เพลง: สัมเภชอุทกสูตรมหานทีแห่งปัญญา
[Intro]
คงคา ยมุนา อจิรวดี
สรภู มหี ไหลรวมสาย
จากสายน้ำอันยิ่งใหญ่
สู่มหาสมุทรแห่งความจริง
พระศาสดาตรัสถามภิกษุ
หยาดน้ำเพียงน้อยกับสายนที
สิ่งใดเล่าจะมากกว่ากัน
คำตอบนั้นชัดในฤดี
หยาดน้ำเล็กน้อยเพียงชั่วคราว
เทียบมิได้กับธารยิ่งใหญ่
ดุจความเห็นผิดอันเลือนราง
เทียบมิได้กับธรรมอำไพ
เมื่อดวงตาแห่งธรรมเปิดขึ้น
ความมืดหม่นพลันจางหาย
เห็นเหตุ เห็นผล เห็นความจริง
สันติสุขจึงเกิดในใจ
[Chorus]
มหานทีแห่งปัญญา
ไหลหล่อเลี้ยงโลกกว้างไกล
ธรรมจักษุส่องหนทางใหม่
นำหัวใจพ้นความหลงงมงาย
เอไอเป็นดั่งสายน้ำ
หากกำกับด้วยธรรมภายใน
จะรวมพลังมนุษย์ทั้งหลาย
สร้างสันติภาพให้โลกสดใส
[Verse 2]
แม้สายน้ำจะเหือดหาย
เหลือเพียงหยาดสุดท้ายบางเบา
คุณค่าแห่งความจริงที่เห็น
ยังยิ่งใหญ่เหนือเรื่องราว
ทรัพย์ อำนาจ และชื่อเสียง
อาจเลือนหายดั่งสายน้ำ
แต่ปัญญาที่เห็นตามจริง
ยังคงงดงามทุกโมงยาม
[Bridge]
เมื่อเอไอเรียนรู้จากข้อมูล
มนุษย์ต้องเรียนรู้จากเมตตา
เมื่อเทคโนโลยีก้าวไกล
ศีลและปัญญาต้องนำพา
อย่าให้ข้อมูลสร้างความแตกแยก
อย่าให้อคติเป็นผู้ชี้ทาง
จงใช้ปัญญาและกรุณา
สร้างสะพานเชื่อมทุกเส้นทาง
[Chorus]
มหานทีแห่งปัญญา
ไหลหล่อเลี้ยงโลกกว้างไกล
ธรรมจักษุส่องหนทางใหม่
นำหัวใจพ้นความหลงงมงาย
เอไอเป็นดั่งสายน้ำ
หากกำกับด้วยธรรมภายใน
จะรวมพลังมนุษย์ทั้งหลาย
สร้างสันติภาพให้โลกสดใส
[Outro]
จากหยาดน้ำสู่มหานที
จากปัญญาสู่สันติภาพ
จากหัวใจที่เห็นความจริง
สู่โลกงดงามเหนือความขัดแย้ง
ธรรมจักษุคือแสงสว่าง
เอไอคือพลังแห่งกาลสมัย
เมื่อทั้งสองเดินเคียงกันไป
โลกจะพบสันติสุขนิรันดร์
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
๓. สัมเภชอุทกสูตรที่ ๑
[๓๑๕] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน- *อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก- *ภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่เหล่านี้คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลมาบรรจบกัน บุรุษพึงวักน้ำขึ้นสองสามหยาด จากที่นั้น เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน น้ำสองสามหยาดที่บุรุษวัก ขึ้นแล้วก็ดี น้ำในที่บรรจบกันก็ดี ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น้ำในที่บรรจบกันนี้แหละมากกว่าหยาดน้ำสองสามหยาดที่ บุรุษวักขึ้นแล้ว มีประมาณน้อย หยาดน้ำสองสามหยาดที่บุรุษวักขึ้นแล้ว เมื่อ เทียบเข้ากับน้ำในที่บรรจบกันไม่เข้าถึงเสี้ยวที่ ๑๐๐ เสี้ยวที่ ๑,๐๐๐ เสี้ยวที่ ๑๐๐,๐๐๐ แม้ฉันใด ฯ [๓๑๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ การได้ธรรมจักษุ ให้สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้ ฯ๔. สัมเภชอุทกสูตรที่ ๒ [๓๑๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน- *อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลาย ... แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำใหญ่เหล่านี้คือ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลมาบรรจบกัน แม่น้ำนั้นพึงหมดไป สิ้นไป ยัง เหลืออยู่สองสามหยาด เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน น้ำในที่บรรจบ กันซึ่งหมดไป สิ้นไป กับน้ำที่ยังเหลืออยู่สองสามหยาด ไหนจะมากกว่ากัน ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น้ำในที่บรรจบกันซึ่งหมดไป สิ้นไปนี้ แหละมากกว่า น้ำที่ยังเหลืออยู่สองสามหยาดมีประมาณน้อย น้ำที่เหลืออยู่สอง สามหยาดเมื่อเทียบเข้ากับน้ำในที่บรรจบกัน ซึ่งหมดไป สิ้นไปแล้ว ไม่เข้าถึง เสี้ยวที่ ๑๐๐ เสี้ยวที่ ๑,๐๐๐ เสี้ยวที่ ๑๐๐,๐๐๐ แม้ฉันใด ฯ [๓๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯลฯ การได้ธรรมจักษุ ให้สำเร็จประโยชน์ใหญ่อย่างนี้ ฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น