วิเคราะห์ธรรมิกสูตรในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25: หลักธรรมและการประยุกต์ใช้ในปริบทพุทธสันติวิธี
เพลง: ธรรมสำหรับพระกับฆราวาส
(Verse 1)
โอ้พระโคดม ผู้มีจักษุไพศาล
บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ควรทำเช่นใด
เพื่อให้เกิดประโยชน์ สุขสงบภายใน
ข้าแต่พระผู้ตรัสรู้ โปรดชี้แนะทางสว่าง
(Chorus)
"จงอยู่ในธรรม อย่าส่งจิตไกล
ดำรงในสมถะ มุ่งไปสู่วิปัสสนา
ละความโลภ โกรธ หลง ยึดมั่นในศีลห้า
เป็นหนทางสุขา พ้นทุกข์พ้นภัย"
(Verse 2)
ละบาปกรรม อย่าฆ่าสัตว์ ละความเมา
อย่าลัก อย่ามุสา พึงสำรวมวาจา
เลี้ยงดูบิดามารดา ด้วยใจกรุณา
ข้าว น้ำ และจิตเมตตา แบ่งปันเพื่อเพื่อนมนุษย์
(Outro)
ธรรมของพระพุทธองค์ ประกาศไว้ชัดเจน
บัณฑิตทั้งหลายพึงเห็น หนทางสู่นิพพาน
เพียงปฏิบัติตาม ด้วยศรัทธาในพระธรรม
พ้นภัยแห่งวัฏสงสาร สู่สุขาอันนิรันดร์
บทนำ
ธรรมิกสูตรเป็นพระสูตรสำคัญในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต 2. จูฬวรรค) ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบคำถามของธรรมิกอุบาสกและอุบาสกอีก 500 คนเกี่ยวกับการปฏิบัติที่เหมาะสมทั้งในฐานะบรรพชิตและคฤหัสถ์ พระสูตรนี้ให้ความกระจ่างในเรื่องหลักการดำเนินชีวิตที่เกื้อกูลแก่ความสงบสุขและประโยชน์สูงสุดในสังคม บทความนี้มุ่งวิเคราะห์เนื้อหาสาระของธรรมิกสูตรและประยุกต์ใช้หลักธรรมเหล่านี้ในปริบทของพุทธสันติวิธีเพื่อการสร้างสังคมที่สงบสุขและยั่งยืน
สาระสำคัญของธรรมิกสูตร
ธรรมิกสูตรแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนหลัก คือ คำสอนสำหรับบรรพชิตและคำสอนสำหรับคฤหัสถ์ โดยมีรายละเอียดดังนี้:
1. คำสอนสำหรับบรรพชิต
พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้บรรพชิตปฏิบัติตามหลักดังนี้:
การประพฤติสมควรแก่บรรพชิต: บรรพชิตควรหลีกเลี่ยงการเที่ยวไปในเวลาวิกาลและตั้งตนอยู่ในอิริยาบถที่เหมาะสม
การสำรวมในอินทรีย์: รูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะเป็นเหตุแห่งความมัวเมา บรรพชิตควรละความพอใจในสิ่งเหล่านี้
การแสวงหาความสงบภายใน: หลังจากบิณฑบาตแล้ว ควรอยู่ในที่สงัดเพื่อเจริญสมถะและวิปัสสนา
การเจรจาที่สร้างสรรค์: ไม่ควรพูดจาส่อเสียดหรือติเตียนผู้อื่น ควรพูดแต่ธรรมที่ประณีต
การไม่ยึดติดในปัจจัยสี่: บรรพชิตควรพิจารณาอาหาร ที่อยู่ และเครื่องนุ่งห่มอย่างมีสติ โดยไม่ยึดติด
2. คำสอนสำหรับคฤหัสถ์
พระพุทธองค์ทรงวางหลักปฏิบัติที่เรียกว่า "วัตรแห่งคฤหัสถ์" ดังนี้:
ศีล 5: ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา
การรักษาอุโบสถศีล: คฤหัสถ์ควรเข้าจำอุโบสถในวันสำคัญทางพุทธศาสนาเพื่อฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์
การดำรงชีพโดยชอบธรรม: พึงเลี้ยงชีพด้วยอาชีพที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
การดูแลครอบครัวและสงเคราะห์สังคม: ควรเลี้ยงดูมารดาบิดา แจกจ่ายทานแก่ผู้ยากไร้ และสนับสนุนพระสงฆ์
หลักธรรมในปริบทพุทธสันติวิธี
1. สันติสุขจากการสำรวมในตน
