วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568

วิเคราะห์ ตุวฏกสูตร ภิกษุผู้ปรารถนาความหลุดพ้นควรปิดกั้นตัณหาและความยึดมั่นทั้งปวง

 วิเคราะห์ตุวฏกสูตรในบริบทของพุทธสันติวิธี: หลักธรรมและการประยุกต์ใช้

บทนำ
ตุวฏกสูตรเป็นพระสูตรที่บรรจุอยู่ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต 4 อัฏฐกวรรค พระสูตรนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระพุทธนิมิตกับพระพุทธเจ้า ซึ่งนำเสนอหลักธรรมสำคัญสำหรับการปฏิบัติของภิกษุ และเป็นแนวทางสำหรับการแสวงหาความสงบและความหลุดพ้นจากทุกข์โดยแท้จริง

สาระสำคัญของตุวฏกสูตร

  1. หลักความไม่ยึดมั่นถือมั่น
    พระพุทธเจ้าได้ทรงชี้แนะว่า ภิกษุผู้ปรารถนาความหลุดพ้นควรปิดกั้นตัณหาและความยึดมั่นทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นธรรมภายในหรือภายนอก เมื่อไม่ยึดมั่นในสิ่งใดๆ ย่อมบรรลุความสงบและความไม่หวั่นไหว

  2. การไม่ถือดีหรือถือตน
    ภิกษุไม่ควรสำคัญตนว่าเป็นผู้ประเสริฐกว่า เสมอ หรือต่ำกว่าผู้อื่น ไม่ควรยึดติดในสถานะหรือคุณสมบัติของตน เพราะการถือตัวจะก่อให้เกิดอุปาทานและความยึดมั่นที่นำไปสู่ทุกข์

  3. การดำรงอยู่ด้วยสมาธิและสติสัมปชัญญะ
    พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ภิกษุละเว้นจากการกระทำที่นำไปสู่ความฟุ้งซ่าน เช่น ความโลเล ความเกียจคร้าน และการยึดติดในกามคุณ พึงเพ่งฌานและเจริญสมาธิเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจ

  4. การวางตนต่อสังคม
    ภิกษุควรหลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมของชาวบ้าน เช่น การซื้อขาย การโอ้อวด การแสดงตนเพื่อหวังลาภสักการะ และไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญหรือนินทา

  5. การละเว้นกิเลส
    ภิกษุควรพยายามละกิเลส เช่น โลภะ โทสะ และโมหะ ไม่พึงสะสมสิ่งของหรือมัวเมาในวัตถุธรรมต่างๆ

การประยุกต์ใช้ตุวฏกสูตรในบริบทพุทธสันติวิธี

  1. พุทธสันติวิธีในระดับบุคคล

    • การปิดกั้นตัณหาและการปล่อยวาง เป็นแนวทางสำหรับการฝึกสติและสมาธิที่ช่วยลดความเครียดและความขัดแย้งในใจ
    • การไม่ถือตนและการละกิเลสช่วยส่งเสริมความอ่อนน้อมถ่อมตน ลดการปะทะและความขัดแย้งในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
  2. พุทธสันติวิธีในระดับสังคม

    • หลักการไม่หวั่นไหวต่อคำสรรเสริญหรือนินทา เป็นแนวทางสำหรับผู้นำหรือบุคคลในสังคมที่ต้องการความมั่นคงทางจิตใจ ไม่ตกเป็นเหยื่อของแรงกดดันจากสังคม
    • การหลีกเลี่ยงการยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนตน ช่วยป้องกันการทุจริตและส่งเสริมความโปร่งใสในสังคม
  3. การบรรลุสันติภาพภายในและภายนอก
    ตุวฏกสูตรเน้นการปล่อยวางและการไม่ยึดมั่น ซึ่งเป็นรากฐานของสันติภาพภายใน เมื่อแต่ละบุคคลมีความสงบในตนเอง ย่อมส่งผลต่อการสร้างสันติสุขในสังคม

