วันอาทิตย์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2562

สสส.หนุนคณะสงฆ์บุรีรัมย์ จัดตั้งกองบุญ เพื่อสุขภาพพระสงฆ์



คณะสงฆ์จังหวัดบุรีรัมย์ โดยคณะสงฆ์ตำบลบ้านแวง ซึ่งได้รับคัดเลือกให้พื้นที่นำร่องระดับตำบล (ของภาคอีสาน) สนับสนุนโดย สสส.  ผุดโมเดลนำหลักสังคหวัตถุ 4แปลง ทุน เป็น บุญ จัดตั้งกองบุญเพื่อสุขภาพระสงฆ์ตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง  จังหวัดบุรีรัมย์



เมื่อเวลา 09.00-11.00 น. วันที่ 17 มีนาคม 2562  ที่ศาลาการเปรียญ วัดสระบัว  พระครูปทุมสราภรณ์เจ้าคณะตำบลบ้านแวง ประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล  เจ้าอาวาสวัดสระบัว  ในฐานะประธานคณะทำงานขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ พื้นที่นำร่องระดับตำบล(ของภาคอีสาน) ตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์  พร้อมด้วยคณะสงฆ์ตำบล ชุมชน หน่วยงานภาครัฐในเขตตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง ร่วมกับ ดร.ปิยวัฒน์ คงทรัพย์ อาจารย์ประจำหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา วิทยาลัยสงฆ์บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) พร้อมคณะทำงานระดับพื้นที่  ประชุมรายงานผลการดำเนินโครงการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ ระดับตำบลในรอบที่ผ่านมา เพื่อนำเสนอผลการศึกษาต่อกับคณะสงฆ์ชุมชนภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พระครูปทุมสราภรณ์   กล่าวว่า  โดยที่สถานการณ์สุขภาพในพื้นที่ตำบลบ้านแวง ในรอบปีที่ผ่านมา กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นตำบลบ้านแวง องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแวง ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านแวง ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมสุขภาพแก่ประชาชนในตำบลรวมทั้งตรวจและคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์ที่อยู่จำพรรษา ตามวัดต่าง ๆ ในพื้นพี่ครบทุกวัดตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์  ซึ่งแบ่งเขตปกครองเป็น 13 หมู่บ้าน ปัจจุบัน มีวัด ๖ วัด เป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย 5 วัด วัดสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย 1 วัด มีโรงเรียน 2 แห่ง มี 1,196 หลังคาเรือน มีประชากร 5,094 คน ผู้สูงอายุ 578 คน  ซึ่งการดูแลสุขภาพพระสงฆ์นั้น เป็นสิ่งสำคัญ เพราะพระสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระศาสนา ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ศึกษาหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมมาพุทธเจ้า แล้วนำหลักธรรมคำสอนนั้นมาประกาศเผยแผ่ให้พุทธศาสนิกชนได้ศึกษาและปฏิบัติตาม นอกจากนี้พระสงฆ์ยังทำหน้าที่เกื้อกูลชุมชน สังคม เป็นที่พึ่งทางใจแก่พุทธศาสนิกชนในการดำเนินชีวิต เป็นเนื้อนาบุญให้พุทธศาสนิกชนได้ทำบุญในโอกาสต่าง ๆ     
  
