วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2561
ใครคือ ..คนจน ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ?
@ ช่วงนี้ประชาชนรากหญ้าถูกตีตราว่าเป็น "คนจน" กันมาเกือบ ๔ ปีแล้ว เป็นการตีตราที่ทำกันเป็นนโยบายทีเดียวว่า "นโยบายเพื่อคนจน" มีการแจกบัตรคนจน แจกที่ดินคนจน เลยทำให้ช่วงนี้บรรดาข้าราขการเกษียรทั้งหลายเลยพาแห่กันมาสมัครเป็น "คนจน"เป็นเป็นแถว ส่วนตาสียายสาตามายายมีที่อยู่ไกล แม้จะจนจริงแต่ก็ไม่ได้ถูกนิยามให้เป็นคนจน อดได้เงิน ๕๐๐ บาทไปหลายครอบครัว อันนี้ถือว่าเป็นอีกส่วนหนึ่งของมิติทางสังคมบ้านเราตอนนี้
ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นฟาก "อภิมหารวย"ที่คนรวยทั้งหลายพากัน "แสดงออกซึ่งความรวยกันอย่างออกหน้าออกตา แบบไม่ค่อยอายใคร โดยการออกมาประกาศขาย "โต๊ะจีน" โต๊ะล่ะ ๓ ล้านบาทจำนวน ๒๐๐ โต๊ะ ถ้าขายหมดจะได้ทั้งหมด ๖๐๐ ล้านบาท แบบนี้ถ้ารวยไม่จริงคงซื้อไม่ได้หรือไม่ได้กินเป็นแน่
ประเทศเรามันเหลื่อมล้ำกันแบบนี้เองนะครับฟากหนึ่งเข้าคิวกดเงิน ๕๐๐ จนต้องมีเรื่องตบตีกันจนหัวร้างข้างแตก เพื่อแย่งคิวกดเงิน ๕๐๐ แหม..อนาถแท้ แต่อีกฟากหนึ่งแย่งกันซื้อโต๊ะจีนโต๊ะล่ะ ๓ ล้านบาทจนไม่มีขายเต็มเอี๊ยด...นี่หรือที่เขาเรียกว่า "ความเหลื่อมล้ำ"ในสังคมบ้านเรา ตัวอย่างมันชัดเจนถึงเพียงนี้แล้วเราจะต้องมาอธิบายอะไรกันอีกนักหนา
เมื่อ ๑๐ ว่าปีก่อน ยางโลล่ะ ๑๐๐ คนอีสานกลายมาเป็นเศรษฐีกันชั่วข้ามคืน มีรถกะบะขี่กันไม่เว้นแต่ละที่จะถนนไปอีสานเต็มไปด้วยรถนานาชนิดหรือหลากยี่ห้อ ประเภทที่ว่าไม่เคยมีแบบนี้มาก่อน เพราะเดิมทีสายอีสานมีแต่รถทัวร์วิ่งกันให้ควั่ก แต่เดี๋ยวนี้เหรือครับ เก๋ง กะบะครองถนนมิตรภาพไปหมดแล้ว แต่ต่อมาไม่นานเปลี่ยนรัฐบาลปั๊บยางเหลือโลล่ะ ๑๖ บาทหรือมากสุดแค่สามโลร้อย แหม..มีเศรษฐีตกสวรรค์กันเป็นแถบ แต่กิจการที่รุ่งเรืองสุดขีดก็คือ "เต้นท์รถมืองสอง" มีรถเข้ามาจอดจนล้น ไม่เชื่อไปดูกัน
พอมาถึงรัฐบาลนี้ "ความจน" มันเฟื่องฟูกันเหลือเกินครับ ขนาดว่านำเอาความจนและคนจนมาเป็นนโยบายขจัดความจน ดีหน่อยที่ไม่มีนโยบาย "ขจัดคนจน"ไม่งั้นคงแย่ไปตามๆกัน และมีเคมเปญออกมาอีกว่า "อีก ๒๐ ปีความจนจะหมดไปจากประเทศไทย" ทำไมต้องรออีก ๒๐ ปีเล่าครับ เอาสัก ๕ ปีก็พอแล้วมั้งสำหรับคนทำงาน
เอาล่ะเรื่องคนจนในเชิงการเมืองเอาไว้ก่อนเรามาคุยกันถึงเรื่อง "คนจนในพระไตรปิฎก"ดีกว่าว่าในพระไตรปิฎกมีคนจนไหม และคนจนที่ว่านั้นมันเป็นคนจนและความจนอะไร เรามาตามดูกัน
@ คนจนในพระไตรปิฎก ?
