เพลง: วิชยาสูตรมารเฝ้าที่สาวัตถีแกล้งวิชยาภิกษุณี
[Intro]
ใต้เงาไม้กลางป่าเงียบงัน
ลมหายใจผสานกับความว่าง
หญิงผู้ละทางโลกทุกอย่าง
นั่งนิ่งท่ามกลางแสงธรรม
[Verse 1]
ยามเช้าในเมืองสาวัตถี
ก้าวเดินอย่างผู้ไม่มีสิ่งใด
บาตรในมือ จีวรเรียบง่าย
ใจสงบเกินกว่าคำใดเอื้อนเอ่ย
ครั้นเมื่อพักใต้ต้นไม้ใหญ่
ความเงียบคล้ายคลื่นแห่งสมาธิ
แต่ในความนิ่งนั้นเอง
มารกลับย่างเข้ามาใกล้
[Pre-Chorus]
“เธอยังสาว ยังงดงาม
และฉันยังหนุ่มแน่นดั่งไฟ
มาสุขสำราญกันเถิดไซร้
กับเสียงดนตรีอันรื่นรมย์”
[Chorus]
แต่วิชยาตอบกลับไป
ด้วยหัวใจที่เห็นความจริง
“รูป เสียง กลิ่น รส ทุกสิ่ง
ขอมอบคืนให้ท่านผู้เดียว”
กายนี้เป็นเพียงของชั่วคราว
เน่าเปื่อย แตกดับวันหนึ่ง
กามตัณหาซึ่งเคยร้อยตรึง
วันนี้ถูกถอนจนสิ้นไป
[Verse 2]
โลกเคยล่อลวงด้วยความงาม
ด้วยเสียงหวานและแสงแพรวพราว
แต่ผู้เห็นธรรมย่อมรู้เรื่องราว
ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ยั่งยืน
แม้รูปภพอันวิจิตร
แม้อรูปภพอันละเอียดลึก
หรือสมาบัติสงบจนสุดนึก
ยังไม่เที่ยงแท้จีรัง
[Bridge]
ผู้ชนะมิใช่ผู้ครอบครองโลก
แต่คือผู้ละความหลงในใจ
เมื่อไม่เหลือสิ่งใดให้ยึดไว้
มารก็หมดทางผูกพัน
[Final Chorus]
เหนือรูปเสียงและความใคร่
เหนือเงาแห่งกิเลสทั้งปวง
แสงธรรมส่องทะลวง
ทุกห้วงมืดในวิญญาณ
วิชยาผู้ชนะมาร
ด้วยปัญญาอันเบิกบาน
กลางป่าเงียบในวันวาน
ยังดังก้องเป็นธรรมถึงวันนี้
[Outro]
มารจากไปพร้อมความพ่ายแพ้
เหลือเพียงใจแท้ที่เป็นอิสระ
ใต้ต้นไม้ในป่าอันสงัดนั้น
ความสงบยังส่องสว่างไม่เลือนหาย
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
วิชยาสูตรที่ ๔ [๕๓๑] สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า วิชยาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร ฯลฯ จึงนั่ง พักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ฯ [๕๓๒] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้วิชยาภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า ไปหาวิชยาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะวิชยาภิกษุณีด้วยคาถาว่า เธอยังเป็นสาวมีรูปงาม และฉันก็ยังเป็นหนุ่มแน่น มาเถิด นาง เรามาอภิรมย์กันด้วยดนตรี มีองค์ห้า ฯ [๕๓๓] ลำดับนั้น วิชยาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ฯ ทันใดนั้น วิชยาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะให้เรา บังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อน จากสมาธิ จึงได้กล่าวคาถา ฯ ครั้นวิชยาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้มีบาป ด้วยคาถาว่า ดูกรมาร รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจ เราขอมอบให้ท่านผู้เดียว เพราะเราไม่ต้องการมัน เราอึดอัด ระอาด้วยกายเน่า อันจะแตกทำลาย เปื่อยพังไปนี้ กาม- ตัณหา เราถอนได้แล้ว ความมืดในรูปภพที่สัตว์ทั้งหลาย เข้าถึง ในอรูปภพที่สัตว์ทั้งหลายเป็นภาคี และในสมาบัติอัน สงบทั้งปวง เรากำจัดได้แล้ว ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วิชยาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=15&A=4217

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น