คำสอนในธรรมิกสูตรเน้นการสำรวมอินทรีย์และการฝึกจิตผ่านสมถะและวิปัสสนา สิ่งนี้สะท้อนถึงแนวคิดพื้นฐานของพุทธสันติวิธีที่เชื่อว่าความสงบสุขในสังคมเริ่มต้นจากความสงบภายในตัวบุคคล หากบรรพชิตและคฤหัสถ์ปฏิบัติตามคำสอนนี้ ย่อมลดการเกิดปัญหาทางสังคม เช่น ความขัดแย้งและความโลภ
2. ศีลธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม
วัตรแห่งคฤหัสถ์ที่ประกอบด้วยศีล 5 และการดำรงชีพโดยชอบธรรม ชี้ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของศีลธรรมในการสร้างสันติภาพในสังคม การเว้นจากการเบียดเบียนและการช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
3. การส่งเสริมความสามัคคีผ่านการสื่อสารที่สร้างสรรค์
พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์หลีกเลี่ยงการพูดจาส่อเสียดหรือก่อให้เกิดความขัดแย้ง คำสอนนี้มีความสำคัญในปัจจุบันที่การสื่อสารที่ไม่สร้างสรรค์ในสังคมและสื่อสังคมออนไลน์เป็นสาเหตุของความแตกแยก การใช้คำพูดเพื่อสร้างสันติสุขจึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ควรส่งเสริม
4. การลดความเหลื่อมล้ำด้วยการแบ่งปันและสงเคราะห์
การแจกจ่ายทาน การดูแลครอบครัว และการสนับสนุนพระสงฆ์ เป็นตัวอย่างของการกระจายทรัพยากรที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม การประยุกต์ใช้แนวทางนี้สามารถช่วยสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในสังคม
บทสรุป
ธรรมิกสูตรเป็นแหล่งธรรมสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงหลักปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ เพื่อการดำเนินชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและสังคม การนำหลักธรรมในธรรมิกสูตรไปประยุกต์ใช้ในปริบทของพุทธสันติวิธีสามารถช่วยสร้างสังคมที่สงบสุข ยั่งยืน และปราศจากความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง
เรื่อง "วิเคราะห์ ธรรมิกสูตร ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต ๒. จูฬวรรค ที่ประกอบด้วย
ธรรมิกสูตรที่ ๑๔
[๓๓๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ธรรมิกอุบาสก
พร้อมด้วยอุบาสก ๕๐๐ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
[๓๓๓] ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ข้าพระองค์ขอ
ทูลถามพระองค์ อุบาสกผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตก็ดี อุบาสก
ผู้ยังอยู่ครองเรือนอีกก็ดี บรรดาสาวกทั้งสองพวกนี้สาวก
กระทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พระองค์
เท่านั้นแล ทรงทราบชัดซึ่งคติและความสำเร็จของโลกพร้อม
ทั้งเทวโลก บุคคลผู้เห็นประโยชน์อันละเอียดเช่นกับพระ
องค์ย่อมไม่มี บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวพระองค์แล ว่าเป็น
พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงแทงตลอดไญยธรรม
ทรงอนุเคราะห์เหล่าสัตว์ ได้ทรงประกาศพระญาณและธรรม
ทั้งปวง ข้าแต่พระโคดมผู้มีพระจักษุรอบคอบ พระองค์ผู้มี
กิเลสดุจหลังคาที่เปิดแล้ว เป็นผู้ปราศจากมลทิน ไพโรจน์
อยู่ในโลกทั้งปวง พญาช้าง (เทพบุตร) ชื่อเอราวัณ
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคนี้ทรงชนะบาปธรรม ดังนี้แล้ว
