วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2568

การวิเคราะห์ จูฬวิยูหสูตร-มหาวิยูหสูตรถือมั่นในทิฐิของตนเอง

การวิเคราะห์ จูฬวิยูหสูตร-มหาวิยูหสูตร
ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค

บทนำ

จูฬวิยูหสูตรและมหาวิยูหสูตรในพระไตรปิฎกสะท้อนถึงข้อถกเถียงในเชิงปรัชญาและจริยศาสตร์เกี่ยวกับความเชื่อและทิฐิของสมณพราหมณ์ในยุคนั้น รวมถึงแนวทางการแสวงหาความจริงที่ปราศจากการถือมั่นในความคิดของตนเอง สูตรทั้งสองนี้มีเป้าหมายเพื่อชี้ให้เห็นถึงโทษของการยึดมั่นในทิฐิ และส่งเสริมแนวทางแห่งปัญญาที่ไม่ตกอยู่ในกรอบของความเห็นใดๆ


การวิเคราะห์เนื้อหาในจูฬวิยูหสูตร

1. โครงสร้างและประเด็นหลัก
จูฬวิยูหสูตรเริ่มต้นด้วยคำถามของพระพุทธนิมิตที่ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งในหมู่สมณพราหมณ์ที่ถือมั่นในทิฐิของตนเอง พระพุทธเจ้าแสดงให้เห็นว่า การถือมั่นในทิฐิทำให้เกิดการโต้แย้งและการแบ่งแยก พระองค์ทรงชี้ว่าทิฐิทั้งหลายนั้นไม่มีสัจจะที่แท้จริง

2. การถือมั่นในทิฐิและความหลงผิด
พระสูตรระบุว่า สมณพราหมณ์มักยกย่องตนเองว่าเป็นผู้ฉลาด และติเตียนผู้อื่นว่าเป็นคนเขลา การกระทำดังกล่าวเกิดจากการยึดมั่นในความเห็นของตน และนำไปสู่ความหลงผิด พระพุทธเจ้าชี้ให้เห็นว่า การยึดมั่นในทิฐิทำให้เกิดมานะและความหลงใหลในความคิดของตนเอง

3. แนวทางการพ้นจากทิฐิ
พระพุทธเจ้าทรงเสนอแนวทางการละวางทิฐิ โดยการไม่ยึดมั่นในความคิดหรือความคิดเห็นใดๆ และไม่ตกอยู่ในกรอบของ "ความเห็นนี้เท่านั้นจริง" แนวทางนี้ช่วยลดการวิวาทและนำไปสู่สันติสุข


การวิเคราะห์เนื้อหาในมหาวิยูหสูตร

1. โครงสร้างและความต่อเนื่อง
มหาวิยูหสูตรมีลักษณะต่อเนื่องจากจูฬวิยูหสูตร โดยขยายความถึงผลของการถือมั่นในทิฐิ ซึ่งนำไปสู่ทั้งการสรรเสริญและการนินทา

2. การแสวงหาสันติในนิพพาน
พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า ผลของการวิวาทในความเห็นคือความไม่สงบ และผู้มีปัญญาควรเห็นโทษของความวิวาทเหล่านี้ โดยนิพพานคือสถานะที่ปลอดจากการวิวาท

3. การปล่อยวางศีลและพรตที่มีโทษ
พระสูตรระบุว่า ผู้แสวงหาความจริงควรละวางศีลและพรตที่นำไปสู่การยึดติด พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า การพ้นจากความยึดมั่นในศีลและพรตนั้นจะนำไปสู่การเข้าถึงธรรมที่แท้จริง


สาระสำคัญของจูฬวิยูหสูตรและมหาวิยูหสูตร

  1. การวิพากษ์การยึดมั่นในทิฐิ
    ทั้งสองสูตรวิจารณ์การถือมั่นในความเห็นที่นำไปสู่ความขัดแย้ง และเสนอว่าการปล่อยวางทิฐิจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคม

  2. นิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุด
    นิพพานถูกกล่าวถึงในฐานะสภาวะที่ปราศจากความขัดแย้งและการยึดมั่น ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ผู้แสวงหาธรรมควรมุ่งเน้น

  3. การส่งเสริมปัญญาและการปล่อยวาง
    พระสูตรทั้งสองเน้นย้ำว่าปัญญาที่แท้จริงเกิดจากการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นในกรอบความคิดใดๆ


