วิเคราะห์อามคันธสูตรในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต 2. จูฬวรรค ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรมและการประยุกต์ใช้
บทนำ
อามคันธสูตรเป็นพระสูตรสำคัญที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต 2. จูฬวรรค ซึ่งกล่าวถึงการสนทนาระหว่างพระกัสสปพุทธเจ้าและติสสดาบสเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของ "กลิ่นดิบ" (อามคันธ) พระสูตรนี้เน้นการแยกแยะระหว่างคุณค่าภายในที่แท้จริงกับเปลือกนอกทางวัตถุและพิธีกรรม ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบริบทพุทธสันติวิธีเพื่อสร้างความสงบสุขทั้งในระดับบุคคลและสังคม
สาระสำคัญของอามคันธสูตร
ในอามคันธสูตร ติสสดาบสได้ตั้งคำถามถึงการบริโภคเนื้อสัตว์ของพระพุทธเจ้า โดยมองว่าเนื้อและอาหารบางชนิดอาจถือเป็น "กลิ่นดิบ" แต่พระกัสสปพุทธเจ้าทรงตอบว่าความเป็น "กลิ่นดิบ" มิได้อยู่ที่เนื้อหรืออาหาร หากแต่อยู่ที่พฤติกรรมและจิตใจของมนุษย์ เช่น การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การพูดเท็จ ความโลภ และความหลงผิด ความคิดและการกระทำเหล่านี้ต่างหากที่เป็น "กลิ่นดิบ" ที่แท้จริง
ประเด็นสำคัญในอามคันธสูตร
การตีความคำว่า "กลิ่นดิบ"
"กลิ่นดิบ" ในพระสูตรนี้หมายถึงคุณสมบัติทางจริยธรรมที่ต่ำทราม อันเกิดจากการประพฤติผิดศีลธรรม เช่น ความโกรธ ความโลภ การเบียดเบียน และการประพฤติไม่สุจริต
อาหารหรือวัตถุทางวัตถุไม่ใช่ตัวกำหนดคุณค่าของบุคคล แต่พฤติกรรมทางจริยธรรมต่างหากที่มีผลต่อการพัฒนาชีวิตและสังคม
หลักการปฏิบัติที่นำไปสู่ความบริสุทธิ์
พระพุทธเจ้าทรงเน้นย้ำถึงการควบคุมอินทรีย์ทั้งหก (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) เพื่อไม่ให้ถูกครอบงำด้วยตัณหาและอกุศล
การหลีกเลี่ยง "กลิ่นดิบ" หมายถึงการละเว้นจากความประพฤติผิดทั้งในทางกาย วาจา และใจ พร้อมกับยกระดับคุณธรรมในตนเอง
พุทธสันติวิธีในบริบทอามคันธสูตร
การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
การสร้างความสงบสุขในชีวิตเริ่มจากการพัฒนาคุณธรรมส่วนบุคคล โดยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เป็น "กลิ่นดิบ" และมุ่งสู่การดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม
การไม่ตัดสินผู้อื่นจากเปลือกนอก เช่น การบริโภคอาหารหรือการแต่งกาย แต่ให้มองที่เจตนาและพฤติกรรมของเขา
การสร้างสันติภาพในสังคม
หลักธรรมในอามคันธสูตรสามารถนำมาส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเน้นการเคารพในความแตกต่าง ลดการแบ่งแยก และหลีกเลี่ยงการเบียดเบียน
การส่งเสริมความเข้าใจในคุณค่าที่แท้จริง เช่น การเห็นความสำคัญของความซื่อสัตย์ ความเมตตา และความกรุณา แทนการยึดติดในพิธีกรรมหรือความเชื่อที่เป็นเพียงเปลือกนอก
บทสรุป
อามคันธสูตรแสดงถึงความลึกซึ้งของคำสอนในพระพุทธศาสนา ที่มุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจและคุณธรรมมากกว่าการยึดติดในวัตถุหรือพิธีกรรม โดยในบริบทพุทธสันติวิธี หลักธรรมในพระสูตรนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความสงบสุขทั้งในระดับบุคคลและสังคม โดยเน้นการขจัด "กลิ่นดิบ" ทางจริยธรรมและการส่งเสริมคุณธรรมที่แท้จริง เพื่อบรรลุถึงสันติภาพที่ยั่งยืนในทุกระดับ เรื่อง "วิเคราะห์ อามคันธสูตร ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต ๒. จูฬวรรค ที่ประกอบด้วย
สุตตนิบาต จูฬวรรคที่ ๒
อามคันธสูตรที่ ๒
ติสสดาบสทูลถามพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ด้วยคาถาความว่า
[๓๑๕] สัตบุรุษทั้งหลายบริโภคข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเขียว ใบ
ไม้ เหง้ามัน และผลไม้ที่ได้แล้วโดยธรรม หาปรารถนา
กามกล่าวคำเหลาะแหละไม่ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระ
นามว่ากัสสป พระองค์เมื่อเสวยเนื้อชนิดใดที่ผู้อื่นทำสำเร็จ
ดีแล้ว ตบแต่งไว้ถวายอย่างประณีต เมื่อเสวยข้าวสุก
แห่งข้าวสาลี ก็ชื่อว่าย่อมเสวยกลิ่นดิบ ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพรหม พระองค์ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่น
