วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

รายรับ - รายจ่าย สื่อในยุคดิจิทัล (2) เข้ากระเป๋าซ้าย - ออกกระเป๋าขวา x นิวบิสเนสโมเดล



 หลังจากรายได้ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในช่วงขาลง แบบแนวดิ่ง เม็ดเงินโฆษณาที่เคยเป็น้ำหล่อเลี้ยงในช่วง 10 ปี หลัง เริ่มเหือดแห้ง

สถิติเม็ดเงินโฆษณาในหนังสือพิมพ์ในช่วง 10 ปีหลังของไทย ที่รวบรวมโดย GroupM เอเจนซี่โฆษณาจากสหรัฐ พบว่า

ปี 2551 มีเม็ดเงินโฆษณาอยู่ที่ 12,841 ล้านบาท ปี 2552 อยู่ที่ 11,956 ล้านบาท ปี 2553 อยู่ที่ 16,973 ล้านบาท
ปี 2554 อยู่ที่ 16,462 ล้านบาท ปี 2555 อยู่ที่ 17,040 ล้านบาท ปี 2556 อยู่ที่ 17,637 ล้านบาท ปี 2557 อยู่ที่ 15,617 ล้านบาท ปี 2558 อยู่ที่ 14,869 ล้านบาท ปี 2559 อยู่ที่ 11,965 ล้านบาท และ ปี 2560 อยู่ที่ 8,925 ล้านบาท

ทำให้หนังสือพิมพ์ต้องเปิดแนวรุกใหม่ๆ เพื่อหารายได้ “เพจจุลสารราชดำเนิน” รวบรวมช่อง “ทำรายได้” ของหนังสือพิมพ์ในปัจจุบันที่ “เห็นชัดๆ” นอกเหนือจากรายได้โฆษณาบนเว็บไซต์สำนักข่าว ที่โยกจากกระดาษมาอยู่บนจอเป็นปกติอยู่แล้ว พบว่าแนวธุรกิจใหม่ๆ ที่ต่อยอดจากงานขายข่าว เช่น

1 จัดอีเวนต์ :

หนังสือพิมพ์ค่ายใหญ่ๆ แทบทุกสำนัก เล็งเห็นการกวาดเม็ดเงินโฆษณากันเป็นก้อนๆ ผ่านการจัดกิจกรรมอีเวนต์ ทั้งอีเวนต์ที่เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล – อีเวนต์เกี่ยวกับเทคโนโลยี โดยเชิญ บุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี - รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ร่วมสนับสนุนการจัดกิจกรรม มาเป็นผู้ร่วมงานเสวนา

บางรายจัดอีเวนต์การแข่งขันกีฬาเรียกรายรับจากสปอนด์เซอร์ เช่น การจัดแข่งขันวิ่งมินิมาราธอน การจัดแข่งขันจักรยานม อีเวนต์การศึกษา ที่พ่วงด้วยการจัดมินิคอนเสริ์ตของศิลปินวัยรุ่น

การจัดอีเวนต์ส่วนใหญ่เป็น อีเวนต์ที่เปิดให้ประชาชนที่สนใจลงทะเบียนเข้าฟังฟรี บางงานพัฒนาเป็นการ “ขายบัตร” เข้าฟัง ว่ากันว่า การจัดอีเวนต์หลากหลายประเภทเพื่อดึงดูดสปอนเซอร์ สามารถระดมเม็ดเงินเข้ากับกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ ครั้งเดียวได้ 5-6 ล้านบาท

2 เป็น partner กับแพลตฟอร์มโซเชียล :

ปฏิเสธไมได้ว่า สื่อ x โซเชียลมีเดีย ทำงานคู่กันเหมือน “น้ำพึ่งเรือ - เสือพึ่งป่า” ตัวอย่างง่ายๆ หนังสือพิมพ์เปิดแฟนเพจใน “เฟซบุ๊ก” ใช้เป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวของสำนักข่าวตนเองลงบนหน้าฟีด ให้กับผู้บริโภคได้เข้าถึงเนื้อหาได้ง่าย เพื่อต่อยอดไปสู่การหารายได้โฆษณาบนเว็บข่าว

แต่เมื่อเฟซบุ๊ก “ปรับยุทธวิธี” ปรับอัลกอริธึม ให้คนเห็นเนื้อหาประเภทข่าวบนฟีดน้อยลง บังคับให้สำนักข่าวต้องเสียเงิน Boot โพสต์ เพื่อให้ข่าวของสำนักข่าวยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตามเดิม สำนักข่าวก็ต้องแลกกับการเสียเงินเพิ่มขึ้น ขณะที่เฟซบุ๊กก็ต้องการ “ข่าว” จากสำนักข่าวดึงดูดให้สำนักข่าวใช้ช่องทาง Instant article เพื่อเฟซบุ๊กจะได้ “ฝัง” โฆษณาลงในข่าว แล้วแบ่งปันรายได้ให้กับสำนักข่าว แต่เอาเข้าจริง Instant article กลายเป็นช่องทางของการปล่อย “ข่าวปลอม” มากกว่า