ข้อสรุป

จูฬวิยูหสูตรและมหาวิยูหสูตรเสนอแนวทางการละวางทิฐิและการแสวงหาสัจจะที่แท้จริง โดยนิพพานเป็นเป้าหมายสูงสุด บทเรียนจากพระสูตรเหล่านี้ยังคงมีความสำคัญในสังคมปัจจุบัน ที่การถือมั่นในความเห็นต่างๆ ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ การศึกษาและประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระสูตรเหล่านี้สามารถช่วยสร้างความเข้าใจและสันติสุขในสังคมได้อย่างยั่งยืน เรื่อง "วิเคราะห์ จูฬวิยูหสูตร-มหาวิยูหสูตร   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  17  ขุททกนิกาย   อิติวุตตกะ สุตตนิบาต ๔. อัฏฐกวรรค ที่ประกอบด้วย  จูฬวิยูหสูตรที่ ๑๒

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

             [๔๑๙] สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฐิของตนๆ ถือมั่นทิฐิ

                          แล้ว ปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวต่างๆ กันว่า

                          ผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรมคือทิฐิ ผู้นั้นคัดค้านธรรมคือ

                          ทิฐินี้อยู่ ชื่อว่าเป็นผู้เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่น

                          ทิฐิแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมโต้เถียงกัน และกล่าวว่า ผู้อื่น

                          เป็นคนเขลา ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์สองพวกนี้

                          วาทะไหนเป็นวาทะจริงหนอ เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมด

                          นี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็นคนฉลาด ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้น

                          เป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้

                          ทั้งหมดก็เป็นคนพาล เป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าชน

                          เหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคน

                          ผ่องใสอยู่ในทิฐิของตนๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์

                          เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้น ก็จะ

                          ไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้

                          เหล่านั้น ล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้

                          อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะ

                          ความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชน

                          เหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง

                          (สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่า

                          เป็นผู้เขลา ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้

                          แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จ

                          ไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆ

                          กัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ก็วิวาทกันเพราะเหตุไร

                          สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลง

                          ไปได้ ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมา

                          ทราบชัดอยู่ จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณ-

                          พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไป

                          ด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่

                          กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลาย

                          กล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะ

                          มากหลายต่างๆ กัน จะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่า

                          สมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มี

                          ในโลกเลย ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาด

                          คะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอัน

                          เป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรม

                          เหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้

                          ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และ

                          ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคน

                          เขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลา

                          ด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียน

                          ผู้อื่นกล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐิ

                          นั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่ง

                          และมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วย

                          ใจว่า เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้ว

                          อย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทราม

                          ด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม

                          ไปด้วยกัน อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์

                          ด้วยลำพังตนเองไซร้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีใครเป็น

                          ผู้เขลา ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ ทิฐิอื่นจากนี้ไป

                          ชนเหล่านั้นผิดพลาด และไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจด

                          เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมาก เพราะว่า

                          เดียรถีย์เหล่านั้นยินดีนักด้วยความยินดีในทิฐิของตน เดียรถีย์

                          ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม คือทิฐินี้เท่านั้น หากล่าว

                          ความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่ เดียรถีย์ทั้งหลาย โดยมาก

                          เชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เดียรถีย์ทั้งหลาย รับรองอย่าง

                          หนักแน่นในลัทธิของตนนั้น อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนัก-

                          แน่นในลัทธิของตน จะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลาในลัทธินี้เล่า

                          เดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่าเป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่

                          บริสุทธิ์ ก็พึงนำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนฝ่ายเดียว

                          เดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้ว นิรมิตศาสดาเป็น

                          ต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละ

                          การวินิจฉัยทิฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำความทะเลาะวิวาท

                          ในโลก ฉะนี้แล ฯ

มหาวิยูหสูตรที่ ๑๓

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

             [๔๒๐] บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งถือมั่นอยู่ในทิฐิ ย่อมโต้เถียงวิวาท

                          กันว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง บุคคลทั้งหมดนั้น ย่อมนำความนินทา

                          มาเนืองๆ หรือย่อมได้ความสรรเสริญในที่นั้นบ้าง ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          บุคคลเหล่านั้นบางคราวได้ความสรรเสริญบ้าง ผลคือความ

                          สรรเสริญนั้นน้อยนัก ไม่พอแก่ความสงบ เราย่อมกล่าวผล

                          แห่งความวิวาทกัน ๒ ประการ คือ ความนินทาและความ

                          สรรเสริญ บัณฑิตเห็นโทษในผลแห่งการวิวาทแม้นี้แล้ว

                          เห็นนิพพานมิใช่ภูมิแห่งการวิวาท ว่าเป็นธรรมเกษม ไม่พึง

                          วิวาทกัน ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          ทิฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอันมาก บัณฑิตผู้รู้แจ้งย่อมไม่เข้าไป