อย่างไรก็ตาม การดูแลสุขภาวะของพระสงฆ์ ก็เป็นสิ่งสำคัญว่าทำอย่างไรจึงจะดูแลสุขภาพของพระสงฆ์ให้มีสุขภาพดี ทำอย่างไรพระสงฆ์จึงจะไม่เป็นผู้ป่วยรายใหม่ในสังคมจากประเด็นดังกล่าวนี้  พระครูปทุมสราภรณ์ เจ้าคณะตำบลบ้านแวง ประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล  เจ้าอาวาสวัดสระบัว ตำบลบ้านแวง     อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์  จึงได้ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายในพื้นที่ระดับตำบลเพื่อร่วมขับเคลื่อน “ธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ' สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)หวังสร้างสุขภาวะพระสงฆ์ตามพระธรรมวินัย โดยดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม พร้อมหนุนกลไกพื้นที่ขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย โดยเน้นการให้ความรู้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของพระสงฆ์ สร้างพระรุ่นใหม่จิตอาสาเป็นพระคิลานุปัฎฐาก เพื่อสาธารณสุขอุปัชฌาย์อาจารย์ตามนัยแห่งพระไตรปิฎก มีทั้งพระสงฆ์ดูแลกันเองตามพระธรรมวินัย ชุมชนสังคมเข้ามาดูแลอุปัฏฐากท่านตามพระธรรมวินัย บทบาทการเป็นผู้นำของพระสงฆ์ในการดูแลสุขภาวะของชุมชนสังคมโดยเฉพาะสุขภาวะด้านปัญญา จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงาน ทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชนซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชนทุกท่านต้องช่วยกันเพื่อให้พระสงฆ์มีสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านกาย ใจ สามารถปฏิบัติธรรมและเป็นผู้นำทางด้านจิตวิญญาณสามารถเผยแพร่หลักธรรมคำสอน ให้กับพุทธศาสนิกชนได้อย่างยั่งยืน

เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวให้เห็นเป็นรูปธรรม มั่นคง และยั่งยืน จึงได้ร่วมกับชุมชน ระดมทรัพยากร ทุน และภูมิปัญญาท้องถิ่นจากชุมชนมาใช้สนับสนุนโครงการและกิจกรรมที่กำหนดไว้ ชุมชนมีการบริจาคทุนทรัพย์ เข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพชุมชน ตามกำลังศรัทธาเพื่อบำเพ็ญสาธารณกุศล ในโอกาสในงานบุญตามประเพณีต่าง ๆ  ด้วยการสืบสานปณิธานตามพุทธดำรัสที่พระองค์ทรง ตรัสเกี่ยวกับการได้ดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ไว้ว่า “การได้ดูแลอุปัฏฐากพระสงฆ์ผู้ป่วย ก็เป็นบุญเท่ากับ ได้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ”นั่นเอง

ดร. ปิยวัฒน์ กล่าวว่า  การขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ เกิดจากการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์คณะสงฆ์ วัด ชุมชน สังคม และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วน ร่วมกันออกแบบ พัฒนา ขับเคลื่อน และทบทวนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ระดับพื้นที่ร่วมกันวางเป็นกรอบทิศทาง วิสัยทัศน์ หรือข้อตกลงร่วม หรือกรอบกติการ่วมที่พระสงฆ์ คณะสงฆ์ชุมชน สังคมและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินการตามธรรมนูญสุขภาพ ในระดับพื้นที่ เพื่อกำหนดเป็นประเด็นทางสุขภาพในเบื้องต้น คือ หมวดที่ 5 เรื่องการขับเคลื่อนธรรมนูญพระสงฆ์แห่งชาติสู่การปฏิบัติ ข้อที่ 1 และ 2” (ขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ระดับพื้นที่ในเขตตำบลบ้านแวงการจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ระดับตำบล) วางกรอบแนวคิด แปลง ทุน ให้เป็น บุญ สู่กองบุญ  โดยชื่อว่า “กองบุญ เพื่อสุขภาพพระสงฆ์ตำบลบ้านแวง”เพื่อเป็นต้นแบบนำไปสู่การปฏิบัติและวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม  

