ເນື້ອເພງ : ດຣສົມພົງສ໌,AI
ທຳນອງ - ຮ້ອງໂດຍ : suno
(Verse 1)
สาหร่ายทะเล เกลียวคลื่นแห่งฝัน
พลังสร้างสรรค์ บนพื้นทราย
ดึงโมเดล BCG สร้างเศรษฐกิจใหม่
ร่วมใจชุมชน พัฒนาให้ยั่งยืน
(Chorus)
เกลียวคลื่นซัดสู่อนาคต
จากรากฐานสู่จุดเปลี่ยนที่มั่นคง
ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม
เพิ่มรายได้ ให้ไทยก้าวไป
(Verse 2)
เพาะเลี้ยงแปรรูป บนเส้นทางนี้
ผลิตภัณฑ์ดี ที่คนถามหา
บะหมี่ ผักม้วน เซรั่มจากสาหร่ายพา
สร้างมูลค่า สู่ใจผู้บริโภค
(Bridge)
จากชายฝั่ง เพชรบุรี
ถึงจันทบุรี เชื่อมสายสัมพันธ์
องค์ความรู้จากพระราชดำริ นำพาเราไป
พัฒนาเพื่อไทย ยั่งยืนในวันนี้
(Outro)
สาหร่ายทะเล เกลียวคลื่นแห่งฝัน
รวมพลังสร้างสรรค์ให้ไทยยืนยง
สู่เศรษฐกิจที่มั่นคง
ยั่งยืนด้วยรักและสามัคคี
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ล่าสุด กรมประมงได้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยการทำเกษตรสมัยใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม พร้อมนำโมเดลเศรษฐกิจ BCG มาช่วยยกระดับการเพาะเลี้ยงและแปรรูป “สาหร่ายทะเล” อาหารแห่งอนาคต ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปได้และจะขยายผลเป็นต้นแบบในการผลิตสินค้าประมงเพื่อ
สนับสนุนการสร้างโอกาสการพัฒนาอาชีพในระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยใช้หลักการ “ตลาดนํา นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้”
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมารัฐบาลนโยบายในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้านการเกษตรสู่มาตรฐานสูง เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน จึงได้สนับสนุนให้เร่งส่งเสริมการผลิตและแปรรูปสาหร่ายทะเล ซึ่งเป็นอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ที่มีกระแสความนิยมบริโภคอย่างต่อเนื่องและผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากสามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดห่วงโซ่มูลค่าได้อย่างหลากหลาย เช่น การผลิตอาหาร เครื่องสำอาง ยา อาหารสัตว์ และปุ๋ย เป็นต้น โดยปัจจุบันการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลในประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2567 ที่ผ่านมา มีปริมาณผลผลิตถึง 1,031.31 ตัน มูลค่ากว่า 43,335,000 บาท
ทั้งนี้กรมประมง จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) และสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐเอกชน ส่งเสริมการศึกษา วิจัย เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ในการเพาะเลี้ยงและแปรรูปผลิตภัณฑ์สาหร่ายทะเลชนิดต่าง ๆ เช่น สาหร่ายผักกาด สาหร่ายพวงองุ่น ฯลฯ ในหลายพื้นที่ ภายใต้การดำเนินงานของกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ซึ่งกำกับดูแลกิจกรรมนี้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในพื้นที่ ได้แก่ โครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างแบบผสมผสานตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จังหวัดเพชรบุรี และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพังงา กระบี่ ภูเก็ต เป็นต้น โดยได้มีการสนับสนุนและพัฒนาองค์ความรู้ เทคนิค นวัตกรรม ทั้งการเพาะเลี้ยง การเก็บเกี่ยว การแปรรูปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงการตลาด และการเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปัจจุบันสามารถขยายผลส่งเสริมการผลิตและแปรรูปอย่างครบวงจรไปยังกลุ่มเกษตรกรจนประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่
ด้านนางสุภิดา ลิ้นทอง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนจันทราบุรี @ปากน้ำแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี หนึ่งในกลุ่มเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายและแปรรูปสาหร่ายผักกาดทะเล และสาหร่ายพวงองุ่น กล่าวว่าทางกลุ่มฯ ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปสาหร่ายทะเล มาจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี จึงได้นำความรู้ไปต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า โดยศึกษาจากกระแสความต้องการของตลาดผู้บริโภค ซึ่งสามารถผลิตทั้งด้านอาหารและเครื่องสำอางได้มากกว่า 10 ผลิตภัณฑ์ เช่น สาหร่ายทะเลตากแห้ง บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเล บะหมี่สาหร่ายผักกาดทะเลพร้อมผงปรุง 6 รสชาติ ผักม้วนสาหร่ายผักกาดทะเล พาสต้าสาหร่ายผักกาดทะเล เซรั่มบำรุงผิวหน้าผสมสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล แชมพู ครีมนวดผม เจลอาบน้ำ โลชั่นบำรุงผิวกายผสมสารสกัดจากสาหร่ายผักกาดทะเล และได้รับการผลักดันจากกรมประมง รวมทั้งสำนักงาน กปร. ทำให้ได้รับการรับรองมาตรฐานอาหารและยา (อย.) ทุกผลิตภัณฑ์เป็นแห่งแรก โดยวางจำหน่ายที่ร้านสิริพัฒนภัณฑ์ ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ และร้าน Fisherman shop @Bangkhen และยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ปัจจุบันสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนมูลค่ากว่าหลายล้านบาทต่อปี สร้างความมั่นคงทางอาชีพให้กับชุมชนอย่างอย่างยั่งยืน และยังมีแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออกต่างประเทศในอนาคตด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น