ได้ไปในสำนักของพระองค์ พญาช้างเอราวัณแม้นั้นทูลถาม
ปัญหากะพระองค์ ได้สดับปัญหาแล้วซ้องสาธุการชื่นชม
ยินดี ได้บรรลุธรรมไปแล้ว แม้พระราชาพระนามว่า
เวสสวัณกุเวรก็เข้าเฝ้าพระองค์ทูลไต่ถามธรรมอยู่ พระองค์
อันพระราชาพระนามว่าเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล ทูลถามแล้ว
ย่อมตรัสบอก ท้าวเวสสวัณกุเวรแม้นั้นแล ได้สดับปัญหาแล้ว
ทรงชื่นชมยินดี ได้เสด็จไปแล้ว พวกเดียรถีย์ก็ดี อาชีวกก็ดี
นิครนถ์ก็ดี ผู้มีปรกติกระทำวาทะทั้งหมดนี้ย่อมไม่เกินพระองค์
ด้วยปัญญา เหมือนบุคคลผู้หยุดอยู่ ไม่พึงเกินคนเดินเร็วซึ่ง
เดินอยู่ ฉะนั้น พวกพราหมณ์ก็ดี แม้พวกพราหมณ์ผู้เฒ่าก็ดี
ผู้มีปรกติกระทำวาทะเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ และแม้ชนเหล่า
อื่นสำคัญอยู่ว่า เราทั้งหลายผู้มีปรกติกระทำวาทะ ชนเหล่า
นั้นทั้งหมด เป็นผู้เนื่องด้วยประโยชน์ในพระองค์ ข้าแต่
พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทั้งหมดกำลังคอยฟังด้วยดี ซึ่ง
ธรรมที่ละเอียดและนำความสุขมาให้ อันพระองค์ตรัสดีแล้ว
นี้ ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์อันข้าพระองค์
ทั้งหลายทูลถามแล้ว ได้โปรดตรัสบอกความข้อนั้น แก่ข้า
พระองค์ทั้งหลาย ภิกษุกับทั้งอุบาสกเหล่านี้แม้ทั้งหมดนั่ง
ประชุมกันแล้วในที่นั้นแหละ เพื่อจะฟังขอจงตั้งใจฟังธรรม
ที่พระผู้มีพระภาคผู้ไม่มีมลทินตรัสรู้แล้ว เหมือนเทวดา
ทั้งหลายตั้งใจฟังสุภาษิตของท้าววาสวะ ฉะนั้น ฯ
พระผู้มีพระภาค เพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาของบรรพชิตก่อน ตรัสเรียก
ภิกษุทั้งหลายมาแล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟังเรา เราจะยังเธอ
ทั้งหลายให้ฟังธรรมอันกำจัดกิเลส และเธอทั้งปวงจงประ
พฤติธรรมอันกำจัดกิเลสนั้น ภิกษุผู้มีปัญญาความคิด ผู้เห็น
ประโยชน์ พึงเสพอิริยาบถอันสมควรแก่บรรพชิตนั้น ภิกษุ
ไม่พึงเที่ยวไปในเวลาวิกาลเลย อนึ่งภิกษุพึงเที่ยวไปเพื่อ
บิณฑบาตในบ้านในกาล ด้วยว่าธรรมเป็นเครื่องข้องทั้งหลาย
ย่อมข้องภิกษุผู้เที่ยวไปในกาลอันไม่สมควรไว้ เพราะเหตุ
นั้น ท่านผู้รู้ทั้งหลายย่อมไม่เที่ยวไปในเวลาวิกาล รูป เสียง
กลิ่น รส และผัสสะ ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้มัวเมา ภิกษุนั้น
กำจัดเสียแล้วซึ่งความพอใจในธรรมเหล่านี้ พึงเข้าไปยัง
โอกาสที่จะพึงบริโภคอาหารในเวลาเช้าโดยกาล อนึ่ง ภิกษุ
ได้บิณฑบาตแล้วตามสมัย พึงกลับไปนั่งในที่สงัดแต่ผู้
เดียว ภิกษุผู้สงเคราะห์อัตภาพแล้ว คิดถึงขันธสันดาน
ในภายใน ไม่พึงส่งใจไปในภายนอก ถ้าแม้ว่าภิกษุนั้น
พึงเจรจากับสาวกอื่น หรือกับภิกษุรูปไรๆ ไซร้ ภิกษุนั้นพึง
กล่าวธรรมอันประณีต ไม่พึงกล่าวคำส่อเสียด ทั้งไม่พึง
กล่าวคำติเตียนผู้อื่น ก็บุคคลบางพวกย่อมประถ้อยคำกัน
เราย่อมไม่สรรเสริญบุคคลเหล่านั้นผู้มีปัญญาน้อย ความ
เกี่ยวข้องด้วยการวิวาท เกิดจากคลองแห่งคำนั้นๆ ย่อม
ข้องบุคคลเหล่านั้นไว้ เพราะบุคคลเหล่านั้นส่งจิตไปในที่ไกล
จากสมถะและวิปัสสนา สาวกผู้มีปัญญาดี ฟังธรรมที่พระสุคต
ทรงแสดงแล้ว พิจารณาบิณฑบาต ที่อยู่ ที่นอน ที่นั่ง
น้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิแล้วพึงเสพ เพราะเหตุนั้น