โดยมีการวางระบบบริหารจัดการ รูปแบบ คณะกรรมการบริหาร มีคณะทำงานคณะอนุกรรมการ แต่ละชุด ชุดที่ 1 ทำหน้าที่  ตรวจสอบ/กลั่นกรองแผนงาน/โครงการกิจกรรมชุดที่ 2 ทำหน้าที่ด้านการเงิน/การบัญชีการช่วยเหลือต้นทาง /กลางทาง/ปลายทางชุดที่ 3 ทำหน้าที่ ติดตามประเมินผลรายงานการดำเนินงานเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วมในการวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของพระสงฆ์ ชุมชน และร่วมจัดทำแผนสุขภาพตำบล โครงการและกิจกรรม ผู้รับผิดชอบ เพื่อการแก้ปัญหาด้วยกระบวนของชุมชน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบทบาทภาคประชาชน ท้องถิ่น และทุก ๆ ภาคส่วนในท้องถิ่นที่มีการบูรณาการร่วมกัน ช่วยกันค้นหา หรือกำหนดปัญหาสุขภาพ กำหนดอนาคต ดำเนินกิจกรรมการพัฒนาด้านสุขภาพและมาตรการทางสังคมรวมทั้งนวัตกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ด้วยความตั้งใจ เต็มใจ มีจิตสำนึกสาธารณะ สร้างทัศนคติ ความเชื่อ ลักษณะนิสัย ค่านิยม(Values)และพฤติกรรม เป็นวิถีชีวิตวิถีชุมชน โดยเน้นกระบวนการการมีส่วนร่วมและเรียนรู้ร่วมกัน

ก่อให้เกิดมีการระดมทรัพยากร ทุน และภูมิปัญญาท้องถิ่นจากชุมชนมาใช้สนับสนุนโครงการและกิจกรรมที่กำหนดไว้ ชุมชนมีการบริจาคทุนทรัพย์ เข้ากองบุญ เพื่อสุขภาพพระสงฆ์ตำบลบ้านแวง ตามกำลังศรัทธาเพื่อบำเพ็ญสาธารณกุศล ในโอกาสในงานบุญตามประเพณีต่าง ๆ โดยนำหลักพุทธธรรม คือ สังคหวัตถุ 4 (4S) มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนงานให้บรรลุสู่เป้าหมาย และกลายเป็นคตินิยม(Values) สำหรับชุมชน คือ พระแข็งแรง วัดมั่นคง  ชุมชนเป็นสุขซึ่งสามารถสรุปเป็นกรอบแนวคิดได้ดังนี้

1. Smile = (ทาน) หมายถึง การจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ระดับตำบลแสดงให้เห็นว่า ทุกคนรู้จักการให้และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน รวมถึงการช่วยเหลือเกื้อกูล การที่ยิ่งใหญ่คือการให้อภัยกัน การที่ดีโดยไม่ต้องลงทุนมาก คือ Smile การยิ้ม รอยยิ้มเป็นประตูสู่หัวใจสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้แก่กันและกัน

2. Speaking = (ปิยวาจา) หมายถึง การจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ระดับตำบล แสดงให้เห็นว่า ทุกคนรู้จักการให้และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน รวมถึงการช่วยเหลือเกื้อกูล ด้วยคำพูดที่มีความไพเราะ มีประโยชน์ มีความเหมาะสม ตรงจุดมุ่งหมาย ด้วยการใช้ศิลปะการพูด ก่อให้การมีส่วนร่วมเป็นพลังในการขับเคลื่อนส่งผลให้การติดต่อประสานและทำงานบรรลุจุดหมาย

3. Service = (อัตถจริยา) หมายถึง การจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ระดับตำบลแสดงให้เห็นว่า ทุกคนมีจิตบริการ บำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์ ทั้งประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์ส่วน และทั้งประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตัว ด้วยจุดมุ่งหมาย 1) ให้เกิดประโยชน์เฉพาะหน้าตาเห็น ๆ คือประโยชน์ปัจจุบันประโยชน์ (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) คุณภาพชีวิตที่ดี สุขภาพจิตดี และการยอมรับที่ดีจากสังคมรอบข้างที่เราอยู่ ที่สุดก็เพื่อให้คนเรารู้จักเห็นอกเห็นใจกัน ช่วยเหลือกันฉันท์พี่น้องคนที่เดือดร้อนก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ถูกทอดทิ้ง มีชีวิตอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่มีความสุข เพราะคนเราในโลกต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทรต่อกัน จะอยู่แบบตัวใครตัวมันไม่ได้ 