สรุป
ตุวฏกสูตรเป็นแนวทางที่ชี้ให้เห็นถึงการปฏิบัติที่นำไปสู่ความสงบและการหลุดพ้นจากทุกข์ในระดับบุคคลและสังคม การเน้นการปล่อยวาง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น และการฝึกสมาธิ เป็นหัวใจสำคัญที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการสร้างสันติสุขในสังคมร่วมสมัยอย่างได้ผล

 เรื่อง "วิเคราะห์ ตุวฏกสูตร   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  17  ขุททกนิกาย   อิติวุตตกะ สุตตนิบาต ๔. อัฏฐกวรรค ที่ประกอบด้วย  

ตุวฏกสูตรที่ ๑๔

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

             [๔๒๑] ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้-

                          สงัด และมีความสงบเป็นที่ตั้ง ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ภิกษุ

                          เห็นอย่างไรจึงไม่ถือมั่นธรรมอะไรๆ ในโลก ย่อมดับ ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          ภิกษุพึงปิดกั้นเสียซึ่งธรรมทั้งปวง อันเป็นรากเหง้าแห่งส่วน

                          ของธรรมเป็นเครื่องยังสัตว์ให้เนิ่นช้าซึ่งเป็นไปอยู่ว่า เป็นเรา

                          ด้วยปัญญา ตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งพึงบังเกิดขึ้น ณ ภายใน

                          ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติศึกษาทุกเมื่อ เพื่อปราบตัณหาเหล่านั้น

                          ภิกษุพึงรู้ยิ่งธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ณ ภายใน หรือภายนอก

                          ไม่พึงกระทำความถือตัวด้วยธรรมนั้น สัตบุรุษทั้งหลายไม่

                          กล่าวความดับนั้นเลย ภิกษุไม่พึงสำคัญว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ

                          กว่าเขา เสมอเขาหรือเลวกว่าเขา ด้วยความถือตัวนั้น

                          ถูกผู้อื่นถามด้วยคุณหลายประการ ก็ไม่พึงกำหนดตนตั้งอยู่

                          โดยนัยเป็นต้นว่า เราบวชแล้วจากสกุลสูง ภิกษุพึงสงบ

                          ระงับภายในเทียว ไม่พึงแสวงหาความสงบโดยอุบายอย่างอื่น

                          ความเห็นว่าตัวตน ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สงบแล้ว ณ ภายใน

                          อนึ่ง ความเห็นว่าไม่มีตัวตน คือ เห็นว่าขาดสูญ จักมีแต่

                          ที่ไหน คลื่นไม่เกิดที่ท่ามกลางแห่งสมุทร สมุทรนั้นตั้งอยู่

                          ไม่หวั่นไหว ฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มั่นคง ไม่หวั่นไหวใน

                          อิฐผลมีลาภเป็นต้น ฉันนั้น ภิกษุไม่พึงกระทำกิเลสเครื่อง

                          ฟูขึ้นมีราคะเป็นต้น ในอารมณ์ไหนๆ ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุเปิดแล้ว ขอพระองค์ได้ตรัสบอก

                          ธรรมที่ทรงเห็นด้วยพระองค์เองอันนำเสียซึ่งอันตราย (ขอ

                          พระองค์จงมีความเจริญ) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์

                          จงตรัสบอกข้อปฏิบัติ และศีลเครื่องให้ผู้รักษาพ้นจากทุกข์

                          หรือสมาธิเถิด ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          ภิกษุไม่พึงเป็นผู้โลเลด้วยจักษุเลย พึงปิดกั้นโสตเสียจาก