เช่นเดียวกับ แพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ ที่เข้ามาเป็น partner กับสำนักข่าว โดย “ซื้อข่าว” จากสำนักข่าว ไปลงในแพลตฟอร์มของตนเอง เช่น Line today แต่อีกด้านหนึ่ง สำนักข่าวหลายเจ้าก็ต้องเสียเงินเพื่อใช้บริการของ Line ด้วยการเปิดช่องทางการสื่อสารกับผู้บริโภคมากขึ้น เช่น Line@

กรณีของ Google มีข่าวว่าส่งทีมงาน Google Thailand เข้ามาเปิดดีลเสนอให้สำนักข่าวใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่มี Google AMP เพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้อ่านสามารถเปิดเว็บไซต์ของสำนักข่าวได้รวดเร็วเพียง 1 วินาที ชนิดแทบไม่ต้องรอโหลด เพราะด้วยความเชื่อที่ว่าผู้บริโภคไม่มีใครอยากเข้าเว็บที่เปิดช้า หรือ Google Trends ตามคำบรรยายของกูเกิล ระบุว่า “ช่วยให้นักข่าวสามารถระบุข้อมูลการค้นหากลุ่มเป้าหมายของผู้บริโภคว่าสนใจสิ่งใด และเสนอข่าวให้ตรงกับความสนใจได้

ที่สุดแล้ว... แม้สำนักข่าวจะแบ่งปันรายได้จากแพลตฟอร์มโซเชียลฯ แต่ในทางกลับกันก็ต้องควักสตางค์จ่ายคืนในรูปแบบซื้อผลิตภัณฑ์ เข้าทำนอง ข้ากระเป๋าซ้าย...จ่ายกระเป๋าขวา

3 เปิด Business โมเดลใหม่ที่ไม่ใช่ “ข่าว” :

เมื่อธุรกิจหนังสือพิมพ์เริ่มอยู่ยากขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน บางบริษัทเริ่มปรับตัวหันไปทำธุรกิจใหม่ๆ ที่ฉีกไปจากเดิม ตัวอย่างที่จะกล่าวถึงคือ “ไทยรัฐ” ที่เริ่มเปิดธุรกิจโลจิสติกส์ โดยอาศัยสายส่งหนังสือพิมพ์ที่แข็งแกร่งนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้วยการขนส่งสินค้า โดยร่วมกับบริษัทไปรษณีย์ไทย

นอกจากนี้ “วัชร วัชรพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานสนับสนุน บริษัท วัชรพล จำกัด เจ้าของสื่อเครือไทยรัฐกรุ๊ป ได้ลงขันในกองทุนสตาร์ทอัพ 500 ตุ๊กตุ๊ก ที่จดทะเบียนอยู่ในซิลิคอนวัลเลย์

เขาเปิดเผยว่า การลงทุนครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ไทยรัฐ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจที่แตกต่างไปจากธุรกิจดั้งเดิม โดยสตาร์ตอัพสาขาที่สนใจเป็นอันดับต้นๆ ได้แก่ โลจิสติกส์

ยังไม่รวมถึงสื่ออื่นที่ไม่ใช่หนังสือพิมพ์ แต่หันไปเปิดแนวรุกธุรกิจใหม่ๆ เช่น เครืออาร์เอส ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ นอกจากมีทีวีดิจิทัลช่อง 8 แต่ลดสเกลงานเพลงลง พุ่งเป้าเฉพาะตลาดเพลงลูกทุ่ง หันไปจับงานคอนเทนท์กีฬา เช่น มวย ละคร ส่วนธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินให้กับอาร์เอสเป็นกอบเป็นกำคือ ธุรกิจเครื่องสำอาง...

เช่นเดียวกับ แมงป่อง ที่สลดครามแมงป่อง ในธุรกิจแผ่นหนัง พลิกแบบ 180 องศา มาทำธุรกิจเครื่องสำอางเช่นกัน

Cr.เพจจุลสารราชดำเนิน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

“ค่ารถไปกากบาท” ภาษีประชาธิปไตยที่มองไม่เห็น เสียงประชาชนไม่เท่ากันตั้งแต่ต้นทาง

[Intro] โอ้…ชีวิตคนจนบนถนนเมืองกรุง สิทธิ์หนึ่งใบผูกใจทั้งบ้านเมือง ไกลแค่ไหนก็ต้องไป… [Verse 1]  เช้ารัชโยธิน ฝนพรำถนนยาว ข่าวเลือกตั...