2) ประโยชน์เลยตาเห็น(สัมปรายิกัตถะ) ประโยชน์สุขที่สูงขึ้น นั่นคือในระดับจิตที่สูงขึ้นไปเพื่อเราจะได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง ให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอบอุ่นซาบซึ้งสุดใจด้วยศรัทธา ภาคภูมิใจ อิ่มใจ แกล้วกล้ามั่นใจในชีวิตที่ได้ทำบุญ เพื่อจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ โดยความรวมถึงจุดหมายต่อมาเมื่อละโลกนี้ไปแล้วด้วย  3) ประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ) ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ ประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิต ได้แก่ มีจิตเป็นอิสระปลอดโปร่งผ่องใส ไม่หวั่นไหวไปกับความผันผวนปรวนแปรของชีวิต หรือการพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักในชีวิต ไม่ถูกบีบคั้นโดยความยึดมั่นของตนเอง สงบเย็นสว่างไสวโดยสมบูรณ์ตามหลักแห่งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ส่วนรวมที่เรียกว่าอัตถะ 3 คือ 

1) อัตตัตถะ ประโยชน์ตน 2) ปรัตถะ ประโยชน์ผู้อื่น และ3) อุภยัตถะ ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ช่วยกันสร้างสรรค์ชุมชนให้อยู่ดี มีความเจริญงอกงามมั่นคง และเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเจริญงอกงามและประโยชน์สุขของทุกคน แต่ละคนก็จะทำชีวิตของตนให้ดีงาม มีความสุขความเจริญ เป็นชีวิตที่ประณีตประเสริฐเข้าถึงประโยชน์สุขที่สูงยิ่งขึ้นไป พร้อมทั้งเป็นผู้พร้อมที่จะทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนร่วมชุมชนและเป็นผู้นำชุมชนได้อย่างดี อันเนื่องจากทุกคนรับผิดชอบต่อชีวิตของตนและทุกคนในชุมชนทุกคน นั่นเอง
               
4. Support = (สมานัตตตา) หมายถึงการจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ระดับตำบล เป็นการสนับสนุนการทำความดี หรือผู้ทำความเจริญ ให้ดียิ่งๆขึ้นไปโดยปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข แสดงถึงความมีจิตแผ่ไมตรีมีน้ำใจปรารถนาประโยชน์สุขที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวม
               
ทั้ง  4s นำไปสู่ความบรรลุจุดมุ่งหมายให้กลายเป็นคตินิยม V1 (Values) สำหรับชุมชน      ในการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพระสงฆ์ระดับตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์เป็น คตินิยม (Values) ว่า.....  ทางธรรมนำทางโลก  : พระแข็งแรง วัดมั่นคง  ชุมชนเป็นสุข

จากการดำเนินการ ดังกล่าว นอกจาก ทำให้ได้ทราบถึงสถานการณ์สุขภาพของประชาชนและพระสงฆ์ในเขตพื้นที่ตำบลบ้านแวงอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของพระสงฆ์คณะสงฆ์ วัด ชุมชน สังคม และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการออกแบบ พัฒนา ขับเคลื่อน และทบทวนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ระดับพื้นที่ โดยพระสงฆ์คณะสงฆ์ วัด ชุมชน สังคม และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่     มีการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม ตามหลักศาสนา ในการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ระดับพื้นที่ในเขตตำบลบ้านแวงและจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ระดับตำบล ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม  โดยใช้ชื่อว่า  “กองบุญเพื่อสุขภาพพระสงฆ์ตำบลบ้านแวง” แล้ว ยัง ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ส่งผลต่อตนเอง สังคม ชุมชน โดยมีการจัดตั้ง “กองบุญเพื่อสุขภาพพระสงฆ์ตำบลบ้านแวง”แสดงให้เห็นว่าทุกคนรู้จักการให้และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน รวมถึงการช่วยเหลือเกื้อกูล การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือ การให้อภัยกัน การทำดีโดยไม่ต้องลงทุนมาก คือ การยิ้ม (Smile)รอยยิ้มเป็นประตูสู่หัวใจ สร้างสุขภาพจิตที่ดีให้แก่กันและกัน ทุกคนรู้จักการให้และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน รวมถึงการช่วยเหลือเกื้อกูล ด้วยคำพูด(Speaking)ที่มีความไพเราะ มีประโยชน์ มีความเหมาะสม ตรงจุดมุ่งหมาย ด้วยการใช้ศิลปะการพูด ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมเป็นพลังในการขับเคลื่อนส่งผลให้การติดต่อประสานและทำงานบรรลุจุดหมาย