สำหรับคำว่า คนจนในพระไตรปิฎก ตรงกับภาษาบาลีว่า "ทะลิททะ" หมายถึงคนจนเข็ญใจไม่มีทรัพย์ ดังคำว่า เราคนจนจะได้ดอกไม้และเครื่องประดับจากไหนกัน (วิ.ม.(ไทย)๕/๒๗๑/๖๕) หรือไม่มีฐานะมีแต่ความยากลำบากต้องขอทานหรือไปรับจ้างผู้มทรัพย์เพื่อหารายได้มาประทังชีวิต อันนี้เรียกว่าคนจน ดังปรากฏในคำอธิบายของพระพุทธองค์ว่า
"อุทายี คนยากไร้ ไม่มีทรัพย์สินสิ่งไรเป็นของตนจัดเป็นคนจน ไม่ใช่คนมั่งคั่งเลย เขามีเรือนเล็กๆ หลังหนึ่ง ซึ่งมีเครื่องมุงและเครื่องประกอบอื่นๆ ผุพัง หลุดลุ่ย ต้องคอยไล่นกกา ไม่เป็นรูปบ้าน มีแคร่อันหนึ่งก็ผุพังแทบไม่เป็นแคร่ มีข้าวเปลือกและเมล็ดพืชสำหรับหว่านหม้อหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่พันธุ์ดี มีภรรยาคนหนึ่งก็ไม่สวย"(ม.ม.(ไทย)๑๓/๑๕๒/๑๖๙)
ในอินเดียสมัยพุทธกาล คนจนโดยมากเมื่อไม่มีเงินก็จะไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อทำงานหรือปะทังชีวิต ซึ่งการกู้หนี้ยืมสินมานี้ก็ก่อให้เกิดความทุกข์ ซึ่งความทุกข์ดังว่านี้ถือว่าเป็นความทุกข์ของ "คนจน" ดังปรากฏในพระพุทธพจน์ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร้ ย่อมกู้หนี้...ครั้นกู้หนี้แล้ว ย่อมใช้ดอกเบี้ย...ครั้นใช้ดอกเบี้ยแล้ว ไม่ให้ดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา พวกเจ้าหนี้ย่อมตามทวงเขา..เมื่อถูกเจ้าหนี้ทวง ยังไม่ให้ พวกเจ้าหนี้ย่อมติดตาม...ถูกเจ้าหนี้ติดตามทัน ยังไม่ทันให้พวกเจ้าหนี้ย่อมจองจำเขา.."(อง.ปัญจก-ฉกก.(ไทย)๒๒/๔๕/๕๐๗)
จะเห็นได้ว่าคนจนในพระไตรปิฎกนั้นหมายถึงคนที่ไม่มีทรัพย์สิน มีฐานะยากจนต้องไปกู้หนี้ยืมสินเขามาใช้ เมื่อกู้มาก็ต้องใช้เมื่อไม่มีใช้ก็ต้องถูกทวง เมื่อไม่ให้ก็ถุกจับ นี่เป็นธรรมดาของกระบวนการมีหนี้ การทวงหนี้และการถูกจับขัง ซึ่งเป็นวงจรชีวิตของคนจนในสมัยพุทธกาล ซึ่งหากพิจารณาเทียบเคียงกับสมัยปัจจุบันนี้ก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก
@ การแก้ไจปัญหา "คนจน"ในมุมมองของพระพุทธศาสนา ?