                          ใกล้ทิฐิทั้งปวงนั้น บัณฑิตผู้รู้แจ้งนั้น เป็นผู้ไม่เข้าไปใกล้

                          จะพึงถึงธรรมที่ควรเข้าไปใกล้อะไร จึงจะไม่ทำความชอบใจ

                          ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          ชนบางพวกผู้มีศีลอันอุดม สำคัญอยู่ว่าศีลเท่านั้นเป็นธรรม

                          อุดม จึงกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยการสำรวม ชนเหล่านั้น

                          สมาทานวัตรแล้วตั้งมั่นอยู่ ด้วยคิดว่า เราทั้งหลายควรศึกษา

                          ความบริสุทธิ์ของศาสดานั้นในทิฐินี้เท่านั้น ชนเหล่านั้นอัน

                          ภพนำเข้าไปแล้ว กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด ถ้าบุคคล

                          เป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตแล้วไซร้ บุคคลนั้นยังกรรมให้

                          ผิดไปแล้วก็ไม่หวั่นไหว ยังคร่ำครวญและปรารถนาความ

                          บริสุทธิ์อยู่ เหมือนบุคคลอยู่ปราศจากเรือน เสื่อมแล้วจาก

                          พวก พึงปรารถนาเรือนหรือพวก ฉะนั้น อนึ่ง อริยสาวก

                          ละศีล พรต ธรรมที่มีโทษและไม่มีโทษทั้งสิ้นนี้ แล้วไม่

                          ปรารถนาว่า ธรรมชาตินี้บริสุทธิ์ ธรรมชาตินี้ไม่บริสุทธิ์

                          เว้นแล้วจากความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ ไม่ถือมั่นทิฐิ

                          แล้วพึงเที่ยวไป ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          สมณพราหมณ์ทั้งหลาย อาศัยทิฐินั้นหรือความเกลียดบาป

                          แม้อนึ่ง อาศัยรูปที่ได้เห็นแล้ว เสียงที่ได้ฟังแล้ว หรือ

                          อารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว เป็นผู้ระลึกแล่นพ้นไปจากอกิริยทิฐิ

                          ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพและมิใช่ภพแล้ว ย่อมทอดถอน

                          ถึงความบริสุทธิ์ ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          ก็ความดิ้นรนทั้งหลาย ย่อมมีแก่ผู้ปรารถนาความหวั่นไหว

                          มีอยู่ในวัตถุที่ตนกำหนดแล้ว การจุติและการอุบัติในภพนี้

                          ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะพึงหวั่นไหวจะพึงดิ้นรนในอารมณ์

                          ไหนๆ เพราะเหตุอะไร ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวธรรมใดว่า เป็นธรรมอย่างยิ่ง

                          ส่วนสมณพราหมณ์เหล่าอื่นกล่าวธรรมนั้นแหละว่า เป็นธรรม

                          เลวทราม วาทะของสมณพราหมณ์ทั้งสองพวกนี้ วาทะอย่าง

                          ไหนจริงหนอ เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหมดนี้แล เป็นผู้กล่าว

                          อวดอ้างว่าตนเป็นผู้ฉลาด ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          สมณพราหมณ์ทั้งหลายกล่าวธรรมของตนนั่นแหละ ว่าเป็น

                          ธรรมบริบูรณ์ แต่กลับกล่าวธรรมของผู้อื่น ว่าเป็นธรรม

                          เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ต่างยึดถือทิฐิแม้

                          ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ย่อมวิวาทกัน สมณพราหมณ์

                          ทั้งหลายกล่าวทิฐิของตนๆ ว่า เป็นของจริง ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          ถ้าว่าบุคคลพึงเป็นผู้เลวทราม เพราะการติเตียนของบุคคลอื่น

                          ไซร้ ใครๆ จะไม่พึงเป็นผู้วิเศษในธรรมทั้งหลาย เพราะว่า

                          สมณพราหมณ์เป็นอันมาก ย่อมกล่าวธรรมของบุคคลอื่น

                          โดยความเป็นธรรมเลวทราม ในธรรมของตน กล่าวว่า

                          เป็นธรรมมั่นคง ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญหนทางเครื่องดำเนิน

                          ของตนอย่างใด การบูชาธรรมของตนของสมณพราหมณ์

                          เหล่านั้น ก็ยังเป็นไปอยู่อย่างนั้น หากว่าวาทะทั้งปวง

                          จะพึงเป็นของแท้ไซร้ ความบริสุทธิ์ของสมณพราหมณ์ผู้

                          มีถ้อยคำต่างๆ กันเหล่านั้นก็จะเป็นผลเฉพาะตนๆ เท่านั้น ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          ญาณที่ผู้อื่นจะพึงนำไปไม่มีแก่พราหมณ์ การวินิจฉัยในธรรม