ทุกคนมีจิตบริการ(Service) บำเพ็ญตนให้เกิดประโยชน์ ทั้งประโยชน์ส่วนตน ประโยชน์ท่าน ทั้งประโยชน์ส่วนรวมและประโยชน์ส่วนตัว ด้วยจุดมุ่งหมาย 1) ให้เกิดประโยชน์เฉพาะหน้า  ตาเห็น ๆ คือประโยชน์ปัจจุบันประโยชน์ (ทิฏฐธัมมิกัตถะ) 2) ประโยชน์เลยตาเห็น(สัมปรายิกัตถะ) ประโยชน์สุขที่สูงขึ้น นั่นคือในระดับจิตที่สูงขึ้นไป เพื่อเราจะได้เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง ให้เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคลที่มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอบอุ่นซาบซึ้งสุดใจด้วยศรัทธา ภาคภูมิใจ อิ่มใจ แกล้วกล้ามั่นใจในชีวิตที่ได้ทำบุญ เพื่อจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ โดยความรวมถึงจุดหมายต่อมาเมื่อละโลกนี้ไปแล้วด้วย  3) ประโยชน์สูงสุด (ปรมัตถะ) ประโยชน์อย่างยิ่ง คือ สภาวะจิตใจสงบเย็นสว่างไสวโดยสมบูรณ์ตามหลักแห่งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ส่วนรวมที่เรียกว่าอัตถะ 3 คือ 

1) อัตตัตถะ ประโยชน์ตน 2) ปรัตถะ ประโยชน์ผู้อื่น และ 3) อุภยัตถะ ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ช่วยกันสร้างสรรค์ชุมชนให้อยู่ดี มีความเจริญงอกงามมั่นคง และเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความเจริญงอกงามและประโยชน์สุขของทุกคน แต่ละคนก็จะทำชีวิตของตนให้ดีงามมีความสุขความเจริญ เป็นชีวิตที่ประณีตประเสริฐเข้าถึงประโยชน์สุขที่สูงยิ่งขึ้นไป พร้อมทั้งเป็นผู้พร้อมที่จะทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนร่วมชุมชน และเป็นผู้นำชุมชนได้อย่างดี อันเนื่องจากทุกคนรับผิดชอบต่อชีวิตของตนและทุกคนในชุมชนทุกคน นั่นเอง เป็นการสนับสนุนการทำความดี หรือผู้ทำความเจริญ ให้ดียิ่งๆขึ้นไปโดยปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข แสดงถึงความมีจิตแผ่ไมตรี(Support) มีน้ำใจปรารถนาประโยชน์สุขที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวม
                
และได้ส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ คณะสงฆ์ วัด ชุมชน สังคมและหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ให้มีการนำหลักพุทธธรรม คือ หลักสังคหวัตถุ 4 และ 4sมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม ตามหลักศาสนาในการขับเคลื่อนธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ระดับพื้นที่ในเขตตำบลบ้านแวงและจัดตั้งกองทุนสุขภาพสำหรับพระสงฆ์ระดับตำบล ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ต่อไป 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Sunakkhatta Sutta Identifies Craving and Ignorance as the Roots of Conflict, Offering Mindfulness and Wisdom as the Path to Lasting World Peace

  The Sunakkhatta Sutta (Majjhima Nikāya, Book 14 of the Pāli Canon) presents profound teachings on the development of the human mind and t...