วันจันทร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567

เพลง : สมิทธิสูตรมารเฝ้าที่นครศิลาวดีสักกะตรัสผู้ไม่มีเรือนใจไม่หวั่นไหว


เพลง :  สมิทธิสูตรมารเฝ้าที่นครศิลาวดีสักกะตรัสผู้ไม่มีเรือนใจไม่หวั่นไหว 

[บทนำ]

กลางคืนเงียบงันใต้ฟ้าศิลาวดี
ลมพัดผ่านใจผู้บวชใหม่ผู้หนึ่ง
นั่งเพ่งมองธรรมในความสงัดลึกซึ้ง
ด้วยศรัทธาซึ่งส่องทางในดวงใจ


[Verse 1]

เป็นลาภอันประเสริฐ
ที่ชีวิตได้พบพระศาสดา
เป็นลาภอันสูงค่า
ได้เดินตามธรรมอันงดงาม

มีเพื่อนแห่งพรหมจรรย์
ผู้ตั้งมั่นในศีลและความดี
ในทางแห่งแสงนี้
ใจดวงนี้จึงเปี่ยมศรัทธา


[Pre-Chorus]

แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา
ดังฟ้าถล่ม ดั่งโลกสั่นไหว
เงามืดแห่งความกลัว
พยายามจะครอบงำใจ


[Chorus]

แต่ใจ...ไม่หวั่นไหว
เมื่อสตินำทางอยู่ภายใน
ศรัทธา ปัญญา คือแสงไฟ
ไม่มีสิ่งใดทำลายได้เลย

แม้มารจะสร้างภาพน่ากลัว
ให้จิตใจหลงไปกับความเฉย
แต่ผู้รู้ทันความจริงนั้นเอย
ย่อมไม่หวั่นไหวต่อมารใด


[Verse 2]

พระผู้มีพระภาคตรัสเตือน
“นั่นมิใช่แผ่นดินถล่มลง”
เพียงมารผู้หวังทำใจให้ลุ่มหลง
จงกลับไปตั้งมั่นดังเดิม

สมิทธิจึงกลับไป
สู่ความสงัดแห่งภายใน
ด้วยความเพียรอันยิ่งใหญ่
ไม่ยอมพ่ายต่อความกลัว


[Bridge]

“เราละเรือนออกบวชแล้ว
ด้วยศรัทธาและปัญญา
จิตเราตั้งมั่นแล้วหนา
มารใดจะทำให้หวั่นไหว”

เมื่อถ้อยคำแห่งธรรมดังขึ้น
เงาแห่งมารก็เลือนหาย
เหลือเพียงแสงแห่งความหมาย
ในใจที่ตื่นรู้อย่างแท้จริง


[Chorus สุดท้าย]

ใจนี้...ไม่หวั่นไหว
แม้โลกทั้งใบสั่นสะเทือนเพียงใด
ผู้มีสติย่อมเห็นความจริงภายใน
และก้าวผ่านคืนมืดมน

ศรัทธาคือแสงส่องทาง
ปัญญาคือพลังแห่งกุศล
ผู้ชนะมารในใจตน
คือผู้พบอิสรภาพนิรันดร์


[Outro]

กลางคืนสงบใต้ฟ้าศิลาวดี
ไม่มีเสียงหวาดกลัวอีกต่อไป
เหลือเพียงลมหายใจแห่งธรรมภายใน
และใจ...ที่ไม่หวั่นไหว

[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]

สมิทธิสูตรที่ ๒
[๔๘๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กรุงศิลาวดี ในแคว้นสักกะ ฯ ก็สมัยนั้นแล ท่านสมิทธิเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอัน ส่งไปแล้ว อยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาค ฯ ครั้งนั้นแล ท่านสมิทธิผู้พักผ่อนอยู่ในที่ลับ มีความปริวิตกแห่งจิตเกิด ขึ้นอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็น พระศาสดาของเรา เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้บวชในพระธรรมวินัย อัน พระศาสดาตรัสดีแล้วอย่างนี้ เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้เพื่อนพรหมจรรย์อันมี ศีลมีกัลยาณธรรม ฯ [๔๘๓] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่านสมิทธิ ด้วยจิตแล้ว เข้าไปหาท่านสมิทธิถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จึงทำเสียงดังน่ากลัว น่าหวาดเสียวประดุจแผ่นดินจะถล่ม ณ ที่ใกล้ท่านสมิทธิ ฯ [๔๘๔] ลำดับนั้น ท่านสมิทธิเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ท่านสมิทธิครั้นนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว จึงได้กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอันส่งไปแล้ว อยู่ในที่ใกล้พระองค์ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์อยู่ในที่ลับเร้น มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เป็นลาภของ เราดีแท้ที่เราได้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นพระศาสดาของเรา เป็นลาภ ของเราดีแท้ที่เราได้บวชในพระธรรมวินัยอันพระศาสดาตรัสดีแล้วอย่างนี้ เป็น ลาภของเราดีแท้ที่เราได้เพื่อนพรหมจรรย์ อันมีศีลมีกัลยาณธรรม พระเจ้าข้า ขณะนั้น ก็ได้มีเสียงดังน่ากลัว น่าหวาดเสียวประดุจแผ่นดินจะถล่ม เกิดขึ้นใน ที่ใกล้ข้าพระองค์ ฯ [๔๘๕] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า สมิทธิ นั้นไม่ใช่แผ่นดินจะถล่ม นั้น เป็นมารผู้มีบาปมาเพื่อกำบังตาเธอ เธอจงไปเถิด สมิทธิ จงเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอันส่งไปแล้วอยู่ในที่นั้นตามเดิมเถิด ฯ ท่านสมิทธิรับพระดำรัสแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มี พระภาค ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ฯ [๔๘๖] แม้ครั้งที่สอง ท่านสมิทธิเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตน อันส่งไปแล้วอยู่ในที่นั้นนั่นเอง แม้ในครั้งที่สอง ท่านสมิทธิไปในที่ลับเร้นอยู่ มี ความปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ ฯลฯ แม้ในครั้งที่สอง มารผู้มีบาปทราบความปริวิตก แห่งจิตของท่านสมิทธิด้วยจิตแล้ว ฯลฯ จึงทำเสียงดังน่ากลัว น่าหวาดเสียว ประดุจแผ่นดินจะถล่ม ณ ที่ใกล้ท่านสมิทธิ ฯ [๔๘๗] ลำดับนั้น ท่านสมิทธิทราบว่า ผู้นี้เป็นมารผู้มีบาป จึงกล่าว กะมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า เราหลีกออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรือนด้วยศรัทธา สติ และปัญญาของเรา เรารู้แล้ว อนึ่ง จิตของเราตั้งมั่นดีแล้ว ท่าน จักบันดาลรูปต่างๆ อันน่ากลัวอย่างไร ก็จักไม่ยังเราให้หวาด กลัวได้เลยโดยแท้ ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า ภิกษุสมิทธิรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง ฯ

https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=15&A=3844


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

Song: Roots of the Mind Integrity Inspired by the Khuddaka Nikaya, Itivuttaka, Tikanipata , Paṭhamavagga

[Verse 1] Deep within the restless mind, Three old roots are hard to find. Greed can pull and anger burns, Delusion hides the truth we yearn...