                          คือ ทิฐิทั้งหลายว่าข้อนี้แหละจริง ดังนี้แล้ว ยึดถือไว้ ไม่

                          มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงล่วงความวิวาท

                          เสียได้  พราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความ

                          เป็นธรรมประเสริฐเลย ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          เดียรถีย์บางพวกกล่าวอยู่ว่า เรารู้ เราเห็น สิ่งที่เรารู้เราเห็น

                          นี้ เป็นอย่างนั้นแล ดังนี้ จึงเชื่อความบริสุทธิ์ด้วยทิฐิ

                          ถ้าว่าเดียรถีย์ได้เห็นแล้วไซร้ ประโยชน์อะไรเล่าด้วยความ

                          เห็นนั้นแก่ตน เพราะว่าเดียรถีย์ทั้งหลาย ก้าวล่วง

                          อริยมรรคเสียแล้วย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยธรรมอย่างอื่น ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          นรชนเมื่อเห็นย่อมเห็นนามรูป และครั้นเห็นแล้วจักรู้ทั่ว

                          ถึงนามรูปเหล่านั้นทีเดียว โดยความเป็นของเที่ยง และ

                          โดยความเป็นสุข นรชนนั้น จะเห็นนามรูปมากหรือน้อย

                          โดยความเป็นของเที่ยงและเป็นสุข ก็จริง ถึงกระนั้น ผู้

                          ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความบริสุทธิ์ด้วยความเห็น

                          นั้นเลย ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          ชนผู้ทำทิฐิที่ตนกำหนดไว้ในเบื้องหน้า มีปรกติกล่าวตาม

                          ความมั่นใจ ไม่ใช่เป็นผู้อันบุคคลอื่นพึงจะแนะนำได้ง่าย

                          เลย ผู้นั้นอาศัยครูคนใดแล้ว ก็เป็นผู้กล่าวความดีงาม

                          ในครูคนนั้น ผู้นั้นเป็นผู้กล่าวความบริสุทธิ์ ได้เห็นความ

                          ถ่องแท้ในทิฐิของตน ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          พราหมณ์รู้แล้ว ย่อมไม่เข้าถึงเครื่องกำหนด คือ ตัณหาและ

                          ทิฐิ ไม่แล่นไปด้วยทิฐิ และไม่มีตัณหาทิฐิเครื่อง

                          ผูกพันด้วยญาณ อนึ่ง พราหมณ์นั้น ได้รู้สมบัติ คือ ทิฐิ

                          ทั้งหลายเป็นอันมากแล้ววางเฉย ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ

                          ทิฐิเหล่านั้น ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          มุนีในโลกนี้ สละกิเลสเครื่องร้อยรัดเสียแล้ว เมื่อผู้อื่นเกิด

                          วิวาทกัน ก็ไม่แล่นไปเข้าพวกเขา มุนีนั้นเป็นผู้สงบ

                          เมื่อผู้อื่นไม่สงบ ก็เป็นผู้มีอุเบกขาอยู่ ท่านไม่มีการยึดถือ

                          ชนเหล่าอื่นย่อมยึดถือ ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

                          มุนีละอาสวะเบื้องต้น (คือส่วนที่ล่วงแล้ว) เสีย ไม่ทำ

                          อาสวะใหม่ (คือส่วนที่เป็นปัจจุบัน) ไม่เป็นผู้ลำเอียงเพราะ

                          ความพอใจ อนึ่ง มุนีนั้นจะเป็นผู้ยึดมั่นกล่าวก็หาไม่ มุนีนั้น

                          เป็นนักปราชญ์ หลุดพ้นแล้วจากทิฐิทั้งหลาย ไม่ติเตียน

                          ตน ไม่ติดอยู่ในโลก ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          มุนีนั้น เป็นผู้ไม่มีมารและเสนามารในธรรมทั้งปวง คือ

                          อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว หรือได้

                          ทราบแล้ว ปลงภาระลงแล้ว หลุดพ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มี

                          เครื่องกำหนด ไม่เข้าไปยินดี ไม่มีความปรารถนา ฉะนี้แล ฯ


ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ   จูฬวิยูหสูตร-มหาวิยูหสูตร   ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  17  ขุททกนิกาย  อิติวุตตกะ    สุตตนิบาต   ๔. อัฏฐกวรรค

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: กรรณกัตถลสูตรแนะแสงเดียวกันเหนือวรรณะด้วยความเพียร

เพลง: กรรณกัตถลสูตรแนะแสงเดียวกันเหนือวรรณะด้วยความเพียร   (Intro) ณ ป่าเงียบงัน เสียงธรรมดังกังวาน กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ยังแสวงหาความจริง ค...