แล ภิกษุไม่ติดแล้วในธรรมเหล่านี้ คือ บิณฑบาต ที่นอน
ที่นั่ง น้ำ และการซักมลทินผ้าสังฆาฏิ เหมือนหยาดน้ำ
ไม่ติดในใบบัว ฉะนั้น ก็เราจะบอกวัตรแห่งคฤหัสถ์แก่เธอ
ทั้งหลาย สาวกกระทำอย่างไรจึงจะเป็นผู้ยังประโยชน์ให้
สำเร็จ จริงอยู่สาวกไม่พึงได้เพื่อจะถูกต้องธรรมของภิกษุ
ล้วนด้วยอาการที่มีความหวงแหน สาวกวางอาชญาในสัตว์
ทุกหมู่เหล่า ทั้งผู้ที่มั่นคงทั้งผู้ที่ยังสะดุ้งในโลกแล้ว ไม่พึง
ฆ่าสัตว์เอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า และไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นฆ่า
แต่นั้น สาวกรู้อยู่ พึงเว้นสิ่งที่เขาไม่ให้อะไรๆ ในที่ไหนๆ
ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นลัก ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นลัก พึงเว้นวัตถุ
ที่เจ้าของเขาไม่ให้ทั้งหมด สาวกผู้รู้แจ้งพึงเว้นอพรหมจรรย์
เหมือนบุคคลเว้นหลุมถ่านเพลิงที่ไฟลุกโชน ฉะนั้น แต่
เมื่อไม่สามารถประพฤติพรหมจรรย์ ก็ไม่พึงก้าวล่วงภรรยา
ของผู้อื่น ก็สาวกผู้อยู่ในที่ประชุมก็ดี อยู่ในท่ามกลางบริษัท
ก็ดี ไม่พึงกล่าวเท็จแก่บุคคลผู้หนึ่ง ไม่พึงให้ผู้อื่นกล่าว
คำเท็จ ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นกล่าวเท็จ พึงเว้นคำไม่เป็นจริง
ทั้งหมด สาวกผู้เป็นคฤหัสถ์ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงชอบใจธรรมนี้
ไม่พึงใช้ให้ผู้อื่นดื่ม ไม่พึงอนุญาตให้ผู้อื่นดื่ม เพราะทราบ
ชัดการดื่มน้ำเมานั้นว่า มีความเป็นบ้าเป็นที่สุด คนพาล
ทั้งหลายย่อมกระทำบาปเอง และใช้คนอื่นผู้ประมาทแล้ว
ให้กระทำบาป เพราะความเมานั่นเอง สาวกพึงเว้นความ
เป็นบ้า ความหลงที่คนพาลใคร่แล้ว อันเป็นบ่อเกิดแห่ง
บาปนี้ ไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้
ไม่พึงพูดมุสา ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงเว้นจากเมถุนธรรมอันเป็น
ความประพฤติไม่ประเสริฐ ไม่พึงบริโภคโภชนะในเวลา
วิกาลในราตรี ไม่พึงทัดทรงดอกไม้และไม่พึงลูบไล้ของหอม
พึงนอนบนเตียงหรือบนพื้นดินที่เขาลาดแล้ว บัณฑิตทั้งหลาย
กล่าวอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้แล ว่าอัน
พระพุทธเจ้าผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ทรงประกาศไว้แล้ว แต่นั้น
สาวกผู้มีใจเลื่อมใส พึงเข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘
ประการให้บริบูรณ์ดี ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ
แห่งปักข์ และตลอดปาฏิหาริกปักข์ แต่นั้นสาวกผู้รู้แจ้ง
เข้าจำอุโบสถอยู่แต่เช้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชื่นชมอยู่
เนืองๆ พึงแจกจ่ายภิกษุสงฆ์ด้วยข้าวและน้ำตามควร พึงเลี้ยง
มารดาและบิดาด้วยโภคสมบัติที่ได้มาโดยชอบธรรม พึงประ-
กอบการค้าขายอันชอบธรรม ไม่ประมาท ประพฤติวัตรแห่ง
คฤหัสถ์นี้อยู่ ย่อมเข้าถึงเหล่าเทวดาชื่อว่าสยัมปภา ผู้มี
รัศมีในตน ฯ
ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ ธรรมิกสูตร ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต ๒. จูฬวรรค
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น