เพลง: อาฬวิกาสูตรมารเฝ้าที่พระวิหารเชตวัน แกล้งอาฬวิกาภิกษุณีให้กลัว
[Intro]
ยามรุ่งสางกลางนครสาวัตถี
เสียงก้าวเดินแผ่วเบาในวิถี
ภิกษุณีผู้มีใจเสรี
ก้าวเข้าสู่ป่าแห่งวิเวก
[Verse 1]
หลังจากบิณฑบาตผ่านผู้คน
นางเลือกเดินสู่ทางสงบงาม
ใต้เงาไม้ในป่าอันเงียบงัน
เพื่อให้ใจพ้นความวุ่นวาย
แต่แล้วเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
แทรกกลางลมและเงาไม้ไหว
“โลกนี้ไม่มีทางพ้นทุกข์ใด
จงกลับไปหาความยินดี”
[Pre-Chorus]
“จงเสพสุขแห่งกามเถิด
อย่าทนทุกข์ในภายหลังเลย”
เสียงนั้นหวังให้ใจสั่นไหว
และหวาดกลัวต่อความเดียวดาย
[Chorus]
แต่ผู้เห็นธรรมย่อมรู้ทัน
ว่าเสียงนั้นคือมารในใจ
ทางออกจากทุกข์ยังมีอยู่จริง
ผู้มีปัญญาย่อมเห็นได้
กามทั้งหลายดุจหอกหลาว
คอยทิ่มแทงใจผู้หลงใหล
เราจะไม่กลับไปยอมจำนน
ต่อไฟกิเลสอีกต่อไป
[Verse 2]
อาฬวิกาผู้มั่นคง
กล่าวด้วยจิตอันผ่องใส
“เรารู้แล้วหนทางหลุดพ้นภัย
มารเอ๋ย ท่านไม่รู้ทางนั้น”
“ความสุขแห่งกามที่ท่านกล่าว
เป็นเพียงเงาลวงของคืนวัน
ดั่งผีร้ายคอยผูกมัดใจคน
ให้เวียนวนอยู่ในทุกข์เดิม”
[Bridge]
เมื่อจิตไม่หวั่นไหว
ความกลัวก็สลายไป
เมื่อปัญญาส่องภายใน
มารก็ไร้อำนาจครอบงำ
[Final Chorus]
ทางออกจากทุกข์ยังมี
อยู่ในใจที่ตื่นรู้
ไม่ใช่โลก ไม่ใช่วัตถุ
แต่คือธรรมในหัวใจ
แม้ความมืดจะล้อมเพียงใด
ผู้มีสติย่อมไม่หวั่นไหว
เมื่อเห็นจริงตามความเป็นไป
มารก็พ่ายแพ้เอง
[Outro]
ในป่าเงียบแห่งอันธวัน
เหลือเพียงลมพัดผ่านเบาๆ
มารจากไปด้วยความเศร้า
เพราะผู้รู้เท่าทัน…ไม่หวั่นเกรง
[คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้งาน: ตามข้อจำกัดของระบบ AI ในปัจจุบัน การสร้างภาพที่มีตัวอักษรภาษาไทยอาจจะยังมีความคลาดเคลื่อนของตัวสะกดหรือรูปสระอยู่บ้าง หวังเป็นพื้นฐานของการศึกษาและจะพัฒนาให้สมบูรณ์ต่อไป]
อาฬวิกาสูตรที่ ๑ [๕๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า อาฬวิกาภิกษุณีนุ่งห่มแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไป บิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลา ปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาต มีความต้องการด้วยวิเวก จึงเข้าไปในป่าอันธวัน ฯ [๕๒๓] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อาฬวิกาภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากวิเวก จึง เข้าไปหาอาฬวิกาภิกษุณีถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะอาฬวิกาภิกษุณีด้วยคาถาว่า ในโลก ไม่มีทางออกไปจากทุกข์ได้ ท่านจักทำอะไรด้วย วิเวก จงเสวยความยินดีในกามเถิด อย่าได้มีความเดือดร้อน ในภายหลังเลย ฯ [๕๒๔] ลำดับนั้น อาฬวิกาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว คาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ฯ ทันใดนั้น อาฬวิกาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะให้ เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้ เคลื่อนจากวิเวก จึงกล่าวคาถา ฯ ครั้นอาฬวิกาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้มี บาปด้วยคาถาว่า ในโลกนี้มีทางออกไปจากทุกข์ได้ เรารู้ชัดดีแล้วด้วยปัญญา ดูกรมารผู้มีบาปซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของผู้ประมาท ท่านไม่รู้จัก ทางนั้น กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว กองกาม ทั้งหลายนั้นประหนึ่งว่าผีร้าย เราไม่ใยดีถึงความยินดีในกามที่ ท่านกล่าวถึงนั้น ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อาฬวิกาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=15&A=4137

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น