วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2568

วิเคราะห์ สัมมาปริพพาชนิยสูตร ปฏิบัติที่เน้นการฝึกฝนตนเองให้หลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะ

 

วิเคราะห์ “สัมมาปริพพาชนิยสูตร” ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรมประยุกต์ใช้

บทนำ

“สัมมาปริพพาชนิยสูตร” เป็นพระสูตรสำคัญที่ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ สุตตนิบาต จูฬวรรค พระสูตรนี้แสดงคำสอนเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องของภิกษุผู้แสวงหาความพ้นทุกข์ โดยพระพุทธเจ้าทรงตอบคำถามของพระพุทธนิมิตเกี่ยวกับการเว้นรอบโดยชอบในโลก หลักธรรมที่ปรากฏในพระสูตรนี้มีลักษณะเป็นข้อปฏิบัติที่เน้นการฝึกฝนตนเองให้หลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะ เพื่อให้เกิดสันติสุขที่แท้จริง ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของพุทธสันติวิธีในยุคปัจจุบันได้อย่างน่าสนใจ

สาระสำคัญของสัมมาปริพพาชนิยสูตร

พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิบายคุณสมบัติของภิกษุผู้สามารถเว้นรอบโดยชอบในโลกไว้หลายประการ ดังนี้:

  1. ละกามและมงคลอันเป็นโทษ

    • ภิกษุที่ละความกำหนัดในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์และทิพย์ และละมงคลที่เป็นโทษ ย่อมสามารถเว้นรอบโดยชอบในโลกได้

  2. ละตัณหาและทิฐิ

    • ผู้ที่ถอนความยึดมั่นในตัณหาและทิฐิ ละสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ย่อมสามารถบรรลุธรรมและเว้นรอบโดยชอบ

  3. กำจัดความโกรธและความโลภ

    • การละความโกรธ ความตระหนี่ และความโลภเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การเว้นรอบโดยชอบในโลก

  4. ไม่ยึดถือในอุปธิ

    • ภิกษุที่ไม่เห็นสาระในอุปธิทั้งหลาย และไม่ยึดมั่นในภพไหนๆ ย่อมสามารถดำรงอยู่ในสภาพหลุดพ้น

  5. ปฏิบัติตรงต่อธรรม

    • การปฏิบัติตรงต่อธรรม การละอนุสัยและอกุศลมูล และการมีจิตตั้งมั่น ย่อมทำให้ภิกษุสามารถเว้นรอบโดยชอบในโลกได้

  6. ละมานะและข้ามพ้นความสงสัย

    • ผู้ที่ละมานะ ก้าวล่วงความสงสัย และมีศรัทธาในมรรค ย่อมถึงนิพพานและเว้นรอบโดยชอบ

  7. เป็นผู้รู้แจ้งธรรมและเห็นสัจจะ

    • การตรัสรู้ธรรม การเห็นสัจจะ และการละอาสวะทั้งหลาย เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความหลุดพ้น

การวิเคราะห์ในบริบทพุทธสันติวิธี

หลักธรรมใน “สัมมาปริพพาชนิยสูตร” มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับพุทธสันติวิธี ซึ่งเน้นการสร้างสันติสุขทั้งในระดับบุคคลและสังคม โดยสามารถวิเคราะห์ในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  1. การละกามและตัณหา: สันติสุขภายใน

    • การละกามและตัณหาเป็นพื้นฐานของการพัฒนาสันติสุขภายใน เมื่อบุคคลปลดปล่อยตัวเองจากความต้องการทางวัตถุและกิเลส ย่อมเกิดความสงบในจิตใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสันติสุขในระดับสังคม

  2. การละความโกรธและความโลภ: การอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

    • ความโกรธและความโลภเป็นสาเหตุสำคัญของความขัดแย้ง การละสองสิ่งนี้ช่วยลดแรงกระตุ้นที่นำไปสู่ความขัดแย้ง และสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อความปรองดองในสังคม