                          ถ้อยคำของชาวบ้าน (ดิรัจฉานกถา) ไม่พึงกำหนัดยินดีในรส

                          และไม่พึงถือสิ่งอะไรๆ ในโลกว่าเป็นของเรา เมื่อตนอัน

                          ผัสสะถูกต้องแล้ว ในกาลใด ในกาลนั้น ภิกษุไม่พึงกระทำ

                          ความร่ำไร ไม่พึงปรารถนาภพในที่ไหนๆ และไม่พึงหวั่นไหว

                          ในเพราะอารมณ์ที่น่ากลัว ภิกษุได้ข้าว น้ำ ของเคี้ยว หรือ

                          แม้ผ้าแล้ว ไม่พึงกระทำการสั่งสมไว้และเมื่อไม่ได้สิ่งเหล่า

                          นั้น ก็ไม่พึงสะดุ้งดิ้นรน พึงเป็นผู้เพ่งฌาน ไม่พึงโลเล

                          ด้วยการเที่ยว พึงเว้นจากความคะนอง ไม่พึงประมาท

                          อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุพึงอยู่ในที่นั่งและที่นอนอันเงียบเสียง ไม่

                          พึงนอนมาก พึงมีความเพียร เสพความเป็นผู้ตื่นอยู่พึงละเสีย

                          ให้เด็ดขาดซึ่งความเกียจคร้าน ความล่อลวง ความร่าเริง การ

                          เล่นเมถุนธรรมกับทั้งการประดับ ภิกษุผู้นับถือพระพุทธเจ้าว่า

                          เป็นของเรา ไม่พึงประกอบอาถรรพ์ ตำราทำนายฝัน ทำนาย

                          ลักษณะนักขัตฤกษ์ การทำนายเสียงสัตว์ร้อง การทำยาให้

                          หญิงมีครรภ์ และการเยียวยารักษา ภิกษุไม่พึงหวั่นไหว

                          เพราะนินทา เมื่อเขาสรรเสริญก็ไม่พึงเห่อเหิม พึงบรรเทา

                          ความโลภ พร้อมทั้งความตระหนี่ ความโกรธและคำส่อเสียด

                          เสีย ภิกษุไม่พึงขวนขวายในการซื้อการขาย ไม่พึงกระทำ

                          การกล่าวติเตียนในที่ไหนๆ และไม่พึงคลุกคลีในชาวบ้าน

                          ไม่พึงเจรจากะชนเพราะความใคร่ลาภ ภิกษุไม่พึงเป็นผู้พูด

                          โอ้อวด ไม่พึงกล่าววาจาประกอบปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ไม่พึง

                          ศึกษาความเป็นผู้คะนอง ไม่พึงกล่าวถ้อยคำเถียงกัน ภิกษุ

                          พึงเป็นผู้มีสัมปชัญญะ ไม่พึงนิยมในการกล่าวมุสา ไม่พึง

                          กระทำความโอ้อวด อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่

                          ปัญญา ศีลและพรต ภิกษุถูกผู้อื่นเสียดสีแล้ว ได้ฟังวาจา

                          มากของสมณะทั้งหลายหรือของชนผู้พูดมาก ไม่พึงโต้ตอบ

                          ด้วยคำหยาบ เพราะสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่กระทำความเป็น

                          ข้าศึก ภิกษุรู้ทั่วถึงธรรมนี้แล้ว ค้นคว้าพิจารณาอยู่ รู้ความ

                          ดับกิเลสว่าเป็นความสงบดังนี้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติศึกษา

                          ทุกเมื่อ ไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม ก็ภิกษุนั้น

                          พึงเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้น อันอารมณ์มีรูปเป็นต้น

                          ครอบงำไม่ได้ เป็นผู้เห็นธรรมที่ตนเห็นเอง ประจักษ์แก่ตน

                          เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้ไม่ประมาท พึงนอบน้อมศึกษา

                          ไตรสิกขาอยู่เนืองๆ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระองค์

                          นั้นทุกเมื่อเทอญ ฯ


ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ   ตุวฏกสูตร   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  17  ขุททกนิกาย  อิติวุตตกะ    สุตตนิบาต   ๔. อัฏฐกวรรค

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: กรรณกัตถลสูตรแนะแสงเดียวกันเหนือวรรณะด้วยความเพียร

เพลง: กรรณกัตถลสูตรแนะแสงเดียวกันเหนือวรรณะด้วยความเพียร   (Intro) ณ ป่าเงียบงัน เสียงธรรมดังกังวาน กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ยังแสวงหาความจริง ค...