เพลง : วชิราสูตรพระวชิราภิกษุณีเทศน์กัณฑ์ ไม่มีผู้ใดชื่อว่าสัตว์
[Intro]
ใต้เงาไม้ในป่าอันธวัน
สายลมพัดผ่านความเงียบงัน
หญิงผู้เพ่งมองสังขารนั้น
นั่งนิ่งอยู่กับสัจธรรม
[Verse 1]
ยามเช้าในเมืองสาวัตถี
เดินผ่านผู้คนมากมาย
บาตรในมือ จีวรเรียบง่าย
แต่ใจไกลจากโลกวุ่นวาย
เมื่อพักใต้ต้นไม้ใหญ่
สมาธิแน่วแน่ดั่งภูผา
แต่แล้วเสียงจากมารา
แทรกเข้ามาในความเงียบ
[Pre-Chorus]
“สัตว์นี้ใครกันสร้าง
ผู้สร้างอยู่แห่งหนใด
เกิดมาจากที่ไหน
แล้วดับสูญไปที่ใด”
[Chorus]
วชิราตอบด้วยปัญญา
“สิ่งที่เรียกว่าสัตว์นั้นไม่มี”
เป็นเพียงขันธ์ที่รวมกันพอดี
ดั่งรถที่เกิดจากส่วนประกอบ
เมื่อรวมล้อ เพลา และไม้
ผู้คนจึงเรียกสิ่งนั้นว่ารถ
เมื่อขันธ์ประชุมครบกำหนด
จึงสมมติเรียกว่าสัตว์
[Verse 2]
แท้จริงมีเพียงทุกข์
ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป
ไม่มีตัวตนใด ๆ
อยู่เหนือกระแสแห่งธรรม
สิ่งที่โลกเรียกว่า “เรา”
เป็นเพียงเงาของการยึดมั่น
เกิดจากเหตุปัจจัยสัมพันธ์
แล้วแปรผันตามกาลเวลา
[Bridge]
เมื่อเห็นความจริงแห่งชีวิต
ใจก็หลุดจากพันธนา
ไม่มี “ฉัน” ไม่มี “เขา”
เหลือเพียงธรรมที่เป็นไป
[Final Chorus]
ไม่มีผู้ใดเที่ยงแท้
ไม่มีสิ่งใดควรยึดถือ
ทุกอย่างล้วนคือกระแส
แห่งเกิดดับไม่สิ้นสุด
วชิราผู้เห็นสัจธรรม
ตอบมารด้วยแสงปัญญา
เสียงแห่งอนัตตา
ยังก้องกังวานเหนือกาลเวลา
[Outro]
มารเลือนหายไปกับเงา
เหลือเพียงความสงบภายใน
ใต้ต้นไม้ในป่าอันธวัน
ธรรมยังส่องแสงในใจผู้ตื่นรู้
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
วชิราสูตรที่ ๑๐
[๕๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า วชิราภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป บิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลา ปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่า อันธวันแล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ฯ [๕๕๓] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้วชิราภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า ไปหาวชิราภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะวชิราภิกษุณีด้วยคาถาว่า สัตว์นี้ ใครสร้าง ผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน สัตว์บังเกิดใน ที่ไหน สัตว์ดับไปในที่ไหน ฯ [๕๕๔] ลำดับนั้น วชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ฯ ทันใดนั้น วชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาปใคร่จะให้เรา บังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อน จากสมาธิ จึงกล่าวคาถา ฯ ครั้นวชิราภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาป แล้วจึงได้กล่าวกะมารผู้มีบาป ด้วยคาถาว่า ดูกรมาร เพราะเหตุไรหนอ ความเห็นของท่านจึงหวนกลับ มาว่าสัตว์ ฯ ในกองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่าสัตว์ ฯ เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงว่ารถย่อมมี ฉันใด ฯ เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ฯ ความจริงทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมสิ้น ไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มี อะไรดับ ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วชิราภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
ตามลิ้งค์นี้ https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=15&A=4367

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น