ดิบย่อมไม่ควรแก่เรา แต่ยังเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาลีกับ
เนื้อนกที่บุคคลปรุงดีแล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระนาม
ว่ากัสสป ข้าพระองค์ขอทูลถามความข้อนี้กะพระองค์ว่า
กลิ่นดิบของพระองค์มีประการอย่างไร ฯ
พระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสปตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า
การฆ่าสัตว์ การทุบตี การตัด การจองจำ การลัก การพูด-
เท็จ การกระทำด้วยความหวัง การหลอกลวง การ
เรียนคัมภีร์ที่ไร้ประโยชน์ และการคบหาภรรยาผู้อื่น นี้
ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ชน
เหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในกามทั้งหลาย ยินดีใน
รสทั้งหลาย เจือปนไปด้วยของไม่สะอาด มีความเห็น
ว่าทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล มีการงานไม่เสมอ บุคคล
พึงแนะนำได้โดยยากนี้ ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อ
และโภชนะไม่ชื่อว่าเป็นกลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดผู้เศร้า-
หมอง หยาบช้า หน้าไหว้หลังหลอก ประทุษร้ายมิตร
ไม่มีความกรุณา มีมานะจัด มีปกติไม่ให้ และไม่ให้อะไรๆ
แก่ใครๆ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะ
ไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย ความโกรธ ความมัวเมา ความ
เป็นคนหัวดื้อ ความตั้งอยู่ผิด มายา ฤษยา ความยกตน
ความถือตัว ความดูหมิ่น และความสนิทสนมด้วยอสัต-
บุรุษทั้งหลาย นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบ เนื้อและโภชนะไม่ชื่อ
ว่ากลิ่นดิบเลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ มีปรกติประพฤติ
ลามก กู้หนี้มาแล้วไม่ใช้ พูดเสียดสี พูดโกง เป็นคน
เทียม เป็นคนต่ำทราม กระทำกรรมหยาบช้า นี้ชื่อว่า
กลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบ
เลย ชนเหล่าใดในโลกนี้ ไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ชักชวน
ผู้อื่นประกอบการเบียดเบียน ทุศีล ร้ายกาจ หยาบคาย
ไม่เอื้อเฟื้อ นี้ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและ
โภชนะไม่ชื่อว่ากลิ่นดิบเลย สัตว์เหล่าใดกำหนัดแล้วใน
สัตว์เหล่านี้ โกรธเคือง ฆ่าสัตว์ ขวนขวายในอกุศลเป็น
นิตย์ ตายไปแล้วย่อมถึงที่มืด มีหัวลงตกไปสู่นรก นี้
ชื่อว่ากลิ่นดิบของชนเหล่านั้น เนื้อและโภชนะไม่ชื่อว่า
กลิ่นดิบเลย การไม่กินปลาและเนื้อ ความเป็นคน
ประพฤติเปลือย ความเป็นคนโล้น การเกล้าชฎา ความ
เป็นผู้หมักหมมด้วยธุลี การครองหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ
การบำเรอไฟ หรือแม้ว่าความเศร้าหมองในกายที่เป็นไป
ด้วยความปรารถนา ความเป็นเทวดา การย่างกิเลสเป็นอัน
มากในโลก มนต์และการเซ่นสรวง ยัญและการซ่อง-
เสพฤดู ย่อมไม่ยังสัตว์ผู้ไม่ข้ามพ้นความสงสัยให้หมดจด
ได้ ผู้ใด คุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหกเหล่านั้น รู้แจ้งอินทรีย์
แล้ว ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในความเป็นคนตรงและอ่อน
โยน ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมด
ผู้นั้นเป็นนักปราชญ์ ไม่ติดอยู่ในธรรมที่เห็นแล้ว และ
ฟังแล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสบอกความข้อนี้บ่อยๆ ด้วยประการ-
ฉะนี้ ติสสดาบสผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์ได้ทราบความข้อนั้นแล้ว
พระผู้มีพระภาคผู้เป็นมุนี ทรงประกาศด้วยพระคาถาทั้ง
หลาย อันวิจิตรว่า บุคคลผู้ที่ไม่มีกลิ่นดิบ ผู้อันตัณหา
และทิฐิไม่อาศัยแล้ว ตามรู้ได้ยาก ติสสดาบสฟังบท
สุภาษิตซึ่งไม่มีกลิ่นดิบ อันเป็นเครื่องบรรเทาเสียซึ่งทุกข์
ทั้งปวง ของพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นผู้มีใจนอบน้อม
ถวายบังคมพระบาทของตถาคต ได้ทูลขอบรรพชาที่อาสนะ
นั่นแล ฯ
จบอามคันธสูตรที่ ๒
ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ อามคันธสูตร ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต ๒. จูฬวรรค
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น