช่นการตรวจส่วนผสมที่มีแอลกอฮอล์หรือ DNA ของสัตว์ ประเทศไทยเรามีเครื่องหมายรับรองเครื่องหมายเดียว และมาตรฐานเดียวกัน จึงเป็นที่มาของการยอมรับของนานาประเทศทั่วโลก ภูมิใจในความเป็นมุสลิมไทย ที่ได้มีส่วนช่วยเหลือทุกภาคส่วนในเรื่องของฮาลาล

 สำหรับรายละเอียดของ 5 นโยบายและแนวทางต่างๆ มีดังนี้

1. นโยบายเพิ่มศักยภาพหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาล มุ่งเน้นสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการดําเนินกิจการของหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาล ตามแนวทางศาสนารับรองและวิทยาศาสตร์รองรับ ตลอดกระบวนการรับรองมาตรฐานฮาลาล รวมถึงการเจรจาการค้าระหว่างประเทศในประเด็นมาตรฐานฮาลาลไทย เพื่อเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนและอํานวยความสะดวกให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SMEs ในการผลิตและการค้าสินค้าเกษตร และอาหาร มาตรฐานฮาลาล โดยดําเนินการ 7 แนวทางดังนี้ 1.1 เพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการหน่วยงานรับรองฮาลาลในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้อง 1.2 เพิ่มขีดความสามารถด้านบุคลากรของหน่วยงานรับรองฮาลาล 1.3 เพิ่มประสิทธิภาพด้านฐานข้อมูล Thailand Halal Big Data 1.4 เพิ่มขีดความสามารถเครือข่ายหน่วยตรวจรับรองฮาลาล 1.5 เชื่อมโยงและบูรณาการทํางานของหน่วยงานต่างๆ และปรับระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพทันต่อสถานการณ์ 1.6 เพิ่มจํานวนห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจสอบวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากการปนเปื้อนที่ต้องห้ามตามหลักศาสนบัญญัติ 1.7 ศึกษาและติดตามกฎระเบียบข้อบังคับ กติกาการนําเข้า-ส่งออกของประเทศคู่ค้า เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน และประสานความร่วมมือกันหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อลดข้อกีดกันทางการค้า

2. นโยบายยกระดับความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับสินค้าเกษตรและอาหาร ด้วยหลักศาสนา มาตรฐาน ฮาลาลไทย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มุ่งเน้นส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SMEs ให้ใช้ ประโยชน์พื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งมีความได้เปรียบในเรื่องสภาพพื้นที่และภูมิอากาศที่เหมาะสมทางการเกษตร และการผลิตอาหาร โดยนําหลักศาสนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ตลอดจนการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และอาหารมาตรฐานฮาลาล ซึ่งประกอบด้วย 5 แนวทางการพัฒนา ดังนี้ 2.1 สนับสนุนและส่งเสริมผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ให้ผลิตสินค้าที่ได้รับการรับรองเครื่องหมายฮาลาลเพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาลทั้งในและต่างประเทศ 

2.2 นําหลักศาสนา มาตรฐานฮาลาลไทย วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพ มีมาตรฐานความปลอดภัย 2.3 สนับสนุนและส่งเสริมการนําฐานข้อมูลวัตถุดิบฮาลาล (H Number) รวมทั้งระบบศูนย์ข้อมูลกลางการแลกเปลี่ยนทรัพยากรอิเล็คทรอนิกส์ด้านฮาลาล (System Protocol for Halal Electronic Resources Exchange หรือ SPHERE) เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดฮาลาลภูมิภาค IMT-GT GMS และอาเซียน 2.4 เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการรับรองฮาลาลของประเทศไทย (Thailand Halal Big Data ) และแอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับฮาลาล ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยสํานักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อประโยชน์ของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค ประชาชน ผู้ใช้บริการทั่วไปและประเทศ 2.5 บริหารจัดการพื้นที่ทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับการผลิตให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยการใช้หลักศาสนามาตรฐานฮาลาลไทย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต

3. นโยบายเสริมสร้างองค์ความรู้ในการผลิตและการบริหารจัดการตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงผู้บริโภค มุ่งพัฒนาเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SMEs ให้ได้รับความรู้ในการผลิต ที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารจัดการที่ดี และกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามหลักมาตรฐานฮาลาล ตลอดจนการนําความรู้ไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพ โดยดําเนินการ 3 แนวทาง ดังนี้ 3.1 เร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งความรู้และทักษะเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต และขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาล ตั้งแต่เกษตรกร สถาบัน เกษตรกร ผู้ประกอบการ ภาครัฐ และเอกชน และเร่งผลักดันให้เกิดการจัดตั้ง Halal Academy 3.2 เพิ่มช่องทางการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีข้อมูลข่าวสาร สินค้าเกษตรและอาหารฮาลาล สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง 3.3 ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้เรียนรู้และเข้าใจในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์ของพระราชา และน้อมนําไปเป็นแนวปฏิบัติในการประกอบอาชีพเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน  

4. นโยบายเพิ่มศักยภาพทางตลาดและโลจิสติกส์ มุ่งเน้นให้เกิดการขยายตัวของสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาลของไทยทั้งภายในประเทศ และการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นชาวมุสลิมและไม่ใช่ชาวมุสลิมเพิ่มมากขึ้น โดยใช้ศักยภาพเรื่องความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของอาหารฮาลาล และเครื่องหมายฮาลาลของไทย ตลอดจนการเป็นประเทศที่มีที่ตั้งเป็นศูนย์กลางทางการค้าของภูมิภาคอาเซียน โดยดําเนินการ 4 แนวทางดังนี้ 4.1 ขยายการค้าสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาลไทยไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่ไม่ใช่ชาวมุสลิมเพิ่มมากขึ้น โดยยังคงเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าชาวมุสลิมอย่างต่อเนื่อง 4.2 จัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าฮาลาล (Halal Mart/Halal Outlet/Halal Showcase) เพื่อให้ผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ต้องการสินค้าฮาลาล มีความสะดวกและเกิดความเชื่อมั่นในการเลือกซื้อสินค้า และเป็นที่รองรับสินค้าที่ผลิตโดยเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ SMEs ตลอดจนการติดต่อธุรกิจการค้าสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาล 

4.3 ส่งเสริมค่านิยมในการบริโภคและใช้สินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าฮาลาลไทย เพื่อกระตุ้นการ บริโภคภายในประเทศ ตรวจสอบสถานะฮาลาลของวัตถุเจือปนอาหารบางประเภทในกระบวนการตรวจรับรองฮาลาลเพื่อลดค่าใช้จ่ายโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ แอพพลิเคชั่นและนวัตกรรมเพื่อการจัดทําฐานข้อมูลและสนับสนุนการรับรองฮาลาล 4.4 จัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Halal Hub) เพื่อกระจายสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาลของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเชียน)

5. นโยบายยกระดับความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับความน่าเชื่อมั่นในสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาลไทย ในเรื่องคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยทางอาหาร โดยเฉพาะสินค้าฮาลาลไทยอย่างต่อเนื่องให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้ 4 แนวทาง ดังนี้ 5.1 เร่งส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีของสินค้าเกษตรและอาหารมาตรฐานฮาลาลไทย ให้เป็นที่ต้องการทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยผ่านกิจกรรมทางการสื่อสารการตลาด การแสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ (MICE) ทั้ง Offline และ Online 5.2 พัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหาร ให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัย โดยใช้จุดแข็งในเรื่องความสามารถในการผลิตของไทยและการได้รับการยอมรับในระดับสากลถึงคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารไทย เพื่อลดอุปสรรคหรือข้อกีดกันทางการค้า 5.3 พัฒนาการผลิตแปรรูปและสร้างมูล

จบได้ด้วยดีหลังยืดเยื้อ 40 ปี! กมธ.ศาสนาฯสภาฯรุดเคลียร์ ที่ดินสงฆ์บ้านหินดาดระนองสำเร็จ



วันที่ 15 ธันวาคม 2563  คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร เข้ากราบสักการะ พระระณังคมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดระนอง หลังจากมาร่วมประชุมแสวงหาข้อเท็จจริงข้อร้องเรียนจากชาวบ้านหินดาด ที่ถกกันว่าเป็นที่ นสล. หรือบัญชีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ประเภทที่สาธารณประโยชน์  จนไม่มีทางออกให้ออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินได้อย่างถูกต้องให้เป็นวัดได้ เป็นเวลากว่า 40 ปี ในล่าสุด นายสุชาติ อุสาหะ ประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ ได้กล่าวว่า หลังจากวานนี้ในวันที่ 14 ธ.ค. 2563 คณะกรรมาธิการได้เชิญให้ทุกฝ่ายเข้าหาร่วมประชุมที่ที่พักสงฆ์บ้านหินดาด ต.ทรายแดง อ.เมืองระนอง จังหวัดระนอง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดระนอง ที่ดินจังหวัดระนอง ทรัพยากรป่าชายเลนจังหวัดระนอง ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดระนอง หลังจากที่ดินของสำนักสงฆ์มีเรื่องค้างคามากว่า 40 ปี จนไม่สามารถจัดตั้งเป็นวัดได้ ด้วยเข้าใจว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ นสล. แต่ได้ข้อสรุปล่าสุดว่า พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วย พื้นที่ของพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ,พื้นที่ป่าชายเลน และพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

พระระณังคมุนีวงศ์ เจ้าคณะจังหวัดระนอง กล่าวว่า จังหวัดระนองเป็นจังหวัดเล็ก และอยู่ห่างไกล โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่า ภูเขาและทะเล ทำให้ยากต่อการเข้าถึง ล่าสุดมีสำนักสงฆ์ที่ตกสำรวจที่ได้ยื่นต่อสำนักพุทธศาสนาเพิ่มเติมอีกกว่า 40 สำนักสงฆ์ และคาดว่าจะยังมีสำนักสงฆ์ที่ตกค้างอีกส่วนหนึ่ง จึงขอให้คณะกรรมาธิการการศาสนาฯ และสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ รวมหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยประสานงาน เพราะเพียงพระสงฆ์ที่อยู่ห่างไกล บางสถานที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ บางสถานที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าเข้าถึง จึงยากที่พระที่อยู่ป่าจะสามารถสื่อสารกับภาครัฐได้ สำหรับกรณีวัดหินดาดตนขออนุโมทนา ที่คณะกรรมาธิการฯ เข้ามาช่วยเหลือและผลักดันให้เป็นวัดต่อไป

นางพรเพ็ญ บุญศิริวัฒนกุล รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวว่า จากที่มีชาวบ้านได้ร้องเรียนมาถึงตน จึงได้ประสานงานให้นำเรื่องร้องเรียนสู่คณะกรรมาธิการฯ และได้ข้อสรุปว่าควรมาแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมาธิการฯ และนำไปสู่การแก้ปัญหาให้กับประชาชนและคณะสงฆ์ในพื้นที่ จากข้อมูลดังกล่าวทำให้รู้ทิศทางที่ดำเนินการตามหลักกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ตนต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการฯ ที่สละเวลาเข้ามาร่วมแสวงหาข้อเท็จจริง

ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล รองประธานคณะกรรมาธิการการศาสนาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ และขอผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 23 มิถุนายน 2563 นั้นได้มีมติให้พื้นที่สำนักสงฆ์ ที่อยู่ในเขตป่าไม้ ขอขึ้นทะเบียนโดยให้สำนักงานพระพระพุทธศาสนาเป็นผู้ขออนุญาต ผ่านกรมป่าไม้ ซึ่งจากกรณีของที่พักสงฆ์บ้านหินดาด จะเข้าเงื่อนไขในกรณีเป็นที่ป่าไม้ จึงได้ประสานให้สำนักพระพุทธศาสนาเป็นผู้ประสานไปยังสำนักงานป่าไม้จังหวัดระนอง ตนขอขอบคุณทุกฝ่ายที่ได้ให้ข้อกระจ่างแจ้งเพื่อให้สำนักสงฆ์ที่ยืดเยื้อกว่า 40 ปีได้สามารถปรับเปลี่ยนเป็นสถานะเป็นวัดในอนาคต

จากการประชุม นายสมเกียรติ ศรีษะเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง กล่าวว่า ถือเป็นการดีที่ได้ข้อสรุปจากทุกฝ่ายว่าด้วยพื้นที่เป็นพื้นที่ในการดูแลของกรมป่าไม้ และสอดรับกับ การเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ และขอผ่อนผันตามมติคณะรัฐมนตรี ที่จะสิ้นสุดในวันที่ 18 ธันวาคม 2563 นี้ และจะต้องใช้เงินในการชดเชยในการใช้พื้นที่ป่า ประมาณ 1.3 แสนบาท ซึ่งทางวัดจะจัดตั้งเป็นผ้าป่าเพื่อรวบรวมเงินมาชดเชยการใช้พื้นที่ป่าจำนวน 15 ไร่ ต่อไป

ในวันเดียวกัน ดร.ณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการศึกษาพิจารณาพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ กล่าวว่า ได้มีการร้องเรียนเพิ่มเติมเรื่องพื้นที่ของสำนักสงฆ์มัชฌิมเจริญธรรม ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง จ.ระนอง เป็นกรณีพื้นที่ นสล. โดย นายนิตย์ อุ่ยเต็งเค่ง ได้ร้องเรียนมายังคณะกรรมาธิการฯ ว่าสำนักสงฆ์มัชฌิมเจริญธรรม หรือชาวบ้านในพื้นที่เรียกว่า “วัดมัชฌิมเจริญธรรม” นั้นได้ก่อตั้งมากว่า 60 ปี แต่มีข้อถกเถียงว่าเป็นพื้นที่ นสล. จึงไม่สามารถจัดตั้งเป็นวัดได้อย่างถูกต้อง ตนจึงขอให้คณะกรรมาธิการฯ ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและผลักดันให้เป็นสถานะวัดอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นความหวังของชาวบ้านอย่างมาก เพราะจะเป็นสถานที่ที่ปลูกฝังอบรมจิตใจ เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ให้กับคนในพื้นที่ได้

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"อธิการบดี มจร" แนะบัณฑิตอย่าเป็นใบลานเปล่า มั่นปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเครื่องมือเหนือ AI


วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2563   ที่อาคารวิปัสสนาธุระ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระราชปริยัติกวี,ศ.ดร.อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมวิชาครูวิปัสสนาสำหรับพระวิปัสสนาจารย์สอนกรรมฐานนิสิตประจำปี 2563   บรรยายพิเศษเรื่อง พระวิปัสสนาจารย์สอนกรรมฐานนิสิต โดยมีระเทพวิสุทธิมุนี วิ.ผู้อำนวยการสถาบันวิปัสสนาธุระ ผู้บริหารเจ้าหน้าที่สถาบันวิปัสสนาธุระถวายการตัอนรับ และในการนี้มีพระศรีสิทธิมุนี คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ เข้าร่วมโครงการและมีพระวิปัสสนาจารย์เข้าร่วมโครงการจำนวน 80 รูป  เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับพระวิปัสสนาจารย์ในการสอนนิสิตประจำปีระหว่างวันที่ 16-27 ธันวาคม 2563



พระราชปริยัติกวี กล่าวว่า  เราต้องไม่เป็นบัณฑิตใบลานเปล่า หมายถึงการศึกษาเพียงปริยัติแต่ไม่สนใจการปฏิบัติ เวลาเกิดกิเลสจะแสดงออกมาทันที เราจึงต้องมาเรียนรู้วิธีการสอนวิปัสสนาจารย์ตามแนวทางของสมเด็จอาจ อาสภมหาเถระ สิ่งสำคัญนิสิตมีความหลากหลายเกี่ยวกับจริต รูปแบบการสอน วิธีการสอน เราควรจะสอนอย่างไรให้สอดรับกับแนวทางจริตเป็นฐาน เราต้องมาวิเคราะห์ว่าผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีจริตแบบใดบ้าง เช่น มีศรัทธาจริตจะสอนรูปแบบอย่างไร มีโทสจริตจะสอนรูปแบบอย่างไร มีราคจริตจะสอนอย่างไร วิธีการสอนควรแตกต่างกัน เราคงไม่สามารถใช้วิธีการเดียวกับทุกคน เหมือนไม้บรรทัดมาวัดให้เท่ากัน เราต้องคิดวิธีการสอนที่มีความเหมาะสมกับจริตของแต่ละกลุ่ม     

แต่การที่คณาจารย์ บุคลากร นิสิต มจร นำตนเข้าสู่การปฏิบัติถือว่าเป็นบุญบารมีมหาศาล แต่เราต้องแบ่งจริตนิสิตออกเป็นกลุ่มๆ แล้วหาวิธีการสอนที่มีความเหมาะสม วิธีการสอนเป็นขั้นๆ จากง่ายๆไปหายาก พระวิปัสสนาจารย์จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งวิปัสสนากรรมฐานเป็นความอยู่รอดของพระพุทธศาสนา โดยส่วนตัวในฐานะอธิการบดีมหาจุฬาเน้นด้านวิปัสสนากรรมฐาน แม้สถาบันวิปัสสนาธุระจะต้องให้เป็นสัปปายะ ไม่มีทางอื่นเลยจะพัฒนามนุษย์ให้มีความสมบูรณ์ทางด้านจิตใจ บัณฑิตแบบทางโลกๆ ยังใช้ความรุนแรงทางกาย วาจา ใจ ปริญญาไม่สามารถการันตีได้ หรือกระทั่งแม้ตำแหน่งทางวิชาการว่าจะมีความสงบเยืกเย็นอย่างแท้จริง วิชากรรมฐานเท่านั้นจะทำให้เกิดความสงบจากภายใน 


วิปัสสนากรรมฐานจึงเป็นหนทางทำให้ชีวิตสงบเย็น วิปัสสนากรรมกับสถาบันการศึกษา บางกลุ่มบอกว่า เก่งก่อนค่อยดี หรือ ดีก่อนค่อยเก่ง ความจริงแล้วเป็นชุดคำ เก่งคือปริยัติสัทธรรม ดีคือปฏิบัติสัทธรรม มีความสุขคือปฏิเวธสัทธรรม คนที่ชอบปริยัติไปปริยัติ คนชอบปฏิบัติไปปฏิบัติ แต่ความจริงเป็นชุดเดียวกัน ทำไมเราจึงไปเอามาจากเมียนม่าร์เพราะเขาปฏิบัติมาถูกต้อง เริ่มต้นให้เรียนอภิธรรมก่อน แต่บ้านเราเรียนอภิธรรมในเชิงวิชาการ เรียนไปเพื่อถกเถียงกัน เน้นเพียงปริยัติสัทธรรม จึงต้องเรียนอภิธรรมคือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ซึ่งเป็นปฏิบัติสัทธรรมให้ศึกษาโดยละเอียด โดยให้รู้ในเชิงวิชาการ เช่น ขันธ์ 5 คืออะไร เป็นไปอย่างไร วิปัสสนาจารย์จะต้องเรียนรู้พระอภิธรรมเพื่อตอบปัญหาให้ได้ว่าชีวิตคืออะไร เรียนธรรมชาติของขันธ์ 5 ตามแนวทางของไตรลักษณ์ โดยการรู้ชีวิต รู้ธรรมชาติของชีวิต เกื้อกูลต่อชีวิต จากนั้นศึกษาปฏิจจสมุปบาท และหลักของกรรม คือ ชีวิตเป็นไปอย่างไร พระวิปัสสนาจารย์จะต้องศึกษาด้านปริยัติให้ลึกซึ้งชัดเจนมีหลักเพื่อ 2 ประการคือ 

1) ตอบข้อสงสัยในกลุ่มเดียวกัน  2) ตอบข้อสงสัยของลัทธิอื่นๆ  เราจึงต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการตรวจสอบการปฏิบัติว่าถูกต้องหรือไม่อย่างไร ถือว่าเป็นคุณูปการของปริยัติสัทธรรม ปริยัติจึงเป็นฐานนำไปสู่การปฏิบัติ เราจะต้องให้ข้อมูลเชิงปริยัติแก่ผู้ปฏิบัติในแต่ละช่วง เพราะจะนำไปสู่มิจฉาทิฐิได้ ปริยัติจึงมีความสัมพันธ์ไปสู่การปฏิบัติ เพราะถ้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะเป็นการไม่ให้ปริยัติเป็นงูพิษ เพราะปริยัติอย่างเดียวจะนำไปสู่ความแข็งกระด้างขาดความนุ่มนวล       

ในยุคปัจจุบันเรามีการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลดีและส่งผลเสียควบคู่กัน จึงอยากฝากพระวิปัสสสนาจารย์ศึกษาวิสุทธิ 7 ซึ่งการพัฒนาทั้งปวง เกิดขึ้นตามหลักวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางสติปัฏฐาน เริ่มต้นจากการจัดระเบียบตนเองตามศีล ต้องไม่ให้ใครตำหนิได้ และพัฒนาจิตใจให้บริสุทธิ์มีจิตตวิสุทธิ บุคคลสำคัญของโลกจะต้องมีการพัฒนาทางด้านจิตใจ  คำว่า วิสุทธิ 7  หมายถึง ความหมดจด, ความบริสุทธิ์ที่สูงขึ้นไปเป็นขั้นๆ ธรรมที่ชำระสัตว์ให้บริสุทธิ์ ยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์เป็นขั้นๆ ไปโดยลำดับ จนบรรลุจุดมุ่งหมายคือนิพพาน purity; stages of purity; gradual purification ประกอบด้วย  


1) #สีลวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งศีล คือ รักษาศีลตามภูมิขั้นของตนให้บริสุทธิ์ และให้เป็นไปเพื่อสมาธิ purity of morality วิสุทธิมรรคว่าได้แก่ ปาริสุทธิศีล 4  

2) #จิตตวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งจิต คือ ฝึกอบรมจิตจนบังเกิดสมาธิพอเป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา purity of mind วิสุทธิมรรคว่า ได้แก่ สมาบัติ 8 พร้อมทั้งอุปจาระ

3) #ทิฏฐิวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ คือ ความรู้เข้าใจมองเห็นนามรูปตามสภาวะเป็นจริง เป็นเหตุข่มความเข้าใจผิดว่าเป็นสัตว์บุคคลเสียได้ เริ่มดำรงในภูมิแห่งความไม่หลงผิด purity of view; purity of understanding จัดเป็นขั้นกำหนดทุกขสัจจ์

4) #กังขาวิตรณวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณเป็นเหตุข้ามพ้นความสงสัย, ความบริสุทธิ์ขั้นที่ทำให้กำจัดความสงสัยได้ คือ กำหนดรู้ปัจจัยแห่งนามรูปได้แล้วจึงสิ้นสงสัยในกาลทั้ง 3  purity of transcending doubts ข้อนี้ตรงกับ ธรรมฐิติญาณ หรือ ยถาภูตญาณ หรือ สัมมาทัสสนะ จัดเป็นขั้นกำหนดสมุทัยสัจจ์

5) #มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง คือ เริ่มเจริญวิปัสสนาต่อไปด้วยพิจารณากลาปะ จนมองเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งสังขารทั้งหลาย อันเรียกว่าอุทยัพยานุปัสสนา เป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนๆ แล้วมีวิปัสสนูปกิเลส เกิดขึ้น กำหนดได้ว่าอุปกิเลสทั้ง 10  แห่งวิปัสสนานั้นมิใช่ทาง ส่วนวิปัสสนาที่เริ่มดำเนินเข้าสู่วิถีนั่นแลเป็นทางถูกต้อง เตรียมที่จะประคองจิตไว้ในวิถีคือ วิปัสสนาญาณนั้นต่อไปpurity of the knowledge and vision regarding path and not-path ข้อนี้จัดเป็นขั้นกำหนดมัคคสัจจ์

6) #ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณอันรู้เห็นทางดำเนิน คือ ประกอบความเพียรในวิปัสสนาญาณทั้งหลายเริ่มแต่อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ที่พ้นจากอุปกิเลสดำเนินเข้าสู่วิถีทางแล้วนั้น เป็นต้นไป จนถึงสัจจานุโลมิกญาณหรืออนุโลมญาณ อันเป็นที่สุดแห่งวิปัสสนา ต่อแต่นี้ก็จะเกิดโคตรภูญาณ คั่นระหว่างวิสุทธิข้อนี้กับข้อสุดท้าย เป็นหัวต่อแห่งความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล โดยสรุป วิสุทธิข้อนี้ ก็คือ วิปัสสนาญาณ 9  purity of the knowledge and vision of the way of progress

7) #ญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ คือ ความรู้ในอริยมรรค 4 หรือ มรรคญาณ อันเกิดถัดจากโคตรภูญาณเป็นต้นไป เมื่อมรรคเกิดแล้วผลจิตแต่ละอย่างย่อมเกิดขึ้นในลำดับถัดไปจากมรรคญาณนั้นๆ ความเป็นอริยบุคคลย่อมเกิดขึ้นโดยวิสุทธิข้อนี้ เป็นอันบรรลุผลที่หมายสูงสุดแห่งวิสุทธิ หรือไตรสิกขา หรือการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น purity of knowledge and vision วิสุทธิ 7 เป็นปัจจัยส่งต่อกันขึ้นไปเพื่อบรรลุนิพพาน ดุจรถ 7 ผลัดส่งต่อกันให้บุคคลถึงที่หมาย

พระปราโมทย์ วาทโกวิโท,ดร.อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มจร  กล่าวสรุปว่า ดังนั้น  พระราชปริยัติกวี จึงมีนโยบายหลักเกี่ยวกับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ระวังอย่าเป็นเพียงบัณฑิตใบลานเปล่าเรียนเพียงปริยัติเท่านั้น มหาจุฬาจึงต้องปรับวิธีการสอนกรรมฐานให้มีความเหมาะสมกับบุคคล พระวิปัสสนาจารย์จะต้องศึกษาด้านพระอภิธรรมอันเป็นฐานของปริยัติสัทธรรมสามารถตอบว่าชีวิตคืออะไรและตอบข้อสงสัยได้ โดยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเครื่องมือป้องกันลดปริยัติแบบงูพิษ จึงเน้นย้ำว่ารูปแบบการสอนวิปัสสนากรรมฐานของมหาจุฬาจะต้องคำนึงถึงจริตของผู้ปฏิบัติซึ่งเป็นนิสิตของมหาจุฬาฯ อย่าสอนเหมือนกันโดยไม่วิเคราะห์ผู้ปฏิบัติ


"เกษตรฯ"รุกขยายตลาดสินค้าฮาลาลในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ



วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ.2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ทปษ.รมว.กษ. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ครั้งที่ 7/2563 ผ่านระบบ Zoom Cloud Meeting ร่วมกับ ตัวแทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง ติดตามการพัฒนาและส่งเสริมมาตรฐาน “ฮาลาล” ในภาคการเกษตรไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติทั้งระบบ โดย มีนายไพจิตร วิบูลย์ธนสาร      ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมการค้าสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน "ฮาลาล" รายงานความก้าวหน้าของโครงการเปิดเส้นทางโลจิสติกส์เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาล ของไทยผ่านดูไบ เพื่อประโยชน์ต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกลุ่มตลาดที่สำคัญในตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ 

ทั้งนี้นายอลงกรณ์กล่าวว่าที่ประชุมฯเห็นชอบ "วิสัยทัศน์ฮาลาล" รวมถึงความคืบหน้าโครงการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมเกษตรใน 3 จังหวัดชายแดนใต้   และประเด็นสำคัญเรื่อง การแก้ไขปัญหาเนื้อวัวปลอมปนเนื้อสุกร ซึ่งที่ประชุมได้สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาโดยศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะให้บริการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย  ด้านกรมปศุสัตว์ได้รายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการและการแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคทั้งผู้บริโภคภายในและต่างประเทศ ต่อมาตรฐานสินค้าเกษตรอาหารฮาลาลไทย

 

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563

'คนละครึ่งเฟส 2' ลงทะเบียน 16 ธ.ค. นี้ ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้าง?

 เตรียมตัวให้พร้อม! 16 ธ.ค. นี้ "คลัง" เปิดระบบ "www.คนละครึ่ง.com" ให้ลงทะเบียน "คนละครึ่งเฟส 2" ให้ประชาชนที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขลงทะเบียนเพื่อรับเงินใช้จ่ายผ่าน "เป๋าตัง" 3,500 บาท/คน

          ใกล้เข้ามาทุกที สำหรับการลงทะเบียน "คนละครึ่งเฟส 2" โครงการที่รัฐบาลให้ขวัญ "ปีใหม่" กับประชาชน โดยเปิดให้ลงทะเบียนจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันที่ 16 ธ.ค. 63ผ่าน "www.คนละครึ่ง.com"

          ก่อนที่จะเปิดให้ลงทะเบียน "กรุงเทพธุรกิจออนไลน์" พาไปทำความเข้าใจกับคุณสมบัติของที่สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ "คนละครึ่งเฟส 2" ครั้งนี้ได้ ดังนี้

          ใครมีสิทธิ์ "ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 2" บ้าง?


1. มีบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลสัญชาติไทย

          2. อายุตั้งแต่ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

          3. ยังไม่เคยได้สิทธิ์คนละครึ่งมาก่อน หรือผู้ที่เคยได้รับสิทธิ์แล้วแต่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ์ภายใน 14 วันจนถูกตัดสิทธิ์ ก็สามารถลงทะเบียนได้ทั้งนี้ คนที่ได้รับสิทธิ์คนละครึ่งเฟสแรกมาแล้วจะได้รับเงินเพิ่ม 500 บาท เหมือนกับผู้ที่เพิ่งลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 2

          ใครไม่มีสิทธิ์ลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 2


1. ผู้ที่ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งนี้ผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถตรวจสอบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐฯ ได้ที่ www.cgd.go.th

          2.ผู้ที่ได้ใช้สิทธิ์ในมาตรการ "ช้อปดีมีคืน"



วิธีลงทะเบียนคนละครึ่งเฟส 2 วันที่ 16 ธ.ค. นี้


วิธีลงทะเบียน "คนละครึ่งเฟส 2" ต้องลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์คนละครึ่ง (www.คนละครึ่ง.com) ให้ได้รับสิทธิ์ให้สำเร็จ ก่อนที่จะไปใช้เงิน 3,500 บาทผ่านแอพพลิเคชั่น "เป๋าตัง" โดยการลงทะเบียนรับสิทธิ์จากwww.คนละครึ่ง.comสามารถทำได้ตามขั้นตอนต่อไปนี้

          1) เข้าไปที่เว็บไซต์คนละครึ่ง เพื่อลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

          2) กดปุ่มสีแดงที่ระบุว่า "ลงทะเบียนรับสิทธิ์สำหรับประชาชน"

          3) อ่านรายละเอียดข้อตกลงและความยินยอมก่อนเข้าร่วมโครงการ หากต้องการเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งกดตกลงยินยอม

          4) กรอกข้อมูลส่วนตัว เพื่อใช้ยืนยันลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง

          ชื่อ-นามสกุล

เลขบัตรประจำตัวประชาชน

รหัสหลังบัตรประจำตัวประชาชน

วันเดือนปีเกิด

เบอร์โทรศัพท์


5) กรอกรหัส OTP ที่จะส่งเข้ามายังเบอร์มือถือของผู้ที่ลงทะเบียน

          6) เมื่อระบบได้รับข้อมูลแล้วให้ผู้ลงทะเบียนรอรับผลผ่าน SMS

          วิธีใช้เงิน "คนละครึ่งเฟส 2" ผ่านแอพฯ "เป๋าตัง"


ผู้ที่จะใช้จ่ายผ่านโครงการ "คนละครึ่งเฟส 2" จะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น "เป๋าตัง" ไว้ในโทรศัพท์มือถือ โดยต้องทำการลงทะเบียน และยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นเมื่อต้องการใช้จ่ายในแต่ละครั้งสามารถทำตามขั้นตอนตามภาพด้านล่างนี้

          อย่างไรก็ตามผู้ที่ได้รับสิทธิ์จะต้องใช้จ่ายตามเงื่อนไขของ "คนละครึ่งเฟส 2" นั่นคือสูงสุดวันละไม่เกิน 300 บาท (รัฐ 150 บาท ประชาชน 150 บาท) จนกว่าจะครบ 3,500 บาท โดยจะต้องใช้สิทธิ์ครั้งแรกหลังจากที่ได้รับการยืนยันไม่เกิน 14 วัน และใช้ได้ไม่เกินวันที่ 31 มี.ค. 64

          อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง:

          ศบศ.เคาะคนละครึ่งเฟส 2 ให้สิทธิเพิ่ม 5 ล้านราย ลงทะเบียน 16 ธ.ค.

'คนละครึ่งเฟส 2' ล่าสุด เพิ่มเป็น 3,500 บาท รายเก่าได้ด้วย เปิดลงทะเบียน 16 ธ.ค. เช็คที่นี่!

'คนละครึ่งเฟส 2' ลงทะเบียนตาม 7 ขั้นตอนนี้ ได้เงินเข้า 'เป๋าตัง' ช้อปได้ 3,500 บาท


หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และความยินยอมสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง

  1. 1. สาระสำคัญของโครงการคนละครึ่ง (โครงการฯ)
    1. * โครงการฯ ระยะแรก หมายถึง โครงการคนละครึ่ง ที่มีช่วงระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 *
    2. * โครงการฯ ระยะที่ 2 หมายถึง โครงการคนละครึ่ง ที่มีช่วงระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 *
    3. 1.1 ช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการฯ คือ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564
    4. 1.2 คุณสมบัติของผู้ประกอบการร้านค้า (ร้านค้า) ที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ
      1. (1) เป็นผู้ประกอบการสัญชาติไทยประเภทใดประเภทหนึ่ง ดังต่อไปนี้
        1. (1.1) เป็นผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล
        2. (1.2) เป็นร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547
        3. (1.3) เป็นร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
      2. (2) เป็นร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือผ่านสาขาธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ) และ/หรือให้ความยินยอมตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป
      3. (3) ไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อธุรกิจแฟรนไชส์
      4. (4) ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ
      5. (5) ไม่เป็นผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ หรือฝ่าฝืนมาตรการใด ๆ ของรัฐเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
    5. 1.3 คุณสมบัติของประชาชนที่มีสิทธิเข้าร่วมโครงการฯ
      1. (1) มีหมายเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก
      2. (2) มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ณ วันลงทะเบียน
      3. (3) เป็นผู้มีสัญชาติไทย
      4. (4) ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
      5. (5) ผู้มีสิทธิเขาร่วมโครงการฯ ระยะที่ 2 จะต้องเป็นผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ระยะแรกที่ยืนยันการเข้าร่วมโครงการฯ ระยะที่ 2 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” หรือ เป็นผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ระยะที่ 2 ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2563
      6. (6) มีแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยกระบวนการยืนยันตัวตนเพื่อใช้บริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” (รวมทั้ง G-wallet ในบริการแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”) ให้เป็นไปตามที่ธนาคารกรุงไทยฯ ซึ่งเป็นผู้จัดทำระบบให้รัฐและเป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับข้อมูลการพิสูจน์และยืนยันตัวตนดังกล่าวกำหนด
    6. 1.4 รัฐจะสนับสนุนเงินแก่ประชาชนในการซื้ออาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าทั่วไป จากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของราคาสุทธิในใบเสร็จรับเงิน โดยรัฐจะชำระเงินดังกล่าวให้แก่ร้านค้าโดยตรง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้
      1. (1) ประชาชนต้องชำระค่าอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าทั่วไป ให้แก่ร้านค้าผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
      2. (2) ต้องมีการซื้อ-ขายอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้ากันจริง
      3. (3) จำนวนเงินที่รัฐสนับสนุนให้ต่อหนึ่งหมายเลขประจำตัวประชาชนจะไม่เกินกว่า 150 บาทต่อวัน และไม่เกินกว่า 3,500 บาทรวมตลอดทั้งโครงการฯ
      4. (4) ค่าสินค้า เครื่องดื่ม หรืออาหาร ที่รัฐสนับสนุนเงิน ไม่รวมถึงสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาสูบที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น และบริการต่าง ๆ
      5. (5) สำหรับผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ระยะที่ 2 จะต้องใช้สิทธิภายใน 14 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่ได้รับข้อความสั้น (SMS) แจ้งว่าได้รับสิทธิ หากไม่ใช้สิทธิภายในเวลาดังกล่าวจะถูกตัดสิทธิ และไม่สามารถลงทะเบียนได้อีก ในกรณีประชาชนลงทะเบียนสำเร็จก่อนวันที่โครงการฯ ระยะที่ 2 เริ่มเปิดให้ใช้สิทธิ (1 มกราคม 2564) ระยะเวลาดังกล่าวจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่โครงการฯ ระยะที่ 2 เริ่มเปิดให้ใช้สิทธิ
      6. (6) แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” และแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” จะสามารถใช้งานได้ระหว่างเวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน
    7. 1.5 รัฐจะสนับสนุนเงินตามข้อ 1.4 รวมตลอดระยะเวลาโครงการฯ ให้แก่ประชาชนผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ระยะแรก ไม่เกิน 10 ล้านหมายเลขประจำตัวประชาชน และประชาชนผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ระยะที่ 2 ที่ไม่ใช่ผู้ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ระยะแรก ไม่เกิน 5 ล้านหมายเลขประจำตัวประชาชน ทั้งนี้ รัฐอาจพิจารณาเพิ่มเติมจำนวนสิทธิได้ในภายหลัง
    8. 1.6 การพิจารณาผู้ได้รับสิทธิตามข้อ 1.4 จะพิจารณาเมื่อประชาชนได้รับสิทธิ ตามลำดับก่อนหลัง จนกว่าจะครบจำนวนสิทธิตามข้อ 1.5 หรือจนกว่าจะสิ้นสุดโครงการฯ
  2. 2. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขสำหรับประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ
    1. 2.1 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ต้องปฏิบัติตามสาระสำคัญของโครงการฯ รวมถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ
    2. 2.2 ห้ามผู้เข้าร่วมโครงการฯ กระทำการใด ๆ ที่สร้างความเข้าใจผิดต่อมาตรการและ/หรือโครงการของรัฐ หรือก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินโครงการฯ หรือมาตรการอื่น ๆ ของรัฐ
    3. 2.3 หากผู้เข้าร่วมโครงการฯ ไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องชดใช้ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นให้แก่รัฐภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งถึงการกระทำดังกล่าว โดยชดใช้ความเสียหายผ่านช่องทางที่กระทรวงการคลังกำหนด
    4. 2.4 กระบวนการพิจารณาและดำเนินการตามข้อ 2.3 ให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
    5. 2.5 ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ที่ได้รับสิทธิและใช้สิทธิตามข้อ 1.4 (5) แล้ว จะไม่มีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในมาตรการช้อปดีมีคืน
  3. 3. ข้อความตกลงยินยอมของประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ
    * “ข้าพเจ้า” หมายถึง ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฯ *
    1. 3.1 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้กระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการธงฟ้าประชารัฐ และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    2. 3.2 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้กระทรวงการคลัง ธนาคารกรุงไทยฯ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง จัดเก็บ ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ รวมถึงข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าจากโครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการธงฟ้าประชารัฐ และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต่อหน่วยงานของรัฐ และผู้รับให้บริการที่ได้รับมอบหมายจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อการประมวลผลและการตรวจสอบข้อมูล และ/หรือเพื่อการยืนยันตัวตนหรือเพื่อการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อรับสิทธิตามโครงการฯ และ/หรือเพื่อการบริหารจัดการโครงการฯ
    3. 3.3 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้กระทรวงการคลัง หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ จัดเก็บ ประมวลผล และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินมาตรการอื่นของรัฐหรือเพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต
    4. 3.4 ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องร้องขอ สอบถาม และใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าเพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการฯ
    5. 3.5 ความยินยอมของข้าพเจ้าในอันที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ ใช้ ประมวลผล หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของข้าพเจ้าข้อ 3. นี้ ให้มีผลไปตลอดช่วงระยะเวลาดำเนินโครงการฯ เว้นแต่ความยินยอมตามข้อ 3.3
    6. 3.6 ข้าพเจ้าตกลงปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ และรับทราบว่าหากข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ ข้าพเจ้าจะต้องชดใช้ความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นให้แก่กระทรวงการคลังภายใน 7 วัน โดยกระบวนการพิจารณาและดำเนินการให้เป็นไปตามที่กระทรวงการคลังกำหนด
    7. 3.7 ข้าพเจ้ารับทราบและยินยอมว่า ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าข้าพเจ้าไม่ปฏิบัติตามหรือฝ่าฝืนหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขของโครงการฯ กระทรวงการคลังอาจพิจารณาระงับสิทธิตามโครงการฯ ของข้าพเจ้าเพื่อดำเนินการตรวจสอบ และหากพบว่าข้าพเจ้ากระทำการดังกล่าวจริง ข้าพเจ้าจะต้องชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่กระทรวงการคลังภายใน 7 วัน ทั้งนี้ ให้การตัดสินของกระทรวงการคลังถือเป็นที่สุด
    8. 3.8 ข้าพเจ้ารับทราบว่าการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมาย

ข้าพเจ้าได้อ่าน รับทราบ และตกลงยินยอมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการฯ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าข้อมูลที่ข้าพเจ้าได้ให้ไว้ในการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วแต่กรณี ถูกต้องตามความเป็นจริงทุกประการ หากข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ข้าพเจ้าตกลงยินยอมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการระงับการจ่ายเงินตามโครงการฯ หรือชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ไม่ระงับซึ่งสิทธิของรัฐในอันที่จะดำเนินการตามกฎหมาย






 

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2563

อธิการบดี"มจร"ยันวิปัสสนากรรมฐาน วิธีการทำให้มนุษย์ฉลาดกว่า AI


 

จึงพัฒนาบุคลากรและนิสิต มุ่งพัฒนาขันธ์ 5 ตามกรอบไตรสิกขา  ท่ามกลางความผันผวนไม่แน่นอนซับซ้อนคลุมเครือของสังคม

วันที่ 10 ธันวาคม  2563 พระปราโมทย์  วาทโกวิโท,ดร.อาจารย์หลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา  รองประธานฝ่ายประชาสัมพันธ์การฝึกวิปัสสนากรรมฐานนานาชาติ  เปิดเผยว่า พระราชปริยัติกวี,ศ.ดร. อธิการบดี มจร ได้บริหารมหาวิทยาลัยในสถานการณ์ของโควิดซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ความผันผวนไม่แน่นอนซับซ้อนคลุมเครือ ในสถานการณ์ปัจจุบันของสังคมโลก 

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเเข็งและเป็นเสน่ห์คือ นโยบายของการให้บุคลากรทุกส่วนงานของมหาจุฬาได้สวดมนต์และปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานทุกวันจันทร์ของเดือน เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางด้านจิตใจเพื่อให้งานที่ทำมีความสมบูรณ์ เป็นภาพที่งดงามยิ่งสำหรับมหาวิทยาลัยสงฆ์ โดยไม่ได้เน้นเฉพาะบุคลากรมหาจุฬาแต่ยังมีนโยบายไปถึงนิสิตระดับตรี โท เอก ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน นิสิตหลายท่านสะท้อนสิ่งที่ได้มากที่สุดจากมหาจุฬาคือ วิชาวิปัสสนากรรมฐาน เพราะเป็นวิชาที่ทำให้รู้จักตนเองมากที่สุด        

ทั้งนี้พระราชปริยัติกวี ได้บรรยายเกี่ยวกับการศึกษาพัฒนาขันธ์ 5  ที่ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ช่วงของการปฏิบัติธรรมประจำปี 2563 ตอนสำคัญว่า การศึกษาทางพระพุทธศาสนาจะต้องผ่านปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เราจึงต้องตอบคำถามของตนเอง 3 ประการ คือ  ขันธ์ 5 คืออะไร ด้วยการศึกษาถึงเวทนากำหนดรู้เท่าทันกับความเจ็บปวดของรูปนาม ขันธ์ 5 เป็นอย่างไร ด้วยศึกษาตามกฏของไตรลักษณ์เป็นธรรมพื้นฐาน ขันธ์ 5 ควรดำเนินเป็นไปอย่างไร ด้วยการศึกษาตามปฏิจจสมุปบาท  เราจึงใช้คำว่า สติเป็นฐาน โดยมีความเชื่อมโยงกับสติปัฏฐาน วิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งมีความหมายเดียวกัน การศึกษาจึงเป็นการพัฒนาขันธ์ 5 ด้วยการใช้ไตรสิกขา โดยขันธ์ 5 ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ  ซึ่งล้วนจะต้องใช้ปัญญา 

โดยปัญญาทางพระพุทธศาสนาสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประการ คือ 1)ปัญญาติดตัวมาตั้งแต่เกิด ทุกคนมีอยู่แล้ว  2)ปัญญาในการรักษาตนเอง ปัญญาในการประกอบอาชีพ 3)ปัญญาด้วยการเห็นแจ้งด้วยวิปัสสนากรรมฐานโดยใช้ไตรสิกขาเป็นเครื่องมือ มีกรอบใหญ่เป็นสติปัฏฐาน ในการพัฒนานั้นจะต้องอาศัยหลักสัปปายะทั้ง 7  เช่น สถานที่สะดวก อาหารที่เอื้อเกื้อกูล บุคคลเป็นกัลยาณมิตร การถ่ายทอดสื่อสารเป็นวจีสุจริต อากาศเย็นสบาย จะเข้ากับหลักมหาสติปัฏฐานสูตร แม้ทุกศาสนาก็มีวิธีการพัฒนามาจากภายในแต่วิธีแตกต่างกัน เวลาปฏิบัติเป็นธรรมดาของคนที่มีสักกายทิฏฐิจะเกิดขึ้น คือ 1) เอตํ มม แปลว่า  นั่นของเรา เป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกขณะจิต ขนาดไม่เป็นของเรายังบอกว่า นั่นของเรา 2) เอโสหมสฺมิ เราเป็นนั่น เรื่องตำแหน่งต่างๆ ความอยากจะเป็น เป็นนั่นเป็นนี่  3) เอโส เม อตฺต นั่นอัตตาของเรา ซึ่งสักกายทิฏฐิถ้าคลายไม่ได้ชีวิตจะพังเพราะมีโลภะ โทสะ โมหะ    

การศึกษาจึงเป็นการพัฒนาขันธ์ 5 ตามแนวทางของไตรสิกขาคือ ศีล สมาธิ ปัญญา แม้โลกธรรมจะเกิดขึ้นกับเราอย่างไรก็ตาม จึงต้องรู้เท่าทันผ่านการพัฒนาของตนเอง แม้โลกจะพัฒนาก้าวไกลถึงระดับปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่การพัฒนาด้านจิตใจยิ่งต้องพัฒนาให้มากเท่านั้น การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานถือว่าเป็นการฝึดหัดขัดเกลาตนเอง บริหารจิตเจริญปัญญาพัฒนาตนเอง เป็นวิธีการยอดเยี่ยมถือว่าเป็นหนึ่งเดียวของหลักการพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด เป็นคนชาติไหน เมื่อจะฝึกหัดขัดเกลาพัฒนาตนเองให้มีความเจริญทางด้านร่างกายและจิตใจ จะใช้หลักกรรมฐานทั้งนั้น เพียงแต่รูปแบบของการปฏิบัติมีความแตกต่างออกไป บางศาสนาอาจจะใช้วิธีการนั่ง การเดิน การนอน สวดมนต์ นั่งดูลมหายใจ หรือมีการทำกิจกรรมร่วมกัน แต่มีเป้าหมายคือพัฒนาจิตใจ ขั้นตอนของการพัฒนาจิตใจเริ่มจากการทำสติให้มีความเข้มแข็ง สติเป็นจุดเริ่มต้นของคุณงามความดี เริ่มจากสติจบด้วยอนุปาทาปรินิพพาน มีเส้นทางที่ชัดเจน บางศาสนาไม่ได้ไปถึงนิพพานแต่มีเป้าหมายให้ตนเองมีความเข้มแข็ง เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน ในสังคมปัจจุบันการบริหารจิตเจริญปัญญา เป็นไปเพื่อเป้าหมาย 

1) การทำตนเองให้จิตนิ่งมั่นคง เพื่อปัญญาความรู้จากการศึกษา เพราะเมื่อจิตนิ่งจะสามารถใช้ปัญญาได้อย่างเต็มที่  ในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา เพราะวิทยาการใหม่ๆ อยู่รูปของเครื่องอุปโภคบริโภค สิ่งอำนวยความสะดวกมีเพียงพอ คนที่ได้เปรียบเป็นคนที่มีจิตนิ่งด้วยการสามารถไปรวบเอาสิ่งต่างๆ มาสร้างนวัตกรรม บุคคลที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ เกิดจากการมีจิตใจนิ่งมีความมั่นคง มีการครุ่นคิดใช้โยนิโสมนสิการ กรรมฐานโดยความหมายคือ กิจกรรมหรือการทำงานที่เป็นฐานแห่งการบรรลุผลที่วิเศษเรียกว่ากรรมฐาน    

2) ปัญญาประดิษฐ์ หรือ  AI ป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรจะมาทำงานแทนมนุษย์ในอนาคตนี้โดยจะมีความฉลาดกว่ามนุษย์ แต่ AI ไม่ใช่มนุษย์ แต่จะฉลาดกว่ามนุษย์ วิธีเดียวที่มนุษย์จะฉลาดได้คือ กลับมาดูตนเองจะสามารถสู้กับปัญญาประดิษฐ์ได้ หุ่นยนต์ไม่มีมโนทัศน์ ฉลาดได้โดยอาศัยข้อมูลที่มนุษย์ป้อนเข้าไป มนุษย์เป็นผู้ควบคุม แต่การป้อนข้อมูลจะบอกเชิงบวกหรือเชิงลบ เป็นเรื่องที่น่ากลัว กรรมฐานจะช่วยควบคุมทัศนคติให้เป็นสัมมาทิฐิตลอดเวลา ฉลาดแต่สร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์สังคมโลก กรรมฐานจะมีประโยชน์มาก หรืออาจจะมีคนใส่ข้อมูลเชิงทำลายล้างเข้าไป คนที่มีสัมมาทิฐิมีวิธีการในการบริหารควบคุมทิศทางด้วยอาศัยกรรมฐาน 

3) การดำเนินชีวิต เพื่อโลกิยวิสัย  หลักกรรมฐานเท่านั้นจะช่วยให้มนุษย์มีกิเลสที่เบาบางพัฒนาต่อยอดไปเรื่อย จนบรรลุเป็นอรหันต์  

พระปราโมทย์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น นโยบายด้านกรรมฐานของท่านอธิการบดีมหาจุฬาฯ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรแม้จะมีภาระงานที่มากมาย จะต้องกลับมาพัฒนาภายในตนเองอย่างต่อเนื่อง รวมถึงนิสิตของมหาจุฬาทุกระดับชั้นทั้งในและต่างประเทศทุกนิกาย แม้สถานการณ์ของสังคมจะมีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ ยิ่งจะต้องปฏิบัติพัฒนาตนไม่ให้ออกนอกเส้นทาง จึงขอชื่นชมนโยบายกรรมฐานถือว่าเป็นจุดแข็งของมหาจุฬาสู่การปฏิบัติเพื่อเกิดความยั่งยืนต่อไป     


วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2563

"มจร"ยกระดับเข้มป้องกันโควิด วันประสาทปริญญา 12-13 ธ.ค.นี้



 อธิการบดีประกาศความมั่นใจในงานสัมมนาทางวิชาการ ยันเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาอันดับหนึ่งของโลก ที่มีจุดแข็งที่สุดบริการวิชาการและสังคมเชิงป้องกันแก้ไขเยียวยาทางสังคม  สามารถปรับตัวพัฒนาบทบาทสู่การสร้างนวัตกรรมโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ 

เมื่อวันที่ 9  ธันวาคม 2563 พระธรรมปัญญาบดี  นายกสภามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นประธานเปิดการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสงานพิธีประสาทปริญญาบัตรประจำปี 2563 ระหว่างวันที่ 12-13 ธันวาคม 2563   โดยกล่าวย้ำว่า ถ้าไม่ได้เข้ามาศึกษา คงไม่มีโอกาส การศึกษาจึงทำให้มีโอกาส  จึงแสดงยินดีกับนิสิตทุกระดับชั้น   

ขณะที่พระราชปริยัติกวี ศาสตราจารย์,ศ.ดร., อธิการบดี มจร ได้กล่าวปาฐกถา ภายใต้หัวข้อ  บทบาทของมหาจุฬากับการพัฒนาจิตใจและสังคม กล่าวสาระสำคัญว่า ในนามมหาวิทยาลัยขอแสดงมุทิตาจิตกับความสำเร็จของทุกท่าน มหาจุฬามีการบริการวิขาการโดยมีการสืบสาน รักษา ต่อยอด มา 133  ปี มีการบริการวิชาการและสังคมทั่วประเทศและต่างประเทศ โดยมหาจุฬามีบทบาท

1) บทบาทการจัดศึกษาพัฒนาพระสงฆ์ไทยในต่างประเทศและต่างประเทศ โดยนิสิตของ มจร ประมาณ 20,000 รูป/คน ซึ่งมหาจุฬาจัดการศึกษาให้กับพระสงฆ์ เพื่อการบริหารงานคณะสงฆ์มีความง่ายขึ้น สามารถทันสถานการณ์ ฝ่ายบ้านเมืองจึงร่วมมือกับทางคณะสงฆ์ โดยให้มหาจุฬาฯช่วยดำเนินการทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนสู่สังคมให้เกิดสันติสุข มหาจุฬาจึงจัดการศึกษาให้กับพระสงฆ์ได้เป็นอย่างดีในระดับอุดมศึกษา มหาจุฬาฯจึงมีบทบาทให้การศึกษา คณะสงฆ์เข้ามาศึกษาเพื่อนำไปบริหารยุคใหม่เพื่อบริหารกิจการคณะสงฆ์ โดยเฉพาะการบริหารทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนาให้เกิดคุณค่าและมูลค่า ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้วัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาวัฒนธรรม ชาวบ้านประกอบอาชีพสุจริต  

2) บทบาทการพัฒนาศักยภาพมนุษย์พัฒนาขีดความสามารถ จนนำไปสู่  1)สชาติกปัญญา ปัญญาติดตัวมาตั้งแต่เกิด  2)วิปัสสนาปัญญา  ปัญญารู้แจ้งด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เข้าใจโลกเข้าใจธรรม  3)ปาริหาริกปัญญา ปัญญาที่เกิดจากประสบการณ์การทำงาน ความรู้ทางวิชาการ สามารถบริหารตนเองได้  มหาจุฬาฯพัฒนาด้านวิปัสสนาปัญญาตามแนวสติปัฏฐาน 4 เดินตามกรอบไตรสิกขา จึงต้องพัฒนาปัญญาของตนเอง โดยมหาจุฬาพัฒนาปัญญาด้วยวิปัสสนากรรมฐาน จึงต้องพัฒนาสชาติกปัญญาให้เจริญงอกงามซึ่งอยู่ภายใน จะจบปริญญาขั้นใดแต่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้จะไร้ค่า จะต้องสามารถควบคุมตนเองได้ จึงต้องพัฒนาวิปัสสนาปัญญา เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมต่างๆ ผู้สร้างสิ่งต่างๆได้จะต้องมีอภิญญา ในการทดลองนักวิทยาศาสตร์ จะเกิดจากสมาธิจิตขั้นสูง ถือว่าเป็นอภิญญา เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะตามรูปแบบใดก็ตาม ถือว่าเป็นความหยั่งเห็น มหาจุฬาจึงให้ 3 ระดับ คือ  ข้อมูล  ความรู้  ปัญญา และพัฒนาต่อยอดต่อไป มหาจุฬาจึงนำนิสิตไปพัฒนาด้านวิปัสสนากรรมฐานเพื่อนำไป

3) บทบาทการวางรากฐานคุณธรรมให้เยาวชนสร้างคุณภาพชีวิตคนในสังคม ประกอบด้วย นิสิตปฏิบัติศาสนกิจ พระสอนศีลธรรม พระบัณฑิตอาสา สามเณรภาคฤดูร้อน ค่ายพุทธบุตร วิปัสสนากรรมฐาน ขับเคลื่อนโรงเรียนวิถีพุทธ ถือว่าเป็นจุดแข็งของมหาจุฬาในการออกไปบริการสังคม ถือว่าเป็นวัฒนธรรมของมหาจุฬาที่ปฏิบัติมาอย่างยาวนาน มีการทำงานกับเครือข่ายภายนอกจำนวนมาก เช่น  สสส. ในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมในเชิงป้องกันและเชิงแก้ไข โดยได้รับทุนสนับสนุนจากเครือข่ายทางสังคม ครูพระสอนศีลธรรมพัฒนาเยาวชนทั่วประเทศมีการขยายไปถึงระดับอาชีวศึกษาทั่วประเทศ 

4) บทบาทการธำรงพระพุทธศาสนาให้ดำรงมั่นคงคู่กับสังคมไทย  การบริหารกิจการคณะสงฆ์จึงมีความสำคัญ แนวโน้มศาสนาในอนาคต คือ ศาสนาใหม่ มี 2 รูปแบบ คือ 1)พัฒนาต่อยอดที่เรามีศาสนาในปัจจุบัน คือ รูปแบบมหาจุฬาฯใช้ โดยใช้ภูมิปัญญามาใช้ประโยชน์ ใช้เทคโนโลยีมาช่วยงาน  2) เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี จะมีการรวบรวมพฤติกรรมจริต สามารถตรวจสอบได้ผ่านสมาร์ทโฟน เราจะเห็นเจ้าลัทธิศาสนาผ่าน AI  มหาจุฬาฯจะมีส่วนอย่างไร?  ในการพัฒนาผ่านภูมิปัญญา เป็นทรัพย์สินทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย ศาสนบุคคล ศาสนธรรม  ศาสนวัตถุสถาน ศาสนพิธี  อย่าลืมว่ามหาวิทยาลัยนาลันทาล้มสลายเพราะจัดการศึกษาด้านปริยัติอย่างเดียว เพราะเชื่อว่าเรียนปริยัติอย่างเดียวสามารถละกิเลสได้ จึงศึกษาเพียงปริยัติ แต่มหาจุฬาฯ มุ่งศึกษา 3  ด้าน คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ MCU จึงมุ่งเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว : Green University วิทยาลัยเขตวิทยาลัยสงฆ์ห้องเรียนจะต้องพัฒนามหาวิทยาลัยสีเขียว                                     

5) บทบาทด้านพระพุทธศาสนาในระดับโลก  ท่านอธิการบดีมหาจุฬาย้ำว่า มหาจุฬาฯ เป็นพระพุทธศาสนาอันดับหนึ่งของโลก เพราะเราสร้าง มจร ไม่ใช่เพื่อมหาจุฬา แต่เราสร้างมหาจุฬาเพื่อชาวโลก  เราจึงเป็นที่พึ่งของสังคมไทยและสังคมโลก จึงขอให้กำลังใจทุกท่านพร้อมแสดงแสดงความยินดีกับบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฏีบัณฑิต ทุกรูปท่าน   

อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทาง มหาวิทยาลัยแจกหน้ากากอนามัยให้บัณฑิตทุกระดับในพิธีประสาทปริญญา และจะต้องสวมหน้ากากอนามัยทุกรูป/คน รวมถึงทุกคนที่เข้ามาในบริเวณพื้นที่ของมหาวิทยาลัย 

- มีเครื่องสแกนตรวจวัดอุณหภูมิทุกจุดคัดกรอง รวมทั้งสิ้น 5 เครื่อง บริเวณทั้งภายในมหาวิทยาลัยและก่อนเข้าห้องประชุม อุณหภูมิต้องไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียสเท่านั้น

- มีเจลแอลกอฮอลล์ล้างมืออยู่ทั่วทุกบริเวณมหาวิทยาลัย

- จัดที่นั่งให้เว้นระยะห่าง 1.5 - 2 เมตรในพิธีประสาทปริญญาเพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า

- มีการทำความสะอาดโต๊ะเก้าอี้ที่นั่งราวบันไดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออยู่ตลอดทั้งวัน

- มีการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ทั้งก่อนและหลังการใช้พื้นที่บริเวณอาหารหอประชุมที่จัดพิธีทุกวัน

- บุคคลที่มาจากพื้นที่สุ่มเสี่ยง แยกคัดกรองเป็นพิเศษ 

- มีสบู่ล้างมือในห้องน้ำทุกจุด 

- ติดQR Code ไทยชนะ สำหรับสแกนคัดกรองลงทะเบียนการเข้าภายในมหาวิทยาลัยและหอประชุม

- ประชาสัมพันธ์ ข้อปฏิบัติในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วมหาวิทยาลัย

- รถรางสำหรับให้บริการ มีการเว้นระยะห่างของที่นั่ง

- ปิดประตูทุกบานให้มีทางเข้า- ออก ทางเดียวเพื่อการคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ

"สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต้องเร่งปลดล็อก

  "สารนาถ" มรดกโลกที่รอเกือบ 30 ปี : บทเรียนถึงประเทศไทย เมื่อสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาขึ้นทะเบียนช้า และ "คอขวด" ที่ต...