  3. การไม่ยึดมั่นในอุปธิ: การขจัดอคติและความแตกแยก

    • การไม่ยึดมั่นในอุปธิช่วยลดอคติที่เกิดจากความยึดติดในตัวตนและทรัพย์สิน ซึ่งเป็นรากฐานของความขัดแย้งในสังคม

  4. การปฏิบัติตรงต่อธรรม: การสร้างผู้นำที่มีคุณธรรม

    • การมีศรัทธาและการปฏิบัติตรงต่อธรรมช่วยพัฒนาผู้นำที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งสามารถนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุขได้

การประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน

หลักธรรมใน “สัมมาปริพพาชนิยสูตร” สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการแก้ไขปัญหาสังคมได้หลายวิธี เช่น:

  1. การพัฒนาตนเอง

    • บุคคลสามารถฝึกฝนตนเองให้ละกิเลสและปฏิบัติตรงต่อธรรม เพื่อสร้างสันติสุขภายในและส่งผลต่อสังคมโดยรวม

  2. การส่งเสริมการไม่ยึดติด

    • การให้การศึกษาและเผยแผ่หลักธรรมที่เน้นการไม่ยึดติดในตัวตนและทรัพย์สิน ช่วยลดความขัดแย้งในสังคม

  3. การสร้างวัฒนธรรมแห่งความเมตตา

    • การส่งเสริมความเมตตาและการให้อภัยในครอบครัวและชุมชน ช่วยสร้างความสามัคคีและลดความรุนแรงในสังคม

บทสรุป

“สัมมาปริพพาชนิยสูตร” เป็นพระสูตรที่ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตที่มุ่งสู่ความหลุดพ้นและสันติสุข ทั้งในระดับบุคคลและสังคม หลักธรรมที่ปรากฏในพระสูตรนี้มีความสำคัญในการพัฒนาสันติวิธี โดยเน้นการละกิเลส การไม่ยึดติด และการปฏิบัติตรงต่อธรรม การประยุกต์ใช้หลักธรรมเหล่านี้ในชีวิตประจำวันและสังคมสามารถช่วยสร้างสันติสุขที่แท้จริงในยุคปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน


      ช่วยเขียนบทความทางวิชาการ เรื่อง "วิเคราะห์   สัมมาปริพพาชนิยสูตร  ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  17  ขุททกนิกาย   อิติวุตตกะ สุตตนิบาต  ๒. จูฬวรรค   ที่ประกอบด้วย 

  สัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓

             พระพุทธนิมิตตรัสถามด้วยพระคาถาว่า

             [๓๓๑] เราขอถามมุนีผู้มีปัญญามาก ผู้ข้ามถึงฝั่ง ปรินิพพานแล้ว

                          ดำรงตนมั่น ภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลายแล้ว พึงเว้น

                          รอบโดยชอบในโลกอย่างไร ฯ

             พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

                          ภิกษุใด ถอนการถือความเกิด ความฝันและลักษณะว่า

                          เป็นมงคลขึ้นได้แล้ว ภิกษุนั้นละมงคลอันเป็นโทษได้แล้ว

                          พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุพึงนำเสียซึ่งความกำหนัด

                          ในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ทั้งที่เป็นของทิพย์

                          ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวล่วงภพได้แล้ว พึงเว้นรอบ

                          โดยชอบในโลก ภิกษุกำจัดคำส่อเสียดแล้ว พึงละความ

                          โกรธ ความตระหนี่ ภิกษุนั้นละความยินดีและความ

                          ยินร้ายได้แล้ว พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุละสัตว์

                          และสังขารอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้ว ไม่ถือมั่น อัน

                          ตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วในภพไหนๆ หลุดพ้นแล้วจาก

                          ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก

                          ภิกษุนั้น กำจัดเสียแล้วซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจแห่งความ

                          พอใจในความยึดถือทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความเป็นสาระ