พระพุทธองค์ทรงทราบว่าการเกิดเป็นคนจนนี้ไม่ได้สุขสบายนักเพราะต้องได้รับความยากลำบากนานับประการ ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำรัฐให้แก้ไขปัญหาความจนให้ได้ด้วยวิธีการดังนี้คือ
(๑) สัสสเมธะ (ฉลาดในการบำรุงพืชพันธุ์ธัญญาหาร)
(๒) ปุริสเมธะ (ฉลาดในการบำรุงข้าราชการ รู้จักส่งเสริมคนดีมีความสามารถ)
(๓) สัมมาปาสะ (ความรู้จักผูกผสานรวมใจประชาชนด้วยการส่งเสริมอาชีพ คือทำให้คนจนมีอาชีพให้ได้)
(๔) วาชเปยยะ (ความมีวาจาอันดูดดื่มน้ำใจ)
(๕) นิรัคคฬะ (บ้านเมืองสงบสุข ปราศจากโจรผู้ร้าย ไม่ต้องระแวงภัย บ้านเรือนไม่ต้องลงกลอน) ยัญ ๔ ประการแรก เป็นเหตุ ส่วนยัญประการสุดท้ายเป็นผล ((องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๑/๒๑๓, ขุ.อิติ.อ. ๒๗/๑๐๖-๑๐๘, องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๓๙/๓๗๑-๓๗๒, องฺ.อฏฺฐก.ฏีกา ๓/๑/๒๔๙-๒๕๒)
@ การตีความเรื่อง คนจน ในมุมมองพระพุทธศาสนา ?
อนึ่ง พระพุทธศาสนาได้มีการนำเอาคำว่า "คนจน" เป็นต้นไปตีความในความหมายของธรรมะว่า คำว่า "คนจน"ที่ว่าจนนั้นคือจนอะไร โดยพระพุทธเจ้าได้ทรงตีความคำว่าคนจนเองไส้ดังนี้
(๑) คนจนคือ คนที่ไม่มีธรรมในใจ ได้แก่ ไม่มีศรัทธาในกุศลธรรม ไม่มีหิ... ไม่มีโอตตัปปะ... ไม่มีวิริยะ.. ไม่มีปัญญาในกุศลธรรม คนแบบนี้เรียกว่า เป็นคนจนเข็ญใจยากไร้.."(อง.ปัญจก-ฉกก.(ไทย)๒๒/๔๕/๕๐๗)
(๒) คนจนคือ คนที่ไม่มีโพชฌงค์ ๗ ได้แก่
๑. สติสัมโพชฌงค์ ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ...
๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ...๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ...
๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ...๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ...
๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ดังปรากฎมรพระพุทธพจน์ว่า ภิกษุ เรากล่าวว่า ‘คนจน’ ก็เพราะโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ที่บุคคลนั้นไม่เจริญ
ไม่ทำให้มากแล้ว”(สํ.ม.(ไทย)๑๙/๒๒๗/๑๕๘)
จะเห็นว่า คำว่าคนจนตามแนวทางในการตีความของพระพุทธองค์นั้น ไม่ได้หมายถึง จนทรัพย์ แต่เป็นคววามจนเพราะการไม่มีธรรมะในหัวใจหรือไม่อาจจะบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ธรรมะเกิดในใจได้ หรืือหากจะตีความเพื่อให้เห็นภาพในปัจจุบันนี้ก็คือ ว่ากันโดยสถานะในเมืองไทยนี้ ทั้งคนจนและคนรวย หากใครก็ตามไม่มีธรรมะในหัวใจ คนนั้นแหละที่จัดว่าเป็น "คนจน"ในพระพุทธศาสนาล่ะ
ขอบคุณครับ
Cr.Naga King
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace
The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...
-
พระปิดตายันต์ยุ่งมหาอุตโม หลวงปู่ทิม อิสริโก จัดสร้างเพื่อหารายได้ สร้างหอฉันอุตตโม ออกแบบโดยช่างเกษม มงคลเจริญ ประกอบด้วย เนื้...
-
หลวงพ่อหอม จันทโชโต วัดซากหมาก อ.บ้านฉาง จ.ระยองถือว่าเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ดังรูปหนึ่ง "พระครูภาวนานุโยค" หรือที่ช...
-
วันที่ 26 กันยายน 2562 เวลา 8.30 น.ตามเวลาท้องถิ่น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า มี...

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น