                          ในอุปธิทั้งหลาย ภิกษุนั้นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้ว

                          อันใครๆ พึงนำไปไม่ได้ พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก

                          ภิกษุนั้นไม่ผิดพลาดด้วยวาจาใจและการงานแล้ว รู้แจ้ง

                          แล้วซึ่งธรรมโดยชอบ ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ พึงเว้น

                          รอบโดยชอบในโลก ภิกษุใดประสบอยู่ ไม่พึงยึดถือ

                          ว่าเราแม้ถูกด่าก็ไม่พึงผูกโกรธ ได้โภชนะที่ผู้อื่นให้แล้ว

                          ไม่พึงประมาทมัวเมา ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก

                          ภิกษุละความโลภและภพแล้ว งดเว้นจากการตัดและการ

                          จองจำสัตว์อื่น ข้ามพ้นความสงสัย ไม่มีกิเลสดุจลูกศร

                          พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุรู้แจ้งความปฏิบัติอันสมควร

                          แก่ตน และรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่พึงเบียด-

                          เบียนสัตว์ไรๆ ในโลก พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุ

                          ใดไม่มีอนุสัย ถอนอกุศลมูลอะไรๆ ขึ้นได้แล้ว ภิกษุ

                          นั้นไม่มีความหวัง ไม่มีตัณหา พึงเว้นรอบโดยชอบ

                          ในโลก ภิกษุผู้สิ้นอาสวะ ละมานะได้แล้ว ก้าวล่วง

                          ธรรมชาติอันเป็นทางแห่งราคะได้หมด ฝึกฝนตน ดับกิเลส

                          ได้แล้ว มีจิตตั้งมั่น พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุผู้

                          มีศรัทธาได้สดับแล้ว เห็นมรรค ไม่แล่นไปด้วยอำนาจ

                          ทิฐิในสัตว์ทั้งหลายผู้ไปแล้วด้วยทิฐิ ภิกษุนั้นเป็นนักปราชญ์

                          กำจัดเสียซึ่งโลภะ โทสะ และปฏิฆะ พึงเว้นรอบ

                          โดยชอบในโลก ภิกษุนั้นชนะกิเลสด้วยอรหัตมรรคอันหมด

                          จดดี มีกิเลสดุจหลังคาเปิดแล้ว มีความชำนาญในธรรม

                          ทั้งหลาย ถึงนิพพาน ไม่มีความหวั่นไหว ฉลาดในญาณ

                          อันเป็นที่ดับสังขาร พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ภิกษุ

                          ล่วงความกำหนดว่าเราว่าของเรา ในปัญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีต

                          ทั้งที่เป็นอนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ก้าวล่วงทั้ง ๓ กาล หลุด

                          พ้นแล้วจากอายตนะทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบในโลก

                          ภิกษุผู้รู้บทแห่งสัจจะทั้งหลาย ตรัสรู้ธรรม เห็นการละ

                          อาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ (นิพพาน) ไม่ข้องอยู่ในภพไหนๆ

                          เพราะความหมดสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งปวง พึงเว้นรอบโดยชอบ

                          ในโลก ฯ

             พระพุทธนิมิตตรัสพระคาถาว่า

                          ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้นแน่แท้ทีเดียว ภิกษุ

                          ใดมีปรกติอยู่อย่างนี้ ฝึกฝนตนแล้ว ล่วงธรรมเป็นที่ตั้ง

                          แห่งสังโยชน์ทั้งปวง ภิกษุนั้นพึงเว้นรอบโดยชอบในโลก ฯ

ในปริบทพุทธสันติวิธี: หลักธรรม ประยุกต์ใช้" โดยใช้สาระสำคัญของ  สัมมาปริพพาชนิยสูตร    ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 25  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่  17  ขุททกนิกาย  อิติวุตตกะ  สุตตนิบาต  ๒. จูฬวรรค

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

เพลง: อชรสาสูตรสิ่งที่ไม่ชำรุด

เพลง: อชรสาสูตรสิ่งที่ไม่ชำรุด  (Intro) โลกหมุนไป…ทุกสิ่งแปรผัน วันและคืน…ไม่เคยหยุดรอ แต่มีบางสิ่ง…ไม่เคยเสื่อมคลอ คือธรรมในใจ